ศุภณัฐ ถามรัฐมนตรีปมเก็บค่ารถติด ชี้ต้องพัฒนาขนส่งสาธารณะก่อน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๗

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ตั้งกระทู้สดสอบถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดเพื่อลดปัญหาการจราจรและนำรายได้ไปสนับสนุนการเวนคืนสัมปทานรถไฟฟ้า โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากลอนดอนที่มีระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุม เดินทางสะดวก ตรงเวลา และราคาถูก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายดังกล่าวอาจไม่เกิดผลในประเทศไทยหากไม่พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพรองรับ เพราะปัจจุบันยังใช้เวลานานกว่ารถยนต์ส่วนตัวถึง 2-3 เท่า ทำให้ประชาชนขาดทางเลือกที่เหมาะสม

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ บางเขน จตุจักร หลักสี่ พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออนุญาตถามกระทู้สดถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ

ในประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ กระทู้ถามสดของผมวันนี้ เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดหรือภาษีรถติด เพื่อนำเงินไปเวนคืนสัมปทานรถไฟฟัาตามที่ ท่านรัฐมนตรีสุริยะได้ประกาศไว้ ก่อนอื่นก็เพื่อปัองกันการเบี่ยงประเด็นนะครับ ผมต้อง ขอย้ำว่าผมสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ สนับสนุนการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อแก้ปัญหารถติด สนับสนุนเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟัา และผมเองก็ทราบดีว่ามีหลายประเทศที่เปึนประเทศที่เจริญแล้ว มีการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด แล้วก็สามารถแก้ไขปัญหารถติดได้ โดยผมขออธิบายให้ พี่น้องประชาชนทางบ้านทราบก่อนว่าตัวค่าธรรมเนียมรถติด หรือภาษีรถติดที่เรียกกันว่า Congestion Charge ก็คือการเก็บภาษีเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด การเก็บภาษีจาก ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวที่ขับผ่านไปยังบริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง หรือก็คือใจกลางเมือง และการเก็บภาษีในรูปแบบนี้จะเปึนการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวให้สูงขึ้น เพื่อบีบจูงใจให้เขาหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดนี้ต้องบอกว่า มีประเทศที่เจริญแล้ว และมีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ดีทำกัน อย่างเช่น สิงคโปร์ หรืออังกฤษที่ลอนดอน หรือที่มิลาน อิตาลี หรือสตอกโฮล์มที่สวีเดน หรือที่สหรัฐอเมริกาก็ตาม

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างจาก สไลด์ ก็คือที่ลอนดอนที่ผมไปเรียนมา ต้องบอกว่าลอนดอนจะมีการเก็บภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือเปึนโซนไข่แดง ในโซนของถนนวงแหวนใจกลางเมือง ถ้าเกิดรัศมีก็ประมาณ ๖ กิโลเมตร ถ้าเกิดเทียบกับเมืองไทยก็คือประมาณช่วงจากสยามไปอโศก จากประตูน้ำไปสาทรประมาณนี้ นะครับ โดยการเก็บแต่ละครั้งก็คือเก็บประมาณ ๑๕ ปอนด์ หรือเกือบ ๆ ๗๐๐ บาท On Top จากค่าเดินทาง On Top จากเรื่องของราคาน้ำมันที่ปกติทุกคนต้องใช้จ่ายด้วยกัน อยู่แล้วนะครับ ถามว่า ๑๕ ปอนด์เยอะไหม ต้องตอบว่าถ้าเกิดเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ ของคนอังกฤษ ๑ ชั่วโมง ที่เขาได้ประมาณสัก ๕๐๐ บาท ก็ต้องถือว่าเยอะ และถ้าเกิด ไปเทียบกับค่าขนส่งสาธารณะตลอดสาย ไม่ว่าจะเปึนรถราง เรือ รถไฟบนดิน รถไฟใต้ดิน เปลี่ยนกี่ครั้งกี่เที่ยวนี้ที่ต้องตอบว่าแต่ละวันที่เขาใช้จ่ายกันผ่านบัตร Travel Card เขาจะใช้จ่ายกันประมาณวันละ ๑๕๐-๗๐๐ บาท ก็ต้องบอกว่าตัว ๑๕ ปอนด์ หรือประมาณ ๗๐๐ บาท ก็สามารถจูงใจให้เขามาใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะได้ ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ผมขอยกตัวอย่างนะครับท่านประธาน ไปอีกสไลด์หนึ่งเลย ถ้าเกิดเราเดินทางจากชานเมือง เอาง่าย ๆ ก็ประมาณสัก Wimbledon แล้วกันครับ จาก Wimbledon ไปมหาวิทยาลัย ของผมที่ UCL ก็ต้องตอบว่าถ้าเกิดคุณใช้รถยนต์ส่วนตัว หรือใช้รถแท็กซี่ก็แล้วแต่ คุณจะใช้ ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมง ๑๐ นาที โดยเฉลี่ยนะครับ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายนะครับ ถ้าเกิดใช้รถยนต์ส่วนตัวก็ค่าน้ำมัน ค่าจอดรถ ค่าสึกหรอรถ ค่าประกันรถต่าง ๆ รวมถึง ตัวภาษีที่ต้องจ่าย รวมกันแล้วประมาณสัก ๓,๕๐๐ บาท แท็กซี่ก็ประมาณสัก ๒,๕๐๐ บาท แต่ถ้าเกิดคุณมาใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะ คุณนั่งรถไฟ นั่งรถเมล์ คุณใช้เวลาเพียงแค่ ๕๔ นาที ซึ่งไวกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว แล้วก็ใช้เงินในการไปกลับโดยประมาณก็ไม่เกินสัก ๓๐๐ บาท หรือถ้าเกิดอีกที่หนึ่งครับ ถ้าเกิดคุณเดินทางจาก Harrods ไป Chinatown คนไทยชอบไป กันนะครับ ก็จาก Knightsbridge ไปสถานี ก็คือ Leicester Square คุณจะใช้เวลาเดินทาง โดยรถยนต์ประมาณ ๑๘ นาที แต่คุณจะใช้รถขนส่งมวลชนสาธารณะประมาณแค่ ๑๖ นาที โดยค่าใช้จ่ายถ้าเกิดคุณใช้รถยนต์หรือรถแท็กซี่จะตกประมาณสัก ๒,๐๐๐ บาท หรือประมาณ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเกิดคุณใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะ คุณใช้ประมาณ เพียงแค่ ๒๕๐ บาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นตามที่เห็นครับ การใช้ขนส่งสาธารณะนี้มีค่าใช้จ่าย ที่ถูกกว่า แถมเดินทางได้ตรงเวลา แล้วก็ไวกว่าได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่สำคัญของระบบ ขนส่งมวลชนสาธารณะของกรุงลอนดอนก็คือ ๑. Accessibility คือเรื่องของพื้นที่ ในการครอบคลุมที่มหาศาลและเข้าถึงได้ง่าย ๒. เปึนเรื่องของ Connectivity คือความ สะดวกสบาย สามารถเปลี่ยนสายได้ง่าย Interchange ทำได้ง่าย และมีระบบตั๋วร่วม ๓. คือ Affordability คือราคาที่จับต้องได้ และ ๔. คือ Reliability คือความที่มันไว้ใจได้ มาตรงเวลา กะเวลาได้ถูก จะไปไหนใช้เวลากี่นาที เพราะฉะนั้นก็ต้องถามว่าทำไมนโยบาย ภาษีรถติดของเขาถึงประสบความสำเร็จ สามารถลดการใช้รถได้จริง แล้วก็สามารถทำให้คน หันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะได้เยอะ ก็ต้องตอบว่ากุญแจสำคัญคือการมีระบบ ขนส่งมวลชนสาธารณะรองรับที่ดี ทำให้คนสามารถเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปใช้ รถสาธารณะได้เยอะ แต่ถ้าเกิดเรามาดูที่ไทยครับท่านประธาน ต้องบอกว่าระบบขนส่งมวลชน สาธารณะของเมืองไทยไม่สามารถทำได้แบบลอนดอน เราจะเห็นได้ว่าถ้าเกิดเดินทางจาก ที่ทำงานของผมนะครับ ที่เขตจตุจักรไปยังรัฐสภา ถ้ารถยนต์ส่วนตัวผมใช้ประมาณ ๒๕-๓๐ นาที แต่ถ้าเกิดผมใช้ขนส่งมวลชน ผมจะใช้เวลา ๑.๑๖ ชั่วโมง หรือถ้าเกิดออกจาก ที่บ้านผมครับ ตรงมีนบุรี คลองสามวาเดินทางมายังรัฐสภา ผมจะใช้เวลารถยนต์ประมาณ ๑.๑๕ ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดผมขึ้นขนส่งมวลชนสาธารณะ ผมใช้เวลา ๓ ชั่วโมง หรือถ้าเกิด ออกจากบ้านผม เข้าไปอยู่ในใจกลางเมือง จากบ้านผมไปโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ผมจะใช้เวลาขับรถยนต์ประมาณสัก ๑ ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดผมใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะ ผมใช้เวลา ๒.๔๕ ชั่วโมง หรือถ้าเกิดจากบ้านท่านนายกรัฐมนตรีที่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟฟัา สายสีน้ำเงิน ไปยังทำเนียบรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีจะขับรถประมาณสัก ๒๔ นาที หรือครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าเกิดท่านนายกรัฐฒนตรีนั่งขนส่งมวลสาธารณะ ท่านนายกรัฐมนตรี จะใช้เวลา ๑.๑๘ ชั่วโมง จะเห็นเลยว่าขนส่งมวลชนสาธารณะของไทยใช้เวลามหาศาล กว่ารถยนต์ส่วนตัว ๒-๓ เท่า เพราะฉะนั้นการเก็บเงิน ๕๐ บาท แม้ว่าจะสูง ซึ่งต้องบอกว่า มันสูงนะครับ เพราะสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงเยอะมาก แต่ทว่ามันอาจจะไม่ได้มีแรงจูงใจมากพอในการที่จะทำให้เขาไปใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะได้ แต่มันจะเปึนเรื่องของการบีบให้พี่น้องประชาชนไปจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเสียมากกว่า เพราะพวกเขา ไม่มีทางเลือกในการที่จะไปใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะ ถ้าตามหลักเศรษฐศาสตร์ครับ ต้องบอกว่านี่คือปัญหาของการเกิดสภาวะ In Elastic Demand ของการใช้รถยนต์ส่วนตัว หมายความว่าแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ความต้องการในการใช้รถยนต์ส่วนตัว จะไม่ได้ลดลงได้เยอะ เพราะคนไม่มีทางเลือก สุดท้ายต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเหมือนเดิม แม้ว่าการทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องของค่ารถไฟฟัาถูกลงจะเปึนสิ่งที่ดีนะครับท่านประธานครับ แต่คนที่ได้ประโยชน์หลัก ๆ จะยังคงอยู่ที่กลุ่มเดิมเปึนหลัก ก็คือกลุ่มที่ใช้รถไฟฟัาอยู่แล้ว ซึ่งเปึนเรื่องดีครับท่านประธาน แต่ทว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนจากคนที่บ้านอยู่ในซอยที่ไม่มี รถไฟฟัาขับผ่านหน้าบ้าน ที่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวให้เขามานั่งวิน ต่อรถเมล์ต่อรถสองแถว และไปต่อรถไฟฟัาได้อย่างไร ท่านรัฐมนตรีลองคิดดูครับว่ารถยนต์เมืองไทยแพงไหมครับ ทุกคนบอกว่าแพงครับ เพราะภาษีสูงมาก แต่ทำไมคนไทยถึงซื้อรถกันเยอะครับ เราจดทะเบียนรถยนต์ในกรุงเทพฯ ประมาณ ๑๑-๑๒ ล้านคัน เปึนรถยนต์ประมาณ ๕-๖ ล้านคัน และเปึนมอเตอร์ไซค์อีกประมาณ ๔ ล้านกว่าคัน รวมกันแล้วรถทั้งหมด ในกรุงเทพฯ ที่มีการจดทะเบียน ๑๑-๑๒ ล้านคัน แต่ที่เรามีประชากรเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐ ล้านคน ทั้งประชากรจริงและประชากรแฝงรวมกันไม่ถึง ๑๐ ล้านคนในกรุงเทพฯ และที่มันมีการ จดทะเบียนรถขนาดนี้เพราะว่าระบบขนส่งมวลชนไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ ต่อให้มีการเก็บ ๕๐ บาท ต่อให้มีการทำ ๒๐ บาทตลอดสาย ก็อาจจะไม่สามารถแก้ระบบ ขนส่งมวลชนสาธารณะได้ ให้ประชาชนหันไปใช้ได้ เพราะไม่มีการแก้ระบบขนส่งมวลชน สาธารณะทั้งระบบ เพราะฉะนั้นคำถามที่ ๑ ที่ผมต้องถามครับท่านประธาน คือจริง ๆ แล้ว เปัาหมายการเก็บภาษีรถติดเปึนเพียงแค่การหาเงินเพื่อไปเวนคืนรถไฟฟัา หรือเพื่อต้องการ แก้ปัญหารถติด และเพิ่มให้ประชาชนมาใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และที่ผ่านมา ทำไมรัฐบาลถึงไม่เคยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทั้งระบบ รถเมล์ เรือ แล้วก็สองแถว เพื่อที่จะสร้าง Feeder ให้คนไทยเข้าถึงขนส่งมวลชนสาธารณะ ก็คือตัวรถไฟฟัาที่เปึน Main หลักได้จริง ขอให้ท่านรัฐมนตรีชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ