สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๗

จันจิรา สมบัติพูนศิริ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานที่ศึกษาแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้งในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนิรโทษกรรมและกระบวนการให้อภัยในการแก้ไขความขัดแย้ง และเสนอแนวทางในการบรรเทาเงื่อนไขความขัดแย้งด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างองค์กรของรัฐและประชาชน นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกดำเนินคดี อันเนื่องมาจากกิจกรรมทางการเมือง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จันจิรา สมบัติพูนศิริ กรรมาธิการ

จันจิรา สมบัติพูนศิริ ชี้แจงในฐานะหนึ่งในคณะกรรมาธิการที่ศึกษาแนวทาง แล้วก็ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษา แล้วก็ทำงานเรื่องความขัดแย้งทั้งในไทย แล้วก็ในบริบทโลกมาในช่วงเวลาหลายป้นะคะ วันนี้ อยากจะชี้แจงประมาณ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ นะคะ จะพยายามใช้เวลาไม่เกินที่กำหนดไว้นะคะ

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าสถานะของรายงานนี้คืออะไรนะคะ รายงานนี้เปึนรายงาน ที่ศึกษาแนวทาง หมายความว่ามีความหลากหลาย แนวทางเหล่านี้เป่ดความเปึนไปได้ ในสังคมไทย ให้คิดถึงเรื่องการนิรโทษกรรมนะคะ และรายงานฉบับนี้ยังมิได้มีข้อผูกมัดใด ๆ ข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการเสนอมานี้เปึนข้อเสนอที่พยายามจะบอกว่ามีความเปึนไปได้ อะไรบ้างนะคะ

เรื่องที่ ๒ คือรายงานฉบับนี้คิดอย่างไร ความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็น เรื่องการนิรโทษกรรมนะคะ เราคิดถึงการนิรโทษกรรมจากมุมของกระบวนการ หมายความว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่แค่การให้อภัยหรือการยกโทษความผิดให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรม ทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เปึนกระบวนการที่มุ่งให้สังคมไทยได้พูดคุย ถกเถียงว่าในช่วง ๒๐ ป้ที่ผ่านมาเราเผชิญความขัดแย้งแบบไหน ความขัดแย้งนี้มีเงื่อนไข อะไร และจะช่วยบรรเทาเงื่อนไขความขัดแย้งเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างนะคะ เพราะฉะนั้น รายงานชิ้นนี้นอกเหนือจากเรื่องข้อมูลที่เกี่ยวกับคดีความที่เราอยากจะนำไปสู่กระบวนการ พิจารณาการนิรโทษกรรมแล้ว เรายังพูดถึงกระบวนการให้อภัย เราพูดถึงกระบวนการ สานเสวนา

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องที่เกี่ยวกัน เวลาที่พูดถึงความขัดแย้งในสังคมไทย รายงานฉบับนี้การประชุมครั้งที่แล้ว และครั้งนี้ที่หลายท่านเห็นว่ารายงานมีจุดยืน มีท่าที ที่ต่างกัน มีความเห็นที่ค่อนข้างกำกวม ด้วยเหตุผลหลักเพราะว่ารายงานพยายามจะให้พื้นที่ กับความขัดแย้งในสังคมไทยที่เปลี่ยนรูปร่างหน้าตามาตลอดช่วงตั้งแต่ป้ ๒๕๔๘ เปึนต้นมา ความขัดแย้งนี้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาอย่างไร เราเริ่มจากความขัดแย้งที่มีตัวแทนของ พรรคการเมืองที่มีหน่วยตัวละครเปึนพรรคการเมือง มาจนถึงเปึนประชาชนเสื้อสีแดง สีเหลือง จนกระทั่งป้ ๒๕๖๓-๒๕๖๗ เราเห็นความขัดแย้งที่ไม่ใช่แค่ตัวละครที่เปึนสีเสื้อ เท่านั้น อุดมการณ์ของคนที่ต่อสู้ในความขัดแย้งเหล่านี้เปลี่ยน และมันซึมลึก มันไปกระทบ ถึงสถาบันหลักของประเทศนะคะ เพราะฉะนั้นรายงานชิ้นนี้ที่กำกวมที่ฟังแล้วดูเหมือนว่า มีจุดยืนที่หลากหลาย เราพยายามจะตอบโจทย์เหล่านี้ว่าความขัดแย้งในสังคมไทย ขยายตัวมากขึ้น และซึมลึก และสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างองค์กรของรัฐและประชาชน รวมถึงประชาชนและประชาชนด้วยกันอย่างไรนะคะ ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๘ จนถึงป้ ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา กฎหมายถูกใช้เปึนเครื่องมือในการเข้ามาจัดการ ความขัดแย้ง หลายครั้งใช้แล้วได้ผล หลายครั้งใช้แล้วนำไปสู่การลงโทษประชาชนที่จริง ๆ แล้ว แค่เพียงคิดต่างจากอีกฝัืงหนึ่งเท่านั้นนะคะ เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้พยายามจะบอกว่า จะทำอย่างไร ให้คู่กรณีที่เปึนองค์กรของรัฐและประชาชนสามารถหันมาพูดคุยกัน และแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันได้ ถ้าเรายังปล่อยให้สังคมไทยมีเงื่อนไข เหล่านี้ต่อไป เราจะเห็นการชุมนุมในอีก ๒ ป้ อีก ๓ ป้ อีก ๔ ป้ อีก ๕ ป้ อีก ๖ ป้ ข้างหน้า เพราะฉะนั้นรายงานลึก ๆ จริง ๆ แล้วต้องการจะบรรเทาเงื่อนไขความขัดแย้ง

ประเด็นสุดท้ายนะคะ ที่สำคัญของรายงานก็คือว่าอย่างที่เรียนไป รายงานเห็น กระบวนการนิรโทษกรรมในฐานะกระบวนการนะคะ เพราะฉะนั้นอย่างที่เรียนไปว่า นอกเหนือจากเรื่องคดี นอกเหนือจากเรื่องความผิดแล้ว เราพูดถึงว่าจะนิรโทษกรรมอย่างไร รายงานเสนอแนวทาง ๓ แนวทาง อันที่ ๑ ก็คือนิรโทษด้วยการออก พ.ร.บ. ดิฉันไม่อยากใช้ คำว่า ยกเข่ง แต่ว่านิรโทษในกฎหมายที่เปึนความผิดที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองหลัก ๆ นะคะ อันที่ ๒ ก็คือเปึนการใช้คณะกรรมการพิจารณาเปึนราย ๆ คดีไป อันที่ ๓ ก็คือเปึนแนวทางผสม กรรมการพยายามจะให้ว่าแนวทางผสม มีความเปึนไปได้และเหมาะสมที่สุดสำหรับ สังคมไทยที่มีความขัดแย้งนะคะ นอกเหนือจากนี้ กรรมการยังได้เสนอว่ายังมีมาตรการ ในการล้างมลทิน และมีมาตรการในการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกดำเนินคดี อันเนื่องมาจากกิจกรรมทางการเมืองอย่างไรได้บ้างนะคะ อยากให้อ่านรายงานแบบนี้ เห็นกระบวนการแห่งบริบทและเห็นพลวัตของความขัดแย้งในสังคมไทย ขอบคุณค่ะ