สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ตั้งข้อสังเกตการเปลี่ยนแปลงมาตราสำคัญในร่างกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการและเกี่ยวข้องกับสัมปทานมูลค่าสูง พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงเหตุผลการปรับแก้ให้ชัดเจน และเสนอให้ร่างกฎหมายของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักโดยย้ำความโปร่งใส ไม่ตัดมาตราทิ้ง รวมทั้งคัดค้านการให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง โดยยืนยันว่าควรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดูแลเพื่อความสมเหตุสมผล ความรับผิดชอบชัดเจน และการบูรณาการระบบคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบเดิมของ สนข. และหลักการบริหารราชการที่เป็นระบบ
จะถึงแล้วครับ นิดเดียว ผมกำลังเล่าที่มาที่ไปอยู่นะครับ แล้วผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าร่างของท่านมนพร มาตรา ๑๒๒ ถึงมาตรา ๑๒๔ จากร่าง ครม. ก็หายไป อันนี้เป็นตัวอย่างในส่วนของการคุ้มครองผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มาตรา ๑๓๘ ในร่างพรรคเพื่อไทย ก็คือเอาข้อความ จากมาตรา ๑๕๗ ในร่างประนีประนอมไปปรับข้อความกัน โดยเจตนารมณ์ของการปรับ ก็เห็นอยู่ว่าต้องการเพิ่มประโยชน์ให้นายทุนผู้ประกอบการมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ครับ แล้วก็เกี่ยวพันกับ Deal สัมปทานมูลค่านับแสนล้านบาท ก็อยากให้ มีการตอบคำถามกันให้ชัดเจนว่าที่ท่านไปเปลี่ยนแปลงอะไรนอกรอบมันมีเหตุผลอย่างไร
เข้าสู่ร่างของผมเลยก็ได้ครับ ร่างที่ ๓ ร่างของผม แล้วก็พรรคประชาชน ก็เป็นร่างที่เราใช้คำว่ามาจากร่างประนีประนอมพร้อมจุดยืนอย่างตรงไปตรงมา ที่ผมบอกว่า ประนีประนอม เพราะว่าเราเอาร่างที่ผ่านกรรมาธิการวิสามัญในสภาชุดที่แล้ว ซึ่งมีอยู่ ด้วยกัน ๑๖๔ มาตรา เรายังคงไว้ที่ ๑๖๔ มาตรา ไม่ได้แอบไปตัดมาตราใดออกนะครับ แล้วที่บอกว่ามีจุดยืนอย่างตรงไปตรงมาก็เพราะว่ามีการแก้ไขไม่ได้เยอะอะไร แก้ไขตาม เอกสารสงวนความเห็นรายมาตรา แล้วก็แสดงไว้ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็มีการเผยแพร่รายงานฉบับดังกล่าวที่จ่อเข้าสภาเมื่อรอบที่แล้ว เผยแพร่อย่าง เป็นทางการ เพราะฉะนั้นร่างที่ผมเสนอที่อยู่ในมือของทุกท่าน ๑๖๔ มาตรา ทุกตัวอักษร จึงมีความน่าเชื่อถือนะครับ ไม่มีการยัดไส้ หรือว่าแอบตัดบางมาตราทิ้งไป แล้วก็มีเหตุผล ในการขอแก้ไขตามที่แถลงไว้บนโต๊ะอย่างชัดเจน อันนี้ไปพิสูจน์กันได้ เพราะว่าเราก็มีชวเลข ในการประชุมกรรมาธิการรอบที่แล้วนะครับ นอกจากนี้หากเราใช้ร่างที่ผมเสนอนี้เป็นร่างหลัก สส. รัฐบาลก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้หมดทุกมาตราอยู่ดี โดยใช้เสียงข้างมากในกรรมาธิการ ดังนั้น ผมจึงขอเสนอให้เอาร่างฉบับของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก เพราะว่าไม่ต้อง เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ หากกลับไปเริ่มนับหนึ่งจากร่างดั้งเดิมของ ครม. แล้วก็ไม่ต้อง อึมครึมระแวดระวังการยัดไส้หรือแอบตัดบางมาตราทิ้งไป โดยร่างทรงของใครก็ไม่ทราบ ฉะนั้นเปรียบเทียบแบบชัด ๆ ร่างที่ ๑ ร่างดั้งเดิมของ ครม. มี ๑๖๕ มาตรา ร่างที่ ๒ ของใคร ก็ไม่ทราบ แต่ท่านมนพรยื่นมานี่มี ๑๔๕ มาตรา แล้วก็มีการแก้ไขเนื้อความในรายมาตรา แบบไม่มีที่มาที่ไปเพียบนะครับ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในวงประชุมกรรมาธิการวิสามัญ แต่สุดท้าย ร่างที่ ๓ ที่ผมเสนอที่เรียกว่า ร่างประนีประนอมพร้อมจุดยืนอย่างตรงไปตรงมา ของพรรคประชาชนมี ๑๖๔ มาตรา ซึ่งเป็นไปตามร่างของกรรมาธิการวิสามัญแบบเป๊ะ ๆ มีปรับแก้เล็กน้อยตามเอกสารสงวนความเห็น เพราะฉะนั้นสาระสำคัญในร่างของ พรรคประชาชน เมื่อเทียบกับอีก ๒ ร่าง ก็คืออำนาจการขนส่งทางราง หรือเรียกว่า Regulator ด้านราง เราอยากให้คงไว้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เฉกเช่นเดียวกัน กับ Regulator ด้านถนน ด้านอากาศ ด้านน้ำ ไม่ใช่โยกไปไว้กับนายกรัฐมนตรีแบบไม่มี เหตุผลที่ดีพอในการอธิบายว่า ทำไมจึงเลือกปฏิบัติกับรางแตกต่างจากรูปแบบการเดินทางอื่น เรื่องนี้สำคัญนะครับ แล้วก็อยู่ในร่างมาตรา ๕ ของทั้ง ๓ ร่าง ที่บอกว่าสำคัญ เพราะว่า ร่างมาตรา ๕ ทั้ง ๓ ร่างพูดถึงคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ซึ่งให้อธิบดี กรมการขนส่งทางรางเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งตรงนี้เราเห็นตรงกันทั้ง ๓ ร่าง แต่ที่เห็นต่างก็คือใครควรเป็นประธาน ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคณะกรรมการชุดนี้คือหัวใจของร่าง พ.ร.บ. แม้ผมจะติดตามเรื่องนี้มาหลายปี แต่ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจนะครับว่าร่างจากระบบราชการทำไมถึงออกมาแบบนี้ ให้อธิบดี ไปทำงานตรงกับนายกรัฐมนตรี คือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมนี่ห่วยมากหรืออย่างไรครับ อธิบดีเลยตั้งตุ๊กตามาแบบอยากทำงานตรงกับนายกรัฐมนตรีไม่ผ่านรัฐมนตรีเฉกเช่นรูปแบบ การเดินทางอื่น ในเรื่องของโครงสร้างอำนาจหลักผมมี ๕ ประเด็นนะครับ หากสภาของเรา จะให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางในฐานะเลขาคณะกรรมการไปทำงานขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ผมมี ๕ ประเด็นที่อยากให้คิดกัน
ประเด็นที่ ๑ มันจะเกิดปัญหาการไม่บูรณาการกันระหว่างรูปแบบการเดินทาง หนักขึ้น กล่าวคือรางจะถูกเลือกปฏิบัติดีขึ้นหรือแย่ลง อันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่แน่ใจว่า แตกต่างจากรูปแบบการเดินทางอื่น เพราะอะไรครับ เพราะว่าเรามีคณะกรรมการนโยบาย การขนส่งทางบก สำหรับกำกับกิจการทางถนน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เรามีคณะกรรมการการบินพลเรือนสำหรับการกำกับกิจการทางอากาศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ส่วนทางน้ำแม้ยังไม่มีการแยกบทบาท การกำกับกิจการออกมาให้ชัด แต่อย่างไรก็ตามก็อยู่ภายใต้กรมเจ้าท่าที่มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมเป็นคนกำกับดูแล ดังนั้นหากเราจะแยกบทบาทการกำกับกิจการทางราง ออกมามันจะสร้างปัญหาใหญ่ในเชิงระบบ มันจะเกิดปัญหาการไม่บูรณาการกันระหว่าง รูปแบบการเดินทางหนักขึ้น ไม่สามารถอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้เลยว่าทำไมราง ต้องถูกเลือกปฏิบัติแตกต่างจากรูปแบบการเดินทางอื่น
ประเด็นที่ ๒ อาจมีบางท่านไม่ไว้ใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนะครับ เลยอยากนำไปขึ้นกับนายกรัฐมนตรีแทนนะครับ ประเด็นนี้ผมเห็นว่าหากพิจารณาเฉพาะ รัฐบาลนี้ ผมเองก็ไม่ไว้ใจนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ก็ไม่ได้ไว้ใจแพทองธาร ชินวัตร เช่นกัน แต่ประเด็นสำคัญก็คือในร่างกฎหมายเราควรตัดเรื่องตัวบุคคลออกไป แล้วพิจารณา โครงสร้างอำนาจที่เหมาะสม ในด้านการคมนาคมแม้รางจะเป็นเรื่องสำคัญจริง แต่ถนน น้ำ และอากาศก็สำคัญเช่นกัน เหนือกว่านั้นคือต้องมีการบูรณาการกันอย่างจริงจัง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับทั้งผิดและชอบให้โครงข่ายมาเสริมกัน ไม่ใช่แข่งขันกันแล้วใช้เงินของคนทั้งประเทศไปอุดหนุนทุกอย่างแบบไร้หลักคิด
ประเด็นที่ ๓ อาจมีบางท่านคิดว่าเอาไปไว้กับนายกรัฐมนตรีดีแล้ว เพราะว่า ใหญ่ดีขออะไรจะได้ผ่านง่าย ๆ ประเด็นนี้ต้องเรียนว่านายกรัฐมนตรีของไทยใหญ่จริงนะครับ แต่ท่านนั่งเป็นประธานร่วม ๑๐๐ กว่าคณะ ไม่มีเวลาในการพิจารณารายละเอียดอย่างแน่นอน อาจได้ประชุมปีละครั้งหรือ ๒ ครั้งนะครับ ดังนั้นท่านอธิบดีขออะไรไปอาจผ่านได้ง่ายกว่าจริง แต่ว่ามันขาดการกลั่นกรอง และก่อให้เกิดโครงการประเภทที่ซ้ำซ้อนเกินจำเป็นไม่คุ้มค่า ได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะอธิบดีรางก็จะให้นายกรัฐนตรีคอยดันแต่โครงการราง ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคอยดันโครงการด้านถนน น้ำ และอากาศ คือรับประกันได้ว่า มั่วแน่ ๆ ครับ แต่ที่สำคัญก็คือขาดผู้รับผิดชอบจากการวางแผนที่ผิดพลาดไม่บูรณาการจริง เพราะว่าต่างคนต่างดันแต่เรื่องของตัวเอง ประเด็นนี้คงต้องย้ำต้องเตือนสติกันนะครับว่า การขนส่งทางรางมันเป็นเรื่องของคมนาคมชัด ๆ ต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นคนรับผิดชอบ คือรับทั้งผิดและชอบถึงจะถูก
ประเด็นที่ ๔ บทบาทของนายกรัฐมนตรีก็มีอยู่แล้วใน ๒ ฐานะที่สำคัญในการ กำกับดูแลภาพรวมของการคมนาคมในทุกรูปแบบนะครับ บทบาทที่ ๑ ก็คือในฐานะ ประธานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ซึ่งก็มี พ.ร.บ. รองรับ โดยมี ผอ. สนข. นั่งเป็นเลขาอยู่นะครับ ซึ่ง สนข. ก็ดูภาพรวมในการบูรณาการทั้งทางล้อ ราง เรือ และเครื่องบินได้อยู่แล้วนะครับ จึงไม่ควรไปสร้างโลกคู่ขนานโดยดึงรางแยกออกมา ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางเป็นเลขา แล้วก็ทำงาน ตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ทราบว่าจะมี สนข. ไว้ทำไมครับ คือชื่อ สนข. ก็คือสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่ามีหน้าที่ในการบูรณาการภาพรวมในทุกรูปแบบการเดินทาง แต่ตามร่างของ ครม. แล้วก็ ร่างของพรรคเพื่อไทยกลับจะแยกรางออกมาขึ้นกับนายกรัฐมนตรี เพื่อบทบาทที่ ๒ ในฐานะ หัวหน้าคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ในการกำกับดูแลในภาพรวม การคมนาคมได้อยู่แล้วนะครับ เพราะว่าจะอนุมัติอะไรใหญ่ ๆ ก็จะต้องมาจบตรงนี้ จึงไม่สมควรให้นายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง เพราะจะอ้างได้ว่าผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว แล้วใครใน ครม. ที่จะมากล้าขวางระบบ การดุลอำนาจก็จะเสียไปหมด
ประเด็นที่ ๕ เรื่องนี้หากจะไปไว้กับนายกรัฐมนตรีก็ขัดแย้งกับมติ ครม. เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ ในเรื่องแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายที่กำหนด ไว้ว่า ในกรณีที่จำเป็นต้องมีระบบคณะกรรมการจะต้องไม่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ เว้นแต่เป็นคณะกรรมการที่กำหนดนโยบายระดับชาติเท่านั้น ซึ่งมาตรา ๕ ในเรื่องของคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางถือเป็นนโยบาย การคมนาคมประเภทหนึ่ง คือแค่ประเภทเดียว รูปแบบการเดินทางเดียว ชื่อและเนื้อหา ก็เห็นชัด ๆ อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่คณะกรรมการระดับชาติ แต่เป็นเพียง ๑ รูปแบบการเดินทาง ในด้านการคมนาคม ซึ่งก็มีทั้งทางราง ทางถนน ทางน้ำ แล้วก็ทางอากาศ จึงควรให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
จาก ๕ ประเด็นที่ผมได้ให้เหตุผลไว้นะครับ หากท่านเห็นด้วยกับเหตุผล ของผมแม้เพียง ๑ จาก ๕ มันก็เพียงพอให้ลงมติให้เอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก นะครับว่า อำนาจหน้าที่ในเรื่องการขนส่งทางรางควรอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม นอกจากจุดแตกต่างหลักในเรื่องของโครงสร้างอำนาจแล้วยังมีจุดแตกต่างอื่น ที่เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนจะมาช่วยกันชี้ให้เห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็น
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของร่างของพรรคเพื่อไทยได้ข่าวว่าทางวิปจะเอาเป็น ร่างหลักแทนร่าง ครม. ลดเงื่อนไขการคุ้มครองผู้ใช้บริการเมื่อเทียบกับร่างประนีประนอม ของผม แล้วก็เมื่อเทียบกับร่างของ ครม.
ประเด็นที่ ๒ ร่างของพรรคเพื่อไทยที่พยายามจะเอาเป็นร่างหลักนี้ เพิ่มประโยชน์ให้นายทุนผู้ประกอบกิจการ
ประเด็นที่ ๓ ร่างของพรรคเพื่อไทยลดอำนาจรัฐในการเข้าไปตรวจสอบ สักครู่เพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนจะชี้ให้เห็นใน ๓ ประเด็นสำคัญเพิ่มเติมจากในเรื่องของ โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว
กล่าวโดยสรุปจากที่ผมได้อภิปรายไปนี้ข้อเสนอของผมชัดเจน ก็คืออยากให้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านลงมติเพื่อรับหลักการในทุกร่าง เพราะว่ามีหลักการเดียวกัน แล้วก็ ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะปฏิเสธได้ แล้วก็ขอให้เวลาเลือกนะครับว่าเอาร่างใดเป็นร่างหลัก อยากให้เอาร่างของพรรคประชาชน เพราะใกล้เคียงกับร่างประนีประนอมจากสภาชุดที่แล้ว มากที่สุด มีการแก้ไขเพียงเล็กน้อยและชัดเจนดังที่ผมอภิปรายให้เหตุผลไป ไม่มีการแอบตัดกัน นอกรอบ ๒๐ กว่าอัน แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นร่างทรงของใคร ใครตัด ขอบคุณครับ