จาตุรนต์ สนับสนุนนิรโทษกรรม ชี้คลี่คลายขัดแย้ง-สร้างปรองดอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๗

จาตุรนต์ ฉายแสง ชี้แจงถึงกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ พร้อมย้ำถึงความร่วมมือของทุกพรรคการเมืองในการศึกษาและจัดทำรายงาน ทั้งยังอภิปรายสนับสนุนการนิรโทษกรรมว่าเป็นทางออกเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างสันติ โดยเสนอให้พิจารณาในบริบทของความปรองดอง ไม่เลือกปฏิบัติ และเคารพสถาบัน พร้อมเรียกร้องให้สภาเห็นชอบข้อสังเกตของกรรมาธิการเพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อไป

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้เวลา สั้น ๆ ที่จะอภิปรายแสดงความเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ไปศึกษา แนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ท่านประธานครับ ต้องกล่าวถึงความเปึนมา ก่อนที่จะมาเกิดรายงานนี้สักหน่อย มีความขัดแย้งทางการเมืองติดต่อกันมาในช่วง ๒๐ ป้ มานี้ และเมื่อไม่นานนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคการเมืองบางพรรค มีประชาชน เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้ามาที่สภาแห่งนี้ มีการหารือพิจารณากันแล้วพรรคเพื่อไทย ได้ตัดสินใจว่าต้องการให้ สส. ทั้งหลายได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการศึกษากันอย่าง จริงจังให้ถ่องแท้เสียก่อนที่จะไปพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเหล่านั้น พรรคเพื่อไทย จึงได้เสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการคณะนี้ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นชอบ และ ในคณะกรรมาธิการคณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยเปึนประธาน มีตัวแทน จากรัฐบาลมานั่งอยู่ด้วย มีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ทุกพรรคที่มีสิทธิเข้ามาเปึน กรรมาธิการ พิจารณากันมาโดยไม่มีกรรมาธิการท่านใดสงวนความเห็นหรือแสดงความเห็น แตกต่างว่าไม่เห็นชอบกับรายงาน จะมีความแตกต่างกันที่บันทึกไว้ ก็คือมีความเห็นต่อการ นิรโทษกรรมคดีที่มีความอ่อนไหว ซึ่งเขาก็เป่ดโอกาสให้กรรมาธิการแต่ละคนให้ความเห็น ส่วนตัวเปึนบันทึกเอาไว้ ซึ่งก็เปึนธรรมดาคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง ๆ ไม่จำเปึนต้องมี ความเห็นเอกฉันท์ หรือมีมติเสียงข้างมากไปทุกเรื่อง เรื่องใดที่เห็นว่าควรจะนำเอาความเห็น ที่แตกต่างเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเขาก็สามารถทำได้

ท่านประธานครับ เมื่อเปึนอย่างนี้ ความจริงผมมีประเด็นจะอภิปรายได้ หลายประเด็นเลย แต่ว่าจะขอไปที่ประเด็นว่าทำไมเราจึงควรจะเห็นชอบกับร่างรายงาน และเห็นชอบกับข้อสังเกต รายงานนี้ปกติไม่มีการลงมติอยู่แล้ว มารายงานต่อสภา สภาอภิปรายกันไป มีความเห็นต่างกันไปก็ถือว่ารับทราบแล้ว ไม่ต้องรับทราบ หรือไม่รับทราบ ก็ไปที่ข้อสังเกต ข้อสังเกตนี้ปรากฏว่าในการพิจารณาข้อสังเกตเขาไม่อภิปรายกัน ไม่มีการแก้ไขอีกแล้ว แต่ทำไมถึงควรจะเห็นชอบกับข้อสังเกต ในข้อสังเกตนี้ได้ไปเขียนไว้ว่า มีข้อสังเกตว่า คณะรัฐมนตรีควรพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อนำไป เปึนแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ทั้งออกนโยบายและมาตรการที่ชัดเจน มายังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หมายความว่า เขาให้ ครม.ไปศึกษารายงานฉบับนี้

ทีนี้ถ้าหากว่าเราไม่เห็นชอบกับข้อสังเกต ก็กลายเปึนว่าเราไม่เห็นชอบที่จะให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณารายงานฉบับนี้ทั้งฉบับ จะแปลว่าอะไรครับ แปลว่า เรากำลังบอกว่า สภาเห็นว่ารายงานทั้งหมดนี้ไม่ต้องมีใครไปอ่าน แต่รายงานนี้ได้ตอบคำถามสิ่งที่ประชาชน ต้องการ สิ่งที่สังคมต้องการ คือการแก้ปัญหาคลี่คลายความขัดแย้งของสังคมไทย ใน ๒๐ ป้มานี้ เขาถึงได้บอกว่ามีความจำเปึนเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งที่มีมานาน การนิรโทษกรรมเปึนความจำเปึนเร่งด่วนอันจะนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ และทำให้ สังคมคืนสู่สภาพปกติ ถ้าเราไม่เห็นชอบกับข้อสังเกต เท่ากับเราไม่เห็นชอบกับข้อความนี้ แต่ข้อความนี้มันจะช่วยตอบคำถาม แก้ปัญหาคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคมได้มาก พอสมควร แน่นอนครับ มันแก้ไม่ได้หมดหรอก แล้วมันก็ยังมีปัญหาตามมาอีก เช่นว่าคดีที่ควรจะได้รับ การพิจารณาก็ไม่ต้องพิจารณาแล้ว แต่การนิรโทษกรรมกี่ครั้ง กี่ครั้ง ก็เปึนแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ ที่สำคัญความขัดแย้งในสังคมไทย การนิรโทษได้นำมาใช้หลายครั้ง เฉพาะป้ ๒๕๔๘ มาถึงปัจจุบัน มีการนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร โดยนิรโทษกรรมตนเอง นิรโทษกรรมไปอย่างสบาย ๆ คณะรัฐประหารที่เปึนต้นเหตุทำให้มีผู้มาสนับสนุนการรัฐประหาร ก็เกิดเปึนคดีการเมือง มีผู้ต่อต้านการรัฐประหารก็เกิดเปึนคดีการเมือง มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการ ปกครองของคณะรัฐประหาร ก็เปึนคดีที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง คณะรัฐประหาร สบายมาก นิรโทษตัวเองไปแล้ว แต่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายทุกฝ์ายยังต้องอยู่กับการถูกดำเนินคดี ถูกลงโทษทั้ง ๆ ที่มันเปึนเรื่องคดีทางการเมือง กรรมาธิการบางท่านอภิปรายว่าจะนิรโทษ ต้องยอมรับสารภาพ ต้องยอมรับว่าผิดเสียก่อน อันนั้นท่านเข้าใจผิด การนิรโทษในอดีต ไม่ใช่อย่างนั้น การนิรโทษในอดีต ในกรณี ๖ ตุลาคม เขานิรโทษไม่ใช่ว่านักศึกษายอมรับว่า กระทำผิดแล้วนิรโทษ เพราะนักศึกษาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่เขาตั้งข้อหาร้ายแรงขึ้นศาลทหาร สุดท้ายพิจารณากันไป ทั่วโลกประณามรัฐไทยที่ไปทำอย่างนั้นกับนักศึกษา ประชาชน ในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นจึงต้องนิรโทษ นิรโทษทุกคนในเหตุการณ์ ซึ่งความจริงแล้วเปึนการ นิรโทษผู้ที่สั่งให้ฆ่านักศึกษา ประชาชนด้วยซ้ำ แต่ประชาชนได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่ว่า จะกระทำอะไรไป ถูกตั้งข้อหา หรือไม่ถูกตั้งข้อหาจะไม่มีการตั้งข้อหาและดำเนินคดีอีก นี่คือความหมายของการนิรโทษ ไม่ใช่บอกว่าต้องยอมรับผิดเสียก่อน สารภาพเสียก่อน อันนั้นไม่ใช่ Concept ไม่ใช้แนวคิดของการนิรโทษ

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเปึนอย่างนี้ คดีที่ตามมาจากเปึนผลเกี่ยวข้อง กับการรัฐประหารทั้งหลาย เราควรจะนิรโทษ และถ้าไม่ยอมรับข้อสังเกตของกรรมาธิการนี้ เท่ากับเราบอกว่าไม่ต้องนิรโทษอะไรใครเลย ไม่ต้องหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมเลย อันนั้นไม่ถูกต้อง ส่วนที่ท่านใช้คำว่าคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง กรณีนี้ ฟังดูแล้วมีผู้ห่วงใยไป ๒ ทาง ทางหนึ่งคือห่วงว่ารายงานนี้จะทำให้เกิดการแก้ไขนิรโทษ เรื่องที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ อีกทางหนึ่งวิตกว่า เห็นชอบกับรายงานนี้แล้ว จะเท่ากับว่า ไม่ยอมนิรโทษคดีมาตรา ๑๑๒ เข้าใจกันเปึน ๒ ทาง ก็มีเหตุผลที่เข้าใจเปึน ๒ ทาง เพราะว่า จริง ๆ แล้วเขามี ๓ ทางด้วยซ้ำ ในนี้เขาไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการนิรโทษคดีเกี่ยวกับ มาตรา ๑๑๒ เขาบอกไว้แล้วว่ามีความเห็นต่างเปึน ๓ ทาง ท่านหาอ่านในรายงานกันก็ได้ การเขียนอย่างนี้เปึนการเขียนเพื่อแสดงความรับรู้ว่า เรื่องมาตรา ๑๑๒ เปึนเรื่องที่มา เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เปึนเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางสังคม ซึ่งจะต้อง หาทางพิจารณากันต่อไป ไม่ใช่เปึนข้อยุติในวันนี้ วันนี้ไม่ใช่การเสนอ พ.ร.บ. แก้ไข มาตรา ๑๑๒ หรือ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีตามมาตรา ๑๑๒ เขาเสนอของเขาไว้เปึน ๓ ทาง ท่านประธานครับ เมื่อเสนออย่างนี้ ผมอยากจะให้สภานี้ตั้งสติ ตั้งหลักกันหน่อย เราพูดถึง การนิรโทษคดีตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม่ ควรจะตั้งคำถามว่า คดีที่เกี่ยวกับ ๑๑๒ เปึนเรื่องที่ เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง หรือความขัดแย้งในสังคมไทยหรือไม่ ถ้ามีเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมที่ไปโยงกับมาตรา ๑๑๒ เราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมกันอย่างไร และจะทำอย่างไรกับการบังคับใช้กฎหมายนี้ จะทำอย่างไรกับกฎหมายนี้ก็ศึกษากันต่อ แต่วาระนี้ไม่ใช่เปึนวาระโอกาสที่พรรคการเมืองจะ มาแข่งกันแสดงความจงรักภักดี ว่าถ้าเห็นด้วยกับการนิรโทษก็แสดงว่าไม่จงรักภักดี ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษจึงจะแสดงความจงรักภักดี ไม่ใช่แบบนี้ครับ เราจะแก้ปัญหาความ ขัดแย้งทางสังคมกันหรือไม่ และในการแก้ปัญหานั้นจะเปึนประโยชน์ต่อการทำให้สถาบัน พระมหากษัตริย์มีความมั่นคงอย่างไร เช่น ไม่ให้มีการไปใส่ร้ายกัน กลั่นแกล้งกัน โดยอาศัย มาตรา ๑๑๒ อย่างนี้เปึนต้น

ท่านประธานครับ ผมพูดเรื่องนี้ในฐานะ สส. คนหนึ่งที่เข้าใจเรื่องพร้อม ๆ กับ ท่านนี้ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่ง ประการสุดท้ายแล้ว ก็คือผมพูดเรื่องนี้ในฐานะผมเปึนคนหนึ่ง ที่ได้รับประโยชน์อานิสงส์จากการนิรโทษในอดีตมาแล้วหลายครั้ง การนิรโทษที่ผมได้รับ ครั้งที่ ๑ คือวันที่ ๖ ตุลาคม วันที่ ๖ ตุลาคม คือคดีอะไร ท่านประธานที่เคารพ ความมั่นคง เยอะแยะไปหมด เอาไปลงโทษประหารชีวิตอย่างท่านสุธรรม แสงประทุม โดนคดีประหาร ชีวิต ๓ รอบ ไม่รู้จะหมดหรือเปล่า และในนั้นมีคดีที่ปัจจุบัน เรียกว่ามาตรา ๑๑๒ อยู่ด้วย เขานิรโทษ นิรโทษเพราะอะไร ไม่ใช่นิรโทษพวกที่กระทำผิดมาตรา ๑๑๒ เขานิรโทษเพราะว่า คนเหล่านั้น นักศึกษาในยุคนั้นไม่ได้กระทำความผิดมาตรา ๑๑๒ เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถูกใส่ร้ายปัายสีกลั่นแกล้ง เขาจึงนิรโทษ นิรโทษมาแล้ว สุดท้ายครับ ผมได้รับการนิรโทษ ในการนิรโทษคดีที่เกี่ยวกับการกระทำอันเปึนคอมมิวนิสต์ ท่านประธานครับ นิรโทษมาแล้ว คดีคอมมิวนิสต์นี่ร้ายแรงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะว่าคดีคอมมิวนิสต์คือบ่อนทำลาย สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วทำไมเขานิรโทษ แล้วต่อมายกเลิก พ.ร.บ. นี้ไปด้วย เพราะเขาเห็นว่าต้นเหตุของการมีคอมมิวนิสต์ ก็คือ พ.ร.บ. นี้ครับ พ.ร.บ. นี้มันถูกใช้ไป กลั่นแกล้งคนจนกระทั่งกลายเปึนถูกตั้งข้อหามีการกระทำอันเปึนคอมมิวนิสต์ เขาเลยยกเลิก ยกเลิกแล้วท่านกรรมาธิการบางท่านเปึนห่วงว่าการนิรโทษเดี๋ยวจะมีการกระทำผิดซ้ำ ท่านไปดูเถอะครับ การนิรโทษและต่อมาทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำโดยประชาชนไม่เคยมีใน ประวัติศาสตร์ การนิรโทษแล้วกระทำผิดซ้ำมีอยู่เรื่องเดียว คือการทำรัฐประหารนิรโทษตนเอง แล้วอีกไม่กี่ป้ก็รัฐประหารอีกนิรโทษตนเองอีก ไม่ต้องห่วงว่านิรโทษประชาชนแล้วประชาชน จะกระทำผิดซ้ำ และถ้าเราเปึนห่วงจริง ๆ หามาตรการมารองรับก็ได้

ท่านประธานครับ จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมอาจจะพูดเหมือนเสียงดัง ไปหน่อย เพราะว่าตอนอภิปรายช่วงแรกมีท่านสมาชิกมาบอกว่านั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ยังไม่ได้ยิน ยิ่งไกล ๆ เสียงของสภานี้ไม่ค่อยได้ยินกันอยู่แล้ว แต่ว่าโดยสรุปจากเหตุผลที่ผมอธิบายมา ทั้งหมด สภาผู้แทนราษฎรเราควรจะแสดงความรับผิดชอบต่อการช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทางสังคม ต่อการที่จะลดความบาดหมางความรู้สึกว่าเปึนศัตรูต่อกัน ถูกรัฐกลั่นแกล้ง ถูกรัฐ ทำร้ายไม่ว่าจะจากการที่สนับสนุนรัฐประหาร ต่อต้านรัฐประหารทั้งหลายทั้งปวงนี้ และมี เรื่องเปึนความขัดแย้งยืดเยื้อกันมา ๒๐ ป้นี้ ด้วยการนิรโทษคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ในนั้นมีเรื่องคดีที่กรรมาธิการใช้คำว่า มีความอ่อนไหวทางการเมืองนั้นนี่ เขามีทางเลือก ทางเสนอที่แตกต่างกันอยู่ในนั้นโดยมีเหตุผลประกอบ เขาไม่ได้เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงไป เห็นชอบกับข้อสังเกตเท่ากับเห็นชอบว่าให้ใครก็ตามที่รับไปได้ไปศึกษารายงานนี้ ซึ่งจะ เปึนประโยชน์อย่างมากต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และจะทำให้เกิดนิรโทษกรรมคดีทาง การเมืองหลาย ๆ แบบหลาย ๆ ประเภท โดยมีคณะกรรมการมาดูแลซึ่งจะช่วยให้สังคมไทย ก้าวพ้นอย่างน้อยระดับหนึ่งในการก้าวพ้นจากความขัดแย้งและวิกฤติทางสังคม และเราก็ไป ตั้งสติกันในวันข้างหน้าครับ ต่อไปร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมก็จะเข้ามา ก็ไปพิจารณากัน ตอนนั้นด้วยความรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงขอเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภาว่า ขอให้ช่วยกันร่วมกันเห็นชอบกับข้อสังเกตของรายงานคณะกรรมาธิการคณะนี้ ขอบคุณครับ