จุมพล นิติธรางกูร หารือปัญหาข้อจำกัดของกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่ไม่ชัดเจนและอัตราโทษที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้ จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายร่วมกับการดำเนินมาตรการเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างรอบด้านและยั่งยืน
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุมพล นิติธรางกูร อนุกรรมาธิการ จะขออนุญาตนำเรียนข้อมูลต่อท่านสมาชิกในส่วนที่เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านกฎหมายต่อจาก ท่านสว่างจิตต์ อย่างที่ทุกท่านทราบว่าปัญหาหนี้นอกระบบเปึนปัญหาที่มีความซ้ำซ้อน เมื่อสักครู่ท่านสว่างจิตต์ได้เรียนต่อทุกท่านว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่หลายหน่วยงานนะครับ นอกจากนี้ก็ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่อีกจำนวนหลายฉบับนะครับ ซึ่งจะมีทั้งในส่วนที่เปึน กฎหมายทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็จะมีทั้งในส่วนของเรื่องสัญญา เรื่องการ กำหนดอัตราดอกเบี้ย หรือประมวลกฎหมายอาญาที่เปึนการกำหนดเรื่องความผิดต่าง ๆ เช่น ความผิดฐานฉ้อโกงนะครับ นอกจากกฎหมายทั่วไปแล้วนะครับ ก็ยังมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งได้มีการศึกษาแล้วพบว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่จำนวนหลายฉบับ ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ ยังมีกฎหมายการทวงถามหนี้ พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปึนต้น ซึ่งจากผลการศึกษา โดยคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการพบว่ากฎหมายเฉพาะในระดับพระราชบัญญัติ ฉบับหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างมากกับการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ก็คือ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งเปึนการปรับปรุงพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งในการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้เมื่อป้ ๒๕๔๐ ต้องเรียนว่าไม่ได้มีการปรับปรุงในส่วนที่เปึนโครงสร้างหรือกลไกสาระสำคัญของกฎหมาย เปึนเพียงการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของอัตราโทษให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ ๑ ป้ เปึน ๒ ป้นะครับ ส่วนเนื้อหาสาระอื่น ๆ ยังเปึนไปตามโครงสร้างและกลไกของกฎหมาย ฉบับเดิม เมื่อป้ พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระเพียงแค่ ๓ มาตรา ซึ่งเปึนกฎหมายที่เขียนหลักการกว้าง ๆ แล้วก็ให้ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่ในการไปปรับใช้ เข้ากับบริบทข้อเท็จจริง ด้วยความที่เปึนกฎหมายกลาง แล้วก็เขียนเนื้อหากว้าง ๆ ไม่ได้กำหนดกรอบ หรือรายละเอียด ที่ลงลึกชัดเจน ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจาก ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการก็พบว่าจะมีประเด็นปัญหา ยกตัวอย่างเช่น เรื่องขอบเขตความหมาย เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีการกำหนด บทนิยามเฉพาะ เนื่องจากอาจจะด้วยเหตุผลของความเปึนกฎหมายกลาง อยากจะให้มี ความยืดหยุ่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจไปปรับเข้ากับข้อเท็จจริงต่าง ๆ แต่อย่างที่เรียนไปว่า อีกด้านหนึ่งมันก็ก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้ด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น คณะอนุกรรมาธิการศึกษาแล้วพบว่าไม่มีการกำหนดขอบเขต หรือความหมาย ของคำว่า หนี้นอกระบบ เพราะฉะนั้นอย่างที่เรียนไปเมื่อสักครู่ เจ้าหน้าที่ต้องไปปรับเข้ากับ บริบทข้อเท็จจริงแต่ละกรณีเอง หรือความหมายของคำบางคำที่กำหนดในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ก็ยังไม่มีการกำหนดความหมายที่ชัดเจนตายตัว เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้ดุลยพินิจอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย หรือคำว่า ประโยชน์ที่ได้รับ มากเกินส่วนอันสมควร ทั้งหมดทั้งมวลตัวอย่างที่ยกขึ้นมา เปึนกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลยพินิจ ประกอบกับข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นอย่างที่เรียนไปว่าก็จะเกิดความลักลั่น อาจจะเกิด ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดจากการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
อีกประเด็นหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าอาจจะยัง เปึนบทบัญญัติที่ไม่ได้สัดส่วนเหมาะสมเพียงพอ ก็คือเรื่องของการกำหนดอัตราโทษนะครับ อย่างที่เรียนไปเมื่อสักครู่ว่า ในการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้เมื่อป้ ๒๕๖๐ ซึ่งปรับปรุง กฎหมายเก่า ป้ ๒๔๗๕ เปึนเพียงการเพิ่มอัตราโทษจากเดิม ๑ ป้ เปึน ๒ ป้ ซึ่งอัตราโทษ ๒ ป้ ใช้กับการกระทำความผิดในทุกกรณีเลยครับ ไม่ว่าจะมีวงเงินจำนวนกู้ยืมเปึนจำนวน มากน้อยเท่าไร หรือแม้กระทั่งมีการเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะมาก จะน้อยอย่างไรอัตราโทษก็มีเพียงอัตราเดียวก็คือ ๒ ป้ ซึ่งกรณีของอัตราโทษที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ ทางคณะกรรมาธิการ โดยคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่ายังไม่เหมาะสม ควรจะกำหนดอัตราโทษที่หนักกว่านี้ เพื่อเปึนการปัองปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้พบ ก็คือปัจจุบันนี้ลักษณะการกู้ยืมเงิน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเช่น มีการกู้ยืมเงิน มีการหลอกลวง ทางออนไลน์ มีการใช้การกระทำในลักษณะของการข่มขู่หรือขู่เข็ญ นอกจากนี้ก็ยังมี การกระทำความผิดในลักษณะที่เปึนขบวนการ ซึ่งจากลักษณะของการกระทำความผิดก็ดี ลักษณะของการให้กู้ยืมเงิน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่แนวคิดของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอย่างที่เรียนไปว่าถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ป้ ๒๔๗๕ เพราะฉะนั้นโดยสภาพกลไกและโครงสร้าง ของกฎหมายฉบับนี้ จึงไม่สอดคล้องกับบริบทข้อเท็จจริงของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ ในเบื้องต้นจึงเห็นว่าสมควรที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงตัวพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ย เกินอัตรา เพื่อกำหนดกลไกใหม่ โครงสร้างใหม่ ทั้งในเชิงปัองกัน ทั้งในเชิงปราบปราม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงิน รวมถึงเรื่องหนี้นอกระบบ ให้สอดคล้องกับบริบทของปัจจุบัน นอกจากนี้ในส่วนการแก้ไขกฎหมายนี้เอง ซึ่งแน่นอนครับ จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการค่อนข้างนาน คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเอง ก็ยังเห็นควรที่จะต้องมีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ในช่วงเร่งด่วน ซึ่งน่าจะต้องใช้การแก้ไข ปัญหาในเชิงนโยบายควบคู่กันไปพลางก่อนด้วย ก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ ซึ่งในส่วนที่จะเปึนการแก้ไขทั้งในเชิงนโยบายและในเชิงกฎหมาย ก็จะขออนุญาตให้ท่านอนุกรรมาธิการ ท่านประทีปได้นำเสนอต่อที่ประชุมต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ