พริษฐ์ ถามรัฐบาลถึงทิศทางปฏิรูปการศึกษา-เรียกร้องปรับหลักสูตรทันโลก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งกระทู้ท้าทายรัฐบาลเกี่ยวกับความล้าสมัยของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่ได้ปรับปรุงมานาน โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปหลักสูตรใหม่ทั้งระบบให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ เน้นการเปลี่ยนเป้าหมายจากการท่องจำไปสู่การพัฒนาทักษะและสมรรถนะสำคัญของศตวรรษที่ 21 ผ่านการบูรณาการหลายวิชาในชั้นเรียน ลดชั่วโมงเรียนแต่เพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ และตั้งคำถามถึงทิศทางของรัฐบาลว่าจะดำเนินการจัดทำหลักสูตรใหม่ภายในปี 2570 หรือยังคงยึดหลักสูตรเดิมต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน วันนี้ขออนุญาตตั้งกระทู้ถามทั่วไปทางรัฐบาลนะครับ เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องของหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่านประธานครับ หากย้อนไปเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๕๑ ณ เวลานั้น iPhone รุ่นแรกเพิ่งเป่ดตัวไปได้ไม่ถึง ๑ ป้ มีผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่เพียงแค่ ๑๐ ล้านคน ในขณะที่ ประเทศไทยก็ได้มีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ผ่านจากวันนั้น มาถึงวันนี้รวมกันเปึน ๑๖ ป้ เรามี iPhone รวมกันมาแล้วทั้งหมด ๑๐ กว่ารุ่น มีผู้ใช้งาน ทั่วโลกอยู่ที่ ๑,๓๐๐ ล้านคน แต่ประเทศไทยเราครับยังคงใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับเดิมที่ไม่ได้มีการจัดทำใหม่ หรือปรับปรุงครั้งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ ผมไม่ได้บอกนะครับ ท่านประธานว่า ประเทศเราจำเปึนจะต้องมีหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ถี่เท่ากับที่บริษัท แอปเปุ่ล ออก iPhone รุ่นใหม่ ๆ ออกมา แต่ผมคิดว่าคำถามที่เราจำเปึนต้องถามกันเอง ก็คือว่า ในวันที่โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ เราเอาความมั่นใจมาจากไหนครับว่า สิ่งที่เราเขียนเมื่อ ๒๐ ป้ที่แล้วนั้น จะดีพอในการนำมาสอนลูกหลานเราให้มีทักษะเพื่อรับมือ กับโลกในอีก ๒๐ ป้ข้างหน้า มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับท่านประธานว่า ในห้วงเวลา ที่หลักสูตรเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทักษะของเด็กเราไม่ว่าจะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์นั้น อย่างน้อยถ้ายึดผลการประเมิน PISA ก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็อยู่ที่ จุดต่ำสุดในรอบ ๒๐ ป้ การที่ทักษะของเด็กเราตามหลังโลกแบบนี้ ในขณะที่เด็กเราต้องใช้ เวลาในห้องเรียนสูงเปึนอันดับต้น ๆ ของโลกมันก็สะท้อนให้เห็นชัดว่า ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ การที่พวกเขานั้นไม่ขยันเรียน แต่ปัญหาส่วนหนึ่งอาจจะอยู่ที่พวกเรานั่นละครับที่ไม่ขยัน ในการมาทบทวนแล้วก็จัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ที่มันเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความจริงแล้วข้อเสนอให้มีการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ ก็ไม่ได้เปึนข้อเสนอที่ผมและ พรรคประชาชนเสนอเปึนเพียงฝ์ายเดียวอย่างแน่นอนครับ ถ้าเราไปดูตัวอย่างจากประเทศอื่น ๆ เราจะเห็นว่า ประเทศที่มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเปึนอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเปึนเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเปึนฟ่นแลนด์ ไม่ว่าจะเปึนญี่ปุ์นนั้น ก็จะมีการทบทวน แล้วก็จัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ อย่างต่อเนื่องทุก ๆ ๕-๑๐ ป้ ในขณะที่ประเทศใกล้ ๆ เรานิดหนึ่ง อย่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งก็มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพในขั้นวิกฤติพอ ๆ กับเราก็ใช้จังหวะช่วงโควิดในการ มาทบทวนเนื้อหา แล้วก็มีการยกเครื่องทั้งหลักสูตร แล้วก็ระบบการประเมินใหม่หมด หรือหากมองมาที่ในประเทศไทยครับ เราก็มีทั้งสถาบันวิชาการ อย่าง TDRI ที่เคยผลิต บทวิเคราะห์ออกมาว่า หลักสูตรการศึกษาฉบับปัจจุบันของเรานั้นก็มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา ทักษะการคิดขั้นพื้นฐานมากกว่าทักษะการคิดชั้นสูง ในขณะที่รายงานล่าสุดเลยครับ เมื่อป้นี้เท่านั้นเอง ที่ถูกจัดทำโดยธนาคารโลก แล้วก็ กสศ. ก็เขียนชัดว่า สิ่งหนึ่งที่เราจำเปึน ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทักษะของประเทศไทย คือการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่หลักสูตร ฐานสมรรถนะ ผมเชื่อครับว่าถ้าผมหยุดอยู่แค่ตรงนี้แล้วถามท่านรัฐมนตรี ท่านก็อาจจะ ลุกขึ้นมาตอบว่า ท่านกำลังทำอยู่แล้ว ท่านกำลังมีการปรับปรุงหลักสูตรฉบับปัจจุบัน ผ่านคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชื่อเต็มคือ คณะกรรมการ การขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ด้วยความเคารพครับ จากการสังเกตการทำงาน และการประชุมที่ผ่านมาของคณะกรรมการชุดนี้ ผมเห็นว่า สิ่งที่ลูกหลานเราต้องการ ณ เวลานี้ครับ มันไม่ใช่การปรับหลักสูตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ แต่คือการเปลี่ยนหลักสูตรมาเปึนหลักสูตรฉบับใหม่ ก่อนที่จะนำไปสู่คำถามครับ จะยกตัวอย่าง ให้ทางท่านประธานและท่านรัฐมนตรีเห็นภาพชัดว่า การปรับหลักสูตรกับการเปลี่ยน หลักสูตรนั้นมันมีความแตกต่างกันอย่างไร ขอยกตัวอย่าง ๓ ตัวอย่าง สั้น ๆ

ตัวอย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การปรับหลักสูตร ที่เปึนเพียงการปรับตัวชี้วัดของบางวิชาเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ แต่เราต้องการการเปลี่ยน หลักสูตรที่มีการเปลี่ยนเปัาหมายของหลักสูตร จากเดิมที่อาจจะเน้นเรื่องการอัดฉีดเนื้อหา มาเปึนเปัาหมายที่เน้นเรื่องการสร้างทักษะ สมรรถนะ เราอยากเห็นการสอนวิชา ภาษาอังกฤษ ที่ไม่ได้เน้นแค่เรื่องของหลักภาษาไวยากรณ์ แต่เน้นการฝ๊กทักษะการใช้ภาษา เราอยากเห็นการสอนวิชาประวัติศาสตร์ครับ ที่ไม่ได้เน้นการท่องจำเหตุการณ์ แต่เน้นทักษะ การวิเคราะห์ชุดข้อมูลที่แตกต่างหลากหลาย หรือแม้กระทั่งเราคงอยากเห็นวิชาลูกเสือ ที่ไม่ได้เน้นเรื่องการตรวจระเบียบ เครื่องแต่งกายกับผูกเงื่อน แต่มาเน้นเรื่องของการส่งเสริม ทักษะการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ เปึนต้น

ตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการนั้น ไม่ใช่หลักสูตร ที่มีการปรับบางวิชาเข้า บางวิชาออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ เปึนหลักสูตรที่เปลี่ยนโครงสร้าง ตารางเรียน จากเดิมที่เปึนโครงสร้างที่อาจจะทำให้นักเรียนนั้นต้องเรียนมากและได้น้อย มาเปึนโครงสร้างตารางเรียนครับ ที่ทำให้นักเรียนเรานั้นอาจจะเรียนกำลังพอดีแต่ได้มาก เราคงไม่อยากเห็นการปรับหลักสูตรที่มีการเพิ่ม หรือมีเพียงแค่การเพิ่มวิชาใหม่ ๆ หรือชั่วโมงเรียนในบางวิชาทุกครั้งที่มีกระแสกดดันจากสังคม ไม่ว่าจะเปึนวิชาประวัติศาสตร์ วิชาต้านโกง หรือว่าวิชาหน้าที่พลเมือง แต่สิ่งที่เราต้องการคือ หลักสูตรใหม่ที่พร้อม จะนำหลายวิชามาสอนพร้อม ๆ กัน บางครั้งก็ในคาบเรียนเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การสอน เรื่องของความรู้ทางการเงิน ที่จะเปึนการผสมผสานทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์ แล้วก็ความรู้ ทางเศรษฐศาสตร์ หรืออาจจะเปึนคาบเรียนที่เชิญชวนให้นักเรียนนั้นออกแบบโครงการ ในการแยกขยะ ซึ่งก็จะได้นำความรู้ทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์ควบคู่กับความรู้เรื่องสังคมศาสตร์ ไปพร้อม ๆ กัน พอเราสอนหลายวิชาในคาบเรียนเดียวกันในลักษณะแบบนี้นะครับ ในมุมหนึ่ง ก็จะช่วยให้นักเรียนนั้นได้ฝ๊กใช้ความรู้ของแต่ละศาสตร์อย่างบูรณาการกันมากขึ้น ก่อให้เกิด สมรรถนะติดตัว แล้วในอีกมุมหนึ่งก็จะเป่ดโอกาสให้เราสามารถปรับโครงสร้างตารางเรียน ให้สามารถลดจำนวนชั่วโมงเรียนลงมาได้ เพื่อทำให้นักเรียนนั้นมีเวลามากขึ้นในการพักผ่อน หรือใช้เวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน

ส่วนตัวอย่างสุดท้ายครับท่านประธาน ตัวอย่างที่ ๓ คือเราคงไม่ต้องการ หลักสูตรที่เพียงแค่ปรับเนื้อหาในบางวิชาให้มันเท่าทันกับสถานการณ์ แต่เราต้องการ การเปลี่ยนหลักสูตรครับ ที่เปลี่ยนแว่นตาที่เราใช้ในการมองไปถึงบทบาทของการศึกษา จากเดิมครับที่อาจจะเปึนเครื่องมือในการผลิตคนให้มีความรู้ไปประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ไปตลอดชีวิต มาเปึนการมองบทบาทเรื่องของการศึกษาครับ ในฐานะพื้นที่ที่จะช่วยเติมไฟ และเติมทักษะให้คนนั้นสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา เพื่อไปเผชิญกับโลก ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น โลกที่เราไม่รู้ว่าเราคนหนึ่งจะต้องประกอบไปกี่อาชีพตลอดชีวิต ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ คือวิชาต่าง ๆ ก็ไม่ควรจะเน้นสร้างคนให้ไปทำงานที่เทคโนโลยีนั้น สามารถทำแทนได้แล้ว แต่ทำอย่างไรให้วิชาต่าง ๆ นั้นช่วยเสริมทักษะให้นักเรียนเรานั้น สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ รู้ว่าจะพร้อมหรือถามคำถาม AI อย่างไรเพื่อได้ข้อมูลที่ต้องการ ดังนั้นครับท่านประธาน พอพูดถึงความจำเปึนของการจัดทำ หลักสูตรฉบับใหม่มาถึงตรงนี้แล้ว

คำถามแรก ที่อยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ก็คือว่า ตกลงแล้วรัฐบาลชุดนี้จะเลือกเดินหน้าอย่างไร ระหว่างการเดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ ให้เสร็จภายในป้ ๒๕๗๐ หรือเลือกจะปล่อยให้เรานั้น ยังคงต้องอยู่กับหลักสูตรเดิมจนถึง วันครบรอบ ๒๐ ป้ครับ