สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล หารือเรื่องการบริหารจัดการกำลังคนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาการเกษียณอายุของครูและบุคลากรทางการศึกษา

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วันนี้ได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี รวมทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาตอบกระทู้ เรื่อง การบริหารอัตรากำลังในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือว่า สพฐ. ซึ่งถามโดยท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก่อนอื่นเลยต้องขอประทานโทษ อีกครั้งหนึ่งที่กระทู้นี้โดนเลื่อนมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ที่ท่านอาจารย์สุรวาทตั้งใจที่จะถามมา กระผมเองก็ติดภารกิจ เลยทำหนังสือจากกระทรวงถึงท่านประธานสภานี่ละครับเพื่อขอเลื่อน แล้วก็ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์สุรวาทว่า ไม่เปึนไร สัปดาห์นี้ค่อยมาตอบ ซึ่งผมเองวันนี้ขออนุญาตที่จะพูดว่า อยู่ใน ๒ ฐานะ ฐานะตัวแทนรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้มาตอบเรื่องนี้ อีกฐานะหนึ่งคือ ฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้เช่นกัน เปึนเรื่องที่อาจารย์สุรวาทให้ความสำคัญ ซึ่งเปึนเรื่องสำคัญที่แท้จริง ที่ปัญหาของการพัฒนาคุณภาพการศึกษามันเกิดจาก การขาดแคลนบุคลากรที่จะมาสนับสนุนในสถานศึกษาต่าง ๆ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์สุรวาท ได้ให้เห็นถึงปัญหาหมดแล้วนะครับ ก็พูดง่าย ๆ ว่าโรงเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คน ถ้ามีอัตรา เกษียณ ไม่ว่าจะเปึนผู้อำนวยการโรงเรียน หรือคุณครูผู้สอนก็ตาม จะไม่ได้จัดสรรตำแหน่ง คืนมา หมายถึงว่าถ้าเกษียณแล้วก็หมดไป โรงเรียนที่ ๑๒๐ คนขึ้น ถ้าเกษียณยังจะได้คืน ทั้งผู้บริหาร แล้วก็ครูในอัตราที่จะมาช่วยครูผู้สอน เพราะฉะนั้นนั่นคือปัญหา แต่เข้าใจครับ ทางรัฐบาลเองนั้นผมต้องนำเรียนอย่างนี้ว่า มาตรการการบริหารจัดการกำลังคนของภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายมาตรการในการควบคุมขนาด กำลังคนของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๗ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเปัาหมาย และนโยบายกำลังคน ของภาครัฐ หรือที่เรารู้จักกันว่า คปร. ขึ้น โดยมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับ การจัดทำแผนกำลังคนภาครัฐเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ซึ่งจะมุ่งเน้นการดูแล กำลังคนภาครัฐในภาพรวม เพื่อให้มีกำลังคนที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และสอดคล้อง กับทิศทางการพัฒนาของประเทศ ตลอดจนควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ ของประเทศในระยะยาว

ในป้งบประมาณ ป้ ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้รับงบประมาณทั้งหมด ๓.๒๖ ล้านล้านบาท เปึนค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน ๑.๒๔ ล้านล้านบาท คิดเปึน สัดส่วนก็คือ ๑ ใน ๓ ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งแน่นอนครับ งบประมาณดังกล่าวรวมถึง เงินเดือน และสวัสดิการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการที่อยู่ในนั้นด้วย โดยมาตรการดังกล่าวนั้นที่ คปร. กำหนดมา ก็คือปัญหาที่ท่าน อาจารย์สุรวาทบอกว่า โรงเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คน ถ้ามีอัตราเกษียณแล้วจะไม่ได้คืนทั้งครู แล้วก็ไม่ได้คืนทั้งผู้บริหาร นั่นเลยเกิดปัญหาของการบริหารจัดการการศึกษา โดยเฉพาะ โรงเรียนขนาดเล็กอย่างมาก และถ้าไม่มีการแก้ปัญหาเหล่านั้นมันจะวิกฤติขึ้นไปทุกวัน แล้วก็ทุกวัน ซึ่งกระทรวงเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ อันนี้ขออนุญาตตอบในฐานะรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้วนะครับว่า กระทรวงเองพยายามหาวิถีทางเจรจาต่อรอง ทำเรื่องถึง คปร. ถึงเรื่องความขาดแคลนเหล่านั้นทั้งหมด แล้วก็การเจรจาเบื้องต้นที่สำเร็จ ไปแล้ว ก็คือได้มาตรการผ่อนปรนมาระดับหนึ่งนั่นหมายถึงว่า มาตรการที่ตอนนี้ถ้าเรามีเด็ก ๖๑ คนขึ้นไป สามารถนำตำแหน่งครูผู้สอนที่เกินมาแปลงอัตราเปึนผู้อำนวยการโรงเรียนได้ นั่น คปร. ยอมแล้วครับ อีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเกิดการควบรวมโรงเรียนตั้งแต่ ๒ โรงเรียนขึ้นไป โรงเรียนเด็กอาจจะมี ๔๐ คน ๕๐ คน ๗๐ คนก็ตาม ถ้าควบรวมแล้วได้ ๑๒๐ คนขึ้น คปร. ก็ยินยอมที่จะคืนอัตราผู้บริหารโรงเรียน แล้วก็ครูผู้สอนคืนมาตามตำแหน่งที่เกษียณครับ แต่ความจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่เราพูดกันนะครับ มันยังมีอุปสรรค มันยังมีหลายประเด็น ที่เรายังต้องจัดการอยู่ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นในคำถามข้อที่ ๑ ของท่านอาจารย์สุรวาทว่า เราจะมีวิธีการ มีการดำเนินงานอย่างไร ผมขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๑ ก่อนนะครับ เดี๋ยวมีข้อที่ ๒ ที่จะตอบละเอียดมากกว่านี้ครับ กราบขอบคุณครับ