สุรเชษฐ์ ชี้ร่างขนส่งทางรางซ้ำซ้อน ขอเปิดที่มา-ผลประโยชน์ชัดเจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๒ · ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๗

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ชี้แจงและตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง โดยเสนอให้พิจารณาร่างของพรรคประชาชนแทนร่างของรัฐบาลที่ล้าช้าและซ้ำซ้อน พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาและความโปร่งใสของร่างที่เสนอโดยมนพร เจริญศรี โดยเฉพาะในประเด็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่อาจเอื้อประโยชน์เอกชน และเรียกร้องให้ชี้แจงอย่างเปิดเผยถึงผู้รับผิดชอบการแก้ไขมาตราสำคัญในร่างกฎหมายที่แตกต่างจากฉบับเดิม

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ การขนส่งทางราง แม้จะเป็นกฎหมายใหม่ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ เริ่มร่างกันมาตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ เข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๔ โดยมีกรมการขนส่งทางรางเป็นผู้ผลักดันหลัก เพราะว่ามีกรมแล้วแต่ยังไม่มีอำนาจ ทางกฎหมาย ซึ่งเราจะต้องพิจารณาว่าเราจะมอบอำนาจไปให้กรมการขนส่งทางรางเท่าไร เรื่องนี้ก็รับฟังความคิดเห็นไป ๒๐ วัน ในช่วงวันที่ ๓๑ มีนาคม ถึงวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๔ แล้วก็มีการยื่นเข้าสู่สภาชุดที่แล้วไปเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ซึ่งตอนนั้นในสภาชุดที่แล้ว ก็ได้มีมติรับหลักการในวาระแรกไปแล้ว ซึ่งวันนั้นผมก็ได้ร่วมอภิปรายเช่นกัน จากนั้น ก็มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะไปแล้ว ซึ่งผมก็ได้เข้าไปร่วมในฐานะ กรรมาธิการอีกเช่นกันนะครับ ก็เลยคุ้นเคยกับเรื่องนี้มาพอสมควร โดยส่วนตัวคิดว่า ยังมีประเด็นปัญหาใหญ่ที่ยังค้างคาใจอยู่ตลอดในเรื่องของความไม่สมเหตุสมผล ของโครงสร้างอำนาจ ผมและพรรคประชาชนจึงต้องทำร่างประกบเพื่อให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณา เพราะว่าเราก็เชื่อว่าร่างประกบอันนี้ดีกว่าร่างของ ครม. แล้วก็ร่างของพรรคเพื่อไทย ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณาแล้วก็ไตร่ตรองกันอย่างรอบคอบ เพราะว่าหากเราเข้าไปสู่ กระบวนการวิสามัญแล้วเราเริ่มจากร่างที่ดีโอกาสที่เราจะได้ร่างพระราชบัญญัติคลอดออกมา ในร่างที่ดีก็มีมากกว่า ซึ่งในการประชุมในวาระนี้ของวันนี้ก็จะมีอยู่ด้วยกัน ๓ ร่าง อย่างที่ อยู่ในมือของเพื่อนสมาชิกก็คือ ร่างที่ ๑ เป็นร่าง ครม. ร่างที่ ๒ เป็นร่างของพรรคเพื่อไทย โดยมีท่านมนพร เจริญศรี เป็นผู้เสนอ และร่างที่ ๓ ของพรรคประชาชน โดยมี ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เป็นผู้เสนอ ในส่วนหลักการของทั้ง ๓ ร่างเหมือนกันเป๊ะนะครับ คือเขียนไว้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางราง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะว่านี่เป็น กฎหมายใหม่เขียนหลักการกว้าง ๆ สั้น ๆ ตามคำมาตรฐานแบบนี้ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว ทั้ง ๓ ร่างนะครับ ดังนั้นในการลงมติวันนี้ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะคว่ำร่างใดร่างหนึ่ง เพราะว่า การลงมติในวันนี้เป็นเพียงการรับหลักการ ซึ่งเหมือนกันหมดทั้ง ๓ ร่าง แต่คำถามที่สำคัญ ที่เราควรจะพิจารณากันในวันนี้ก็คือควรจะเอาร่างไหนเป็นร่างหลัก อันนี้อยากให้พิจารณา กันด้วยเนื้อหาสาระในแต่ละร่าง ซึ่งความแตกต่างของทั้ง ๓ ร่าง มีอยู่มากพอสมควร ซึ่งเดี๋ยวผมจะอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญ เริ่มจากที่มาในร่างที่ ๑ ร่างของ ครม. ถือเป็นร่างดั้งเดิมตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งมาให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ร่างนี้จึงอาจจะไม่เหมาะสมนักที่จะเป็นร่างหลัก เพราะว่า สภาชุดที่แล้วเคยพิจารณาไปแล้ว แล้วก็มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปศึกษาในรายละเอียด จนได้ร่างที่เรียกว่า ร่างประนีประนอม แล้วนะครับ แล้วก็จ่อเข้าสภาในชุดที่แล้ว ไปตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๕ นะครับ แต่ในสมัยที่แล้วก็โดนเรื่องของร่าง พ.ร.บ. กัญชา แซงคิวขึ้นมา แล้วก็เกิดศึกกัญชา ถ้าพวกเราจำกันได้นะครับ ก็เสียเวลาสภาไปนับเดือน จนทำให้สุดท้ายร่างพระราชบัญญัติจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จ่อรอเข้าสภาวาระที่ ๒ ก็เป็นอันตกไป เมื่อสภาสิ้นอายุขัยจากการยุบสภา เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ แล้วต่อมา ทางรัฐบาลเศรษฐาก็ช้านะครับ นำมาพิจารณาตามกรอบ ๖๐ วันไม่ทัน ทำให้ร่างฉบับ ประนีประนอม ซึ่งจะเป็นคำตอบ แล้วตอนนั้นวิปทุกพรรคก็เหมือนจะรับร่างฉบับ ประนีประนอมนี้จากกรรมาธิการวิสามัญ เป็นอันตกไปนะครับ ทำให้เราต้องมาเริ่ม นับหนึ่งกันใหม่ ดังนั้นการกลับไปใช้ร่างดั้งเดิมจากสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามที่คณะรัฐมนตรี เสนอมาในวันนี้จึงไม่เหมาะสมนัก เพราะว่าเสียเวลาเดินไปข้างหน้าแบบเป็นวงกลม วน Loop กลับไป ณ จุดเริ่ม คือจากวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ร่างดั้งเดิมย้อนกลับมาวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ ๒ ปี ๘ เดือนคือระยะเวลาที่สูญเปล่าหากเราจะเดินตามร่างรัฐบาล ที่หันกลับไปใช้ร่างเดิมของ ครม. พลเอก ประยุทธ์

เพราะฉะนั้นมาดูร่างที่ ๒ กันนะครับ ร่างที่ ๒ เป็นร่างของพรรคเพื่อไทย โดยมีท่านมนพร เจริญศรี เป็นผู้เสนอ อันนี้ถือเป็นร่างทรงของใครก็ไม่ทราบ แต่ที่ทราบก็คือ มีการเปลี่ยนแปลงจากร่างกรรมาธิการวิสามัญโดยสภาชุดที่แล้วไปเยอะเลย อย่างเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็ชี้แจงว่ามีการเปลี่ยนไป ๒๕ มาตราอะไรต่าง ๆ ที่ท่านเล่าให้ฟัง แต่ก็เห็นตรงกันครับ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากร่างประนีประนอมของสภาชุดที่แล้วไปเยอะเลย สำหรับผม ผมก็มองว่ามันส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้เอกชนมากขึ้น เมื่อเทียบกับร่างของ ครม. แล้วก็ เป็นเหตุให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่กล้ารับรอง แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเลือกที่จะเสนอ ร่างดั้งเดิมให้มาเป็นร่างของ ครม. แทนร่างของท่านมนพร เพราะฉะนั้นร่างของพรรคเพื่อไทยนี่ ถูกแปลงจากร่างประนีประนอมมาเยอะ แต่มันก็ไร้ร่องรอยว่าใคร ทำอะไรที่ไหน จะไปตกลงกัน ในร้านอาหาร สนามกอล์ฟ Entertainment Complex ใต้โต๊ะ หรือโต๊ะริม อันนี้ก็มิอาจ ทราบได้ แต่มันไม่ใช่บนโต๊ะ กมธ. แน่ ๆ เพราะผมก็นั่งอยู่ใน กมธ. ชุดนั้น จนสุดท้ายได้ร่างนี้ ออกมานะครับ มาสิงทรงโดยท่านมนพรนี่ แต่ว่าคำถามก็คือแล้วใครเป็นคนร่างให้ท่านมนพร มาแปะป้ายเป็นร่างของพรรคเพื่อไทย อันนี้ขอตั้งเป็นคำถาม เป็นท่านอธิบดี ขร. ที่มาชี้แจง ในวันนี้เป็นคนส่งโพยให้ หรือว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรางที่มีอิทธิพลมาก ใน ครม. เป็นคนร่างมาให้ อันนี้ก็อยากฟังคำตอบจากท่านมนพรแบบตรงไปตรงมานะครับ เดี๋ยวท่านคงขึ้นมาอภิปรายสรุปนะครับ เพื่อมาไขความกระจ่างว่าท่านเขียนเองหรือใครส่งมา ให้ท่านยื่น

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในตัวหนังสือก็พบว่าตามร่างนี้มีการเปลี่ยนแปลงจาก ร่างดั้งเดิมของ ครม. ซึ่งยื่นมา ๒ รอบอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง ๒ รอบนี้ ครม. ยื่นร่างเดียวกันเป๊ะ ถือว่าเป็นร่างดั้งเดิมเมื่อสัก ๓ ปีที่แล้วกับที่เพิ่งยื่นมานี่ แต่ว่าร่างท่านมนพรมีความแตกต่าง จากร่าง ครม. อยู่มากพอสมควรเลยครับ แล้วก็ไม่ได้เหมือนกับร่างฉบับประนีประนอม ของกรรมาธิการวิสามัญในสภาชุดที่แล้วด้วยนะครับ เพราะว่ามีข้อความหายไปอย่างที่ ท่านชี้แจงว่า ๒๕ มาตรา แต่ก็มีการยัดเพิ่มมาอีก สุดท้ายบวกลบคูณหารแล้วมันหายไป ประมาณ ๒๐ มาตรา แล้วก็ในหลายมาตรามีการแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่ไม่ชัดเจนก็คือ ใครเป็นคนแก้ แต่ที่ชัดเจนแล้วก็คือเป็นการ