จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการนิรโทษกรรม คดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีอาญาร้ายแรงและการกระทำความผิดตามมาตรา 110 และมาตรา 112 และเรียกร้องการไม่เห็นชอบต่อรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สัปดาห์ที่แล้ว ผมให้ความเห็นไม่ชัดเจนอย่างน้อย ๓ ข้อ ข้อ ๑ ผมเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ของ กรรมาธิการวิสามัญทุกท่าน ข้อ ๒ จุดยืนของกระผมและพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือว่า ไม่เห็นชอบกับการนิรโทษกรรมคดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีอาญาร้ายแรงและการกระทำ ความผิดตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ แต่ในประการที่ ๓ กระผมเห็นชอบและ สนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมการกระทำความผิด อันเกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะนำสังคมไปสู่การสร้างความปรองดอง เพราะกระผมเชื่อว่าคดีอันเกิดจาก แรงจูงใจทางการเมืองทั่วไปที่ว่านั้น เปึนความเห็นพ้องต้องกันของสังคมและทุกฝ์าย แต่ที่สำคัญคือกระผมไม่เห็นชอบกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ แปลว่า ไม่เห็นชอบทั้งสองส่วน ๑. ตัวรายงาน ๒. ข้อสังเกต ที่ไม่เห็นชอบทั้ง ๒ ส่วน เพราะกระผม เชื่อว่าปลายทางของรายงานและข้อสังเกตของกรรมาธิการสุดท้ายจะนำไปสู่ความแตกแยก ขัดแย้งครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นในประเทศ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งตอนมีความ พยายามผลักดันนิรโทษกรรมสุดซอยที่เรามีบทเรียนร่วมกัน เฉพาะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเสนอรายงานกับข้อสังเกตของกรรมาธิการก็เห็นชัดแล้ว ว่าในกรรมาธิการด้วยกันก็เห็นสุดโต่งคนละฟากครับ ในบรรดานักการเมืองด้วยกัน ก็เห็นกัน คนละฝัืง โดยเฉพาะในหมู่ประชาชน ผมเชื่อว่ามีความเห็นที่ไม่สอดคล้องต้องกัน สุดท้าย ถ้าเรานำรายงานของกรรมาธิการ รวมทั้งข้อสังเกตไปใช้เปึนสารตั้งต้นในการออกกฎหมาย นิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ ก็จะนำไปสู่ความแตกแยก ครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ที่กระผมไม่เห็นชอบก็คือ ๑. ตัวรายงาน เพราะอะไร เพราะสำหรับตัวรายงานมันรวมการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดตาม มาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ โดยกำหนดทางเลือกไว้ ๓ ทาง แปลว่าจะเลือกทางใดทางหนึ่งก็ได้ นั่นคือ ๑. ไม่มีการนิรโทษกรรม อันนี้กระผมเห็นด้วย แต่อีก ๒ ทางเลือกหลัง คือนิรโทษกรรม แบบมีเงื่อนไขกับนิรโทษกรรมแบบสุดซอย คือสุดโต่ง อันนี้ทั้ง ๒ เงื่อนไขหลัง กระผมไม่เห็นด้วย และผมเชื่อว่า ประชาชนคนไทยจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วย และถ้ามีการเสนอเมื่อไรก็จะนำไปสู่ ความแตกแยกครั้งใหญ่ ส่วนข้อสังเกตที่กระผมไม่เห็นชอบ และไม่เห็นด้วยก็เพราะว่า มันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับตัวรายงานชัดเจน ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกันได้โดยเนื้อหา ของมัน นั่นคือที่ปรากฏอยู่ในข้อสังเกตข้อ ๙.๑ ข้อ ๙.๕ แล้วก็ข้อ ๙.๖ ข้อสังเกต ข้อ ๙.๑ เขียนว่าอย่างไรครับ ระบุชัดว่า คณะรัฐมนตรีควรพิจารณารายงานของรายงาน คณะกรรมาธิการ เพื่อนำไปเปึนแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมโดยเร็ว แปลว่าถ้ารัฐบาลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเลือก ๒ แนวทางหลัง คือออกพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ แบบสุดโต่ง หรือแบบมีเงื่อนไขก็ตาม ก็สามารถที่จะทำได้โดยอาศัยข้อสังเกตข้อนี้ของกรรมาธิการเปึนสารตั้งต้น ข้อสังเกตอีกข้อ คือ ข้อ ๙.๕ ระบุชัดครับว่า ระหว่างยังไม่มีการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คณะรัฐมนตรีควรกำหนดนโยบายให้หน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการตามกลไกกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ดังนี้ ๑. ตำรวจ ให้เร่งสั่งฟัอง สั่งไม่ฟัอง ไม่เปึนไรครับ จะให้เร่งสั่งฟัองกับสั่งไม่ฟัองไม่เปึนไร แต่ที่น่าห่วงคืออัยการ ระบุว่าให้เสนออัยการสูงสุดสั่งไม่ฟัองตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการ ป้ ๒๕๕๓ ตรงนี้มันจะกลายเปึนการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมไหมครับ และศาลระบุ อาจใช้ดุลยพินิจเลื่อนคดี จำหน่ายคดีชั่วคราว ปล่อยตัวชั่วคราว ตรงนี้จึงเปึนคำถามว่า ความเห็นข้อสังเกตกรรมาธิการจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ และที่ระบุ เพิ่มเติมในข้อ ๙.๖ ผมมาเรียนท่านประธานเท่านั้นละครับว่า กำหนดไว้เพิ่มเติมอีกว่า ควรคืนสิทธิทางการเมืองให้กับผู้ได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งแปลว่ารวมการกระทำความผิด ตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ ด้วย ด้วยเหตุผลที่กราบเรียนสั้น ๆ กระผมจึงเรียนว่า ผมไม่เห็นด้วยกับทั้งรายงานของคณะกรรมาธิการ และไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ เพื่อสร้างสังคมปรองดองไม่ให้มีจุดหมายปลายทางไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกครั้งใหญ่ของประเทศต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ