ชัยธวัช เสนอพิจารณานิรโทษกรรมมาตรา 112 รายกรณี หวังปรองดองไม่กระทบสถาบัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๗

ชัยธวัช ตุลาธน อภิปรายประเด็นการนิรโทษกรรมคดีตามมาตรา 112 โดยเสนอแนวทางพิจารณาเป็นรายกรณีผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อส่งเสริมความปรองดอง ขณะยังคงคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ ความมั่นคง และความเป็นธรรมในกระบวนการ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อพิจารณาเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคม

นายชัยธวัช ตุลาธน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนะครับ ด้วยระยะเวลาที่จำกัดก็ขอชี้แจง รวมถึงแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่มีความเห็นต่างกันเยอะ ก็คือว่าเราควรพิจารณา นิรโทษกรรมคดีตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม่นะครับ ในสัปดาห์ที่แล้วผมก็พยายามรวบรวมความคิดเห็นสำหรับท่านสมาชิกที่เห็นว่าไม่ควร จะพิจารณานิรโทษกรรมคดีตามมาตรา ๑๑๒ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่เห็นว่าคดีตาม มาตรา ๑๑๒ นั้นไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เปึนเรื่องความมั่นคงนิรโทษกรรมไม่ได้ หรือบางท่านอาจจะเข้าใจผิดว่าคดีตามมาตรา ๑๑๒ นั้นเราไม่เคยมีการนิรโทษกรรมมาก่อน ซึ่งในสัปดาห์ที่แล้วผมเองได้ชี้แจงกับท่านสมาชิกไปแล้วว่า เราเคยมีการนิรโทษกรรมคดี มาตรา ๑๑๒ มาแล้ว ในคดี ๖ ตุลาคม บางท่านก็เห็นว่าถ้าเราไปนิรโทษกรรมหมดเลย ทุกคดี บ้านเมืองจะไร้ขื่อไร้แป แล้วก็ที่สำคัญมาก ๆ หลายท่านก็เห็นว่าการนิรโทษกรรมนั้น ต้องบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ไม่นำไปสู่ความแตกแยกอีก แล้วหลายท่านก็ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลของความจงรักภักดี แล้วต้องการที่จะปกปัองสถาบัน พระมหากษัตริย์ในสังคมไทยนะครับ ผมเองก็อยากจะชี้แจงแล้วก็แลกเปลี่ยนไปด้วย ในหลาย ๆ ประเด็นแบบนี้

อันดับแรก สำหรับท่านที่เห็นว่าคดีตามมาตรา ๑๑๒ นั้นไม่เกี่ยวข้องกับ ความขัดแย้งทางการเมือง ในรายงานของอนุกรรมาธิการซึ่งอยู่ในรายงานของกรรมาธิการด้วย ก็พิจารณาเห็นโดยพฤติการณ์ แล้วก็โดยจำนวนสัดส่วนคดีที่อ้างอิงตามเหตุการณ์ ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร ๒ ครั้งหลังสุดนี้ ก็เห็นว่ามีความ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก อย่างไรก็ตามหลายท่าน ก็ยังเห็นว่าถ้าเรานิรโทษกรรมไปแล้วก็จะยิ่งเปึนการไปส่งเสริมให้มีประชาชนบางกลุ่ม ไปกระทำผิดกฎหมายอีกหรือไม่นะครับ บ้านเมืองจะไม่มีขื่อไม่มีแป ผมคิดว่าเราต้องเอา ให้ชัดเจนว่าการนิรโทษกรรมนั้นไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย ไม่ยกเลิกฐานความผิด และมีเปัาหมายเพื่อการให้อภัยกันในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองที่จะสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์นะครับ ไม่ว่าจะเปึนคดีหรือฐานความคิดเรื่องอะไรนะครับ แล้วไม่ได้เปึนการไปรับรองว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีนั้น ไม่ได้กระทำผิดหรือกระทำผิดนะครับ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้นมีความชัดเจน มีเปัาหมายทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา เพราะถ้าเรามองว่าการนิรโทษกรรมนั้นจะยิ่งเปึนการส่งเสริมคนไปกระทำผิด บ้านเมือง ไม่มีกฎหมาย ไม่มีขื่อไม่มีแป ดังนั้นเราก็ไม่ควรจะพิจารณานิรโทษกรรมคดีฐานความผิดไหนเลย เราอาจจะต้องทบทวนการอภัยโทษเสียด้วยซ้ำ ถ้าเราเชื่อในตรรกะความเห็นแบบนี้นะครับ ในทางกลับกันหากเราพิจารณานิรโทษกรรมคดีการเมืองอื่น ๆ ทั้งหมดเลย ยกเว้นไว้ เฉพาะความผิดตามมาตรา ๑๑๒ สำหรับท่านที่มีความจงรักภักดี แล้วก็ต้องการปกปัอง สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเองก็อยากจะชวนให้ท่านคิดในมุมกลับว่า ถ้าเรานิรโทษกรรม เกือบทุกข้อหาเลยยกเว้นมาตรา ๑๑๒ เราปรารถนาจะให้สังคมจำนวนหนึ่งคิดเห็นอย่างไร ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา หรือต่อความผิดกับมาตรา ๑๑๒ ผมคิดว่าเราต้อง ระมัดระวังประเด็นแบบนี้ให้รอบคอบนะครับ สำหรับผู้ที่จงรักภักดีผมอยากจะเชิญชวนว่า เราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกที่อาจจะส่งผลกระทบทางลบต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ของเราได้ด้วยในอนาคต ผมเองในฐานะกรรมาธิการที่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม มาตรา ๑๑๒ เห็นว่ามันมีข้อดี ในการนิรโทษกรรมคดีมาตรา ๑๑๒ ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเปึนการกลับมาฟุ๋นความสัมพันธ์ อันดีระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการมาส่งเสริมสถานะที่เปึนกลาง ทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย แน่นอนนะครับ ผมเข้าใจดีว่าหลายท่านกังวลว่า การนิรโทษกรรมมาตรา ๑๑๒ จะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ไม่บรรลุเปัาหมายในการ นิรโทษกรรม หรือจะไปส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อีกครั้งนะครับ แต่ผมเอง ก็อยากจะให้ท่านสมาชิกลองพิจารณาอีกมุมหนึ่งว่าถ้าเราไม่นิรโทษกรรม ๑๑๒ ด้วยนั้น เราจะบรรลุเปัาหมายในการคลี่คลายความขัดแย้ง ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ทางการเมืองในปัจจุบันจริงหรือไม่ ในข้อเท็จจริงปฏิเสธไม่ได้นะครับ แม้ว่าจำนวนคดีอาจจะ ดูน้อย แต่คดีทางการเมืองที่เปึนความขัดแย้ง มีการโต้เถียงกันมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า กระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ในกระบวนการยุติธรรม อย่างที่ควรจะเปึนนั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ที่คดีตามมาตรา ๑๑๒ ทั้งสิ้น ปรากฏการณ์ ที่เราถกเถียงกันในสภานี้ในหลายครั้งก็สะท้อนชัดเจนว่าเรื่องคดีตามมาตรา ๑๑๒ นั้น เปึนความขัดแย้งที่มีนัยสำคัญอย่างแหลมคมในการเมืองไทยในปัจจุบัน ดังนั้นหากเรา ไม่พิจารณานิรโทษกรรมตามคดีมาตรา ๑๑๒ ด้วย จะคลี่คลายความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ ดังนั้นอันนี้ถึงเปึนที่มาของข้อเสนอทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง ในรายงานของคณะกรรมาธิการ นิรโทษกรรมว่า เอาละเข้าใจทั้งฝ์ายที่เห็นว่าควรจะนิรโทษกรรมคดี ๑๑๒ รวมไปทั้งหมด ทีเดียวเลย กับฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยด้วยเหตุผลต่าง ๆ นะครับ เลยเปึนที่มาว่าถ้าอย่างนั้น เรามีพื้นที่ตรงกลางที่พอจะยอมรับร่วมกันได้บ้างไหม ก็คือการพิจารณานิรโทษกรรมคดี ตามมาตรา ๑๑๒ อย่างมีเงื่อนไขนะครับ ผมขออนุญาตอธิบายนิดหนึ่งนะครับว่า การพิจารณาอย่างมีเงื่อนไขหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เราให้อำนาจกับ คณะกรรมการนิรโทษกรรมที่ตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย ในการตั้งกระบวนการกำหนดเงื่อนไข กำหนดมาตรการในการพิจารณาเปึนรายคดีว่า คดีตามมาตรา ๑๑๒ คดีแต่ละคดี มีรายละเอียดอย่างไร และควรจะให้สิทธิในการพิจารณานิรโทษกรรมหรือไม่ เช่น รูปธรรม อาจจะเปึนกระบวนการที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ได้มีโอกาสที่จะแถลงข้อเท็จจริงว่าเหตุอะไรที่ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมแบบนั้น จนถูกดำเนินคดี อะไรเปึนแรงจูงใจทางการเมือง อะไรคือความเชื่อ อะไรคือเหตุที่ทำให้เขาเชื่อ แบบนั้นนะครับ เพื่อเปึนโอกาสที่เรารับฟังผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วปรับความเข้าใจนะครับ ลดช่องว่างของความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากที่สุด ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหามีโอกาสที่จะสาน เสวนากับคนที่เห็นต่าง รวมถึงฝ์ายความมั่นคงนะครับ รวมถึงรัฐบาลในการรับฟังเขา ในการให้ข้อเท็จจริงอีกด้าน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และเราอาจจะได้ข้อมูล และความเห็นที่เปึนประโยชน์ในการนำไปสู่การอธิบายและกุศโลบายเพื่อปัองกันเหตุ ความขัดแย้ง