พริษฐ์ แจงปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษา เสนอขยายคูปองฝึกทักษะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายประเด็นงบประมาณและความเสมอภาคทางการศึกษา โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการเพิ่มเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนและการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะต่อโรงเรียนขนาดเล็กและเด็กปฐมวัย พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการลงทุนในทักษะตลอดชีวิตผ่านโครงการคูปองฝึกทักษะและแนวทางข้ามชาติอย่าง Prakerja เพื่อยกระดับโอกาสของแรงงานและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างรอบด้านทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานประจำป้ ๒๕๖๖ ของกองทุนเพื่อความเสมอ ภาคทางการศึกษา หรือว่า กสศ. ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่ผม แล้วก็ผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกลในซีกนี้ของสภาเท่านั้นที่ฝากความหวังไว้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา ในภารกิจของการปฏิวัติการศึกษาไทย เพราะหากเราไปดูนโยบายที่พรรค แกนนำรัฐบาลได้หาเสียงไว้และได้ส่งให้กับ กกต. ในช่วงเลือกตั้ง ถ้าเราดูในสไลด์ที่กำลังจะ ปรากฏขึ้นมา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

เราจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทย เคยเสนอให้มีการเพิ่มงบประมาณให้ กสศ. ถึง ๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่หากเราไปเป่ดดู งบประมาณป้ ๒๕๖๘ ที่ทางรัฐบาลเศรษฐาได้จัดทำ เราจะเห็นว่ารัฐบาลเศรษฐาได้จัดสรร งบประมาณให้กับ กสศ. ล่าสุดอยู่ที่ ๖,๙๘๔ ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียงแค่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เปรียบเทียบกับงบที่จัดสรรให้กับ กสศ. ในป้ สุดท้ายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์เท่านั้นเอง ถ้าท่านจะบอกว่าการสนับสนุนการทำงาน ของ กสศ. ไม่จำเปึนต้องอัดฉีดงบประมาณก็คงจะไม่ใช่ครับ เพราะหากเราพลิกไปดูหน้า ๘๓ ของรายงานของ กสศ. ก็จะค้นพบว่าความท้าทายที่ทาง กสศ. บอกว่าเปึนความท้าทายหลักนั้น คือการได้รับจัดสรรงบประมาณต่ำกว่าแผน แต่ท่านประธานครับ ไม่ว่า กสศ. จะได้งบเท่าไร ผมอยากจะชวนทุกคนมองถึงภารกิจของกองทุนในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้ กว้างกว่าที่เราเคยมองที่ผ่านมา และให้ครอบคลุมถึงอย่างน้อย ๕ มิติ ที่ผมมีทั้งคำถาม แล้วก็ ข้อเสนอแนะที่อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ทั้งเกี่ยวกับแผนการดำเนินงาน ที่ผ่านมา แล้วก็แผนงานในอนาคต

มิติที่ ๑ ของความเสมอภาคทางการศึกษาคือการปกปัองสิทธิของทุกคน ในการเข้าถึงการศึกษา ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่การศึกษาในประเทศไทย ยังไม่ฟรีจริง แต่เต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแอบแฝงทางการศึกษา ปัจจุบันหลายครัวเรือนที่มี รายได้น้อยนั้นก็มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ และต้อง หลุดออกจากระบบการศึกษา ผมดีใจที่เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคมที่ผ่านมา ครม. นั้นมีมติให้เพิ่ม เงินอุดหนุนทุนเสมอภาคให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ ๑.๒ ล้านคน จาก ๓,๐๐๐ บาทต่อป้ มาเปึน ๔,๒๐๐ บาทต่อป้

แต่คำถามที่ผมยังคงคาใจอยู่ก็คือ ทำไมเราถึงจำเปึนที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นเปึน ขั้นบันได เหมือนที่ปรากฏในตารางในหน้า ๓๕ ของรายงาน และใช้เวลากว่า ๓ ป้กว่าจะ ทยอยเพิ่มขึ้นจาก ๓,๐๐๐ บาท เปึน ๔,๒๐๐ บาทต่อป้ ทั้ง ๆ ที่การปรับขึ้นทันทีนั้นจะใช้งบ รวมกันแล้ว ผมคำนวณคร่าว ๆ ประมาณแค่ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แล้วเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกของผมจากซีกรัฐบาลก็ได้พูดไว้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาเรื่องการ หลุดออกจากระบบการศึกษาเปึนปัญหาที่รอไม่ได้ แต่ทำไมทางรัฐบาลและ กสศ. ถึงทำให้ เด็กในครอบครัวยากจนพิเศษที่กำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ทุกท่านก็บอกว่าวิกฤตินั้น ต้องรอถึง ๓ ป้กว่าจะได้เงินอุดหนุนการศึกษาเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๑๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้นเอง

มิติที่ ๒ ของความเสมอภาคทางการศึกษาคือการทำให้ทุกคนนั้นไม่เพียงแต่ เข้าถึงการศึกษา แต่ต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เข้าถึงโรงเรียนและห้องเรียนใกล้บ้าน ที่มีคุณภาพ ทุกท่านทราบดีว่าเปัาหมายที่ผมพูดถึงนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้หากเราไม่มี การปฏิรูปวิธีการจัดสรรงบประมาณหลุดออกจากการจัดสรรงบแบบรายหัวในอัตราที่เท่า ๆ กัน แล้วก็เร่งแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ ความจริงแล้วที่ผมพูดนี้ผมว่า กสศ. น่าจะรู้ดีกว่าใครครับ เพราะหากเราพลิกไปดูหน้า ๗๗ ของรายงานก็จะเห็นชัดว่า สิ่งที่ผมพูดเมื่อสักครู่เกี่ยวกับเรื่อง Equity-based Budgeting ก็เปึน ๑ ใน ๓ ผลงานวิจัยของ กสศ. เชิงนโยบายที่ปรากฏอยู่ในรายงานประจำป้

ดังนั้นครับ คำถามที่ผมต้องถามท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ก็คือว่า ในเมื่อ กสศ. รู้ถึงปัญหา รู้ถึงทางออก ทาง กสศ. ได้สื่อสารปัญหาและแนวทางนี้กับรัฐบาลหรือไม่ เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ชัดเจนในงบป้ ๒๕๖๘ ก็คือว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นก็ยังคงจัดสรร งบประมาณตามสูตรที่ถูกคำนวณในลักษณะแบบเดิม และกระทรวงศึกษาธิการนั้นก็จัดงบ เพียงแค่ ๓๐๐ ล้านบาทเท่านั้นในการพยายามจะบริหารจัดการปัญหาเรื่องของโรงเรียน ขนาดเล็ก

มิติที่ ๓ ของความเสมอภาคทางการศึกษา นั่นคือการทำให้ทุกคนนั้น ไม่เพียงแต่เข้าถึงการศึกษา แต่ต้องเข้าถึงและเปึนส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนักเรียนที่กำลังลงทุนเวลาไป ๑,๒๐๐ กว่าชั่วโมงต่อป้ ปัญหาของเขานั้นไม่ใช่ การเข้าไม่ถึงการศึกษาครับ แต่ปัญหาหลักของเขาคือการศึกษาที่เขาได้รับนั้นมันไม่ได้ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ หรือทำให้เขารู้สึกว่าเรียนแล้วคุ้มค่า ปัจจุบัน ๑ ใน ๒ ของนักเรียนเรา มีทักษะเรื่องความคิดสร้างสรรค์ต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน ๑ ใน ๓ ของนักเรียนเรายังไม่เห็น ถึงความจำเปึนในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หลังจากเรียนจบ จากผลสำรวจของ World Economic Forum และ ๑ ใน ๕ ของนักเรียนเราก็รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และถูกทิ้งที่โรงเรียน หากอ้างอิงบทวิเคราะห์ของ PISA ทั้งหมดนี้ทำให้เราเชื่อได้ว่านักเรียนเราหลายคนอยู่ใน สภาวะที่กายยังอยู่ที่โรงเรียนครับ แต่ใจนั้นได้หลุดออกจากการเรียนรู้ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นคำถามที่ ๓ ที่ผมมีกับทาง กสศ. ก็คือว่าในขณะที่ กสศ. และรัฐบาลนั้น มีหลายโครงการครับ อย่างเช่น Thailand Zero Dropout ที่พยายามจะทำให้กายของ นักเรียนนั้นยังคงอยู่ในระบบการศึกษา แต่ทาง กสศ. และรัฐบาลมีแผนอะไรบ้างเพื่อจะทำให้ ใจของนักเรียนนั้นอยู่ในระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน

มิติที่ ๔ ของความเสมอภาคทางการศึกษา คือความเสมอภาคก่อนที่ เด็กคนหนึ่งจะก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมเชื่อว่าในมุมหนึ่งทาง กสศ. ก็รู้ดีครับ ถึงประโยชน์ของการดูแลเด็กในระดับปฐมวัย เพราะถ้าเราย้อนไปดูเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ที่ผ่านมา เราก็เห็นว่า กสศ. ได้มีการออกบทความใน Website เพื่อตอกย้ำแนวคิด ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัล Nobel เจมส์ เฮคแมน (James J. Heckman) ว่าการลงทุน ในเด็กปฐมวัยนั้นเปึนการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และจะมีผลตอบแทนคืนสู่สังคมและเศรษฐกิจ มากกว่า ๖ เท่า และในอีกมุมหนึ่งผมเชื่อว่า กสศ. ก็ทราบดีครับ ถึงปัญหาของการดูแลเด็ก ในช่วงปฐมวัยในประเทศของเรา ณ ปัจจุบัน เพราะหากเป่ดไปดูหน้าที่ ๒๓ ของรายงาน ก็ปรากฏชัดครับที่ กสศ. ระบุไว้ว่า เกือบครึ่งหนึ่ง ของนักเรียนยากจนพิเศษในประเทศเรานั้นกำลังเติบโตมาในครอบครัวแหว่งกลางหรือข้ามรุ่น อันส่งผลให้นักเรียนกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับความอบอุ่นและการเอาใจใส่จากครอบครัว อย่างเต็มที่ จนส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ และการเรียนรู้ของเด็ก

ฉะนั้นคำถามที่ผมมีคำถามที่ ๔ ผ่านไปยัง กสศ. นั้น คือหากการลงทุนในเด็ก ปฐมวัยนั้นเปึนสิ่งที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ แล้วทำไมครับ ครม. ถึงไม่ปรับเพิ่มเงิน อุดหนุนทุนเสมอภาคในส่วนของเด็กปฐมวัยเหมือนกับที่ปรับขึ้นสำหรับเด็กประถม และมัธยม ในมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคมที่ผ่านมา แล้วทำไมครับ ทาง ครม. ถึงไม่ขยาย เงินอุดหนุนทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนให้ครอบคลุมเด็กในชั้นปฐมวัยด้วยเช่นกัน ในการจัดสรรงบประมาณป้ ๒๕๖๘

ส่วนมิติสุดท้ายครับท่านประธาน คือ มิติที่ ๕ ของความเสมอภาคทาง การศึกษา คือความเสมอภาคหลังจากได้ก้าวออกจากระบบการศึกษาแล้ว หากโลกใน ปัจจุบัน ทำให้คนในทุกช่วงวัยนั้นจำเปึนที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ความเสมอภาคนั้นก็จะ เกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่พยายามช่วยให้คนทุกช่วงวัยนั้นมีโอกาสอย่างทัดเทียมกันในการเข้าถึง แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ผมเชื่อว่า กสศ. ก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดีเช่นกันครับ เพราะว่ารายงาน ของ กสศ. หน้า ๔๙ ก็ชี้ให้เห็นครับว่า ๑ ใน ๖ ของเยาวชนเรานั้นเปึนกลุ่มที่เรียกว่า NEET หรือว่า นีท ก็คือไม่ได้อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝ๊กอบรมใด ๆ แล้วรายงาน กสศ. ที่ทำร่วมกับธนาคารโลกที่เผยแพร่เมื่อป้นี้ ก็ได้ชี้ให้เห็นชัดครับว่า ๑ ใน ๕ ของคนวัยทำงาน ในประเทศเรานั้นขาดทักษะขั้นพื้นฐาน ทั้งในเรื่องของการอ่านหนังสือ ทั้งในเรื่องของ Digital แล้วก็ในเรื่องของทักษะทางอารมณ์ไปพร้อม ๆ กัน แล้วผมเชื่อครับว่า กสศ. ก็น่าจะ คิดคล้าย ๆ กับผมครับ ว่าทางออกในการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัยอย่างเสมอภาค ก็คงหนีไม่พ้นความจำเปึนในการลงทุนใน Megaproject ด้านทักษะ แล้วก็อุดหนุนคูปอง ฝ๊กทักษะเหมือนกับที่ผมได้อภิปรายไว้ในสภาในวาระงบประมาณเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ทำไมผมคิดเช่นนี้ครับท่านประธาน ก็เพราะว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่ ประเทศอินโดนีเซีย เข้าพบกับผู้บริหารโครงการที่เรียกว่า โครงการ Prakerja ซึ่งเปึน นโยบายเรือธงของรัฐบาล ในการพยายามจะอุดหนุนคูปองฝ๊กทักษะให้กับคนวัยทำงาน ตอนนี้รวมกันแล้วเกือบ ๒๐ ล้านคน ปรากฏเขาเล่าให้ฟังครับว่า ผมไม่ใช่คณะจากประเทศ ไทยคณะแรกครับ ที่มาเยือนพวกเขา ก่อนหน้านั้นก็มี กสศ. ที่มาเข้าพบปะแล้วก็พูดคุยกับ พวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นคำถามที่ ๕ ที่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ครับ ก็คือในเมื่อ กสศ. ก็ได้ศึกษาแนวทางนี้มาแล้ว แล้วผมก็เห็นในรายงานประจำป้ว่าทาง กสศ. ก็ได้เข้าไปพูดคุยกับท่านนายกเกี่ยวกับเรื่อง Reskill Upskill แล้ว แล้วตกลงรัฐบาลจะมีแผน อย่างไรครับ ที่จะทำให้การอุดหนุนคูปองฝ๊กทักษะให้กับคนวัยทำงานนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง ดังนั้น หากกล่าวโดยสรุป ผมหวังว่าทาง กสศ. แล้วก็รัฐบาลนั้นจะร่วมกันลงทุนอย่างจริงจัง ในการศึกษาด้วยความตระหนักที่เรามีร่วมกันว่า ภารกิจของกองทุนในการสร้างความเสมอ ภาคทางการศึกษานั้น ทั้งกว้างและลึกกว่าการนำพานักเรียนกลับเข้าสู่โรงเรียนและเข้าถึง การศึกษาเพียงเท่านั้น แต่จำเปึนครับ ต้องรวมถึงการทำให้ทุกคนนั้นเข้าถึงการศึกษาที่มี คุณภาพ ห้องเรียน โรงเรียนใกล้บ้านที่มีคุณภาพ มันหมายถึงและต้องครอบคลุมถึงการทำให้ นักเรียนทุกคนนั้นเข้าถึงระบบการศึกษาทั้งกายและใจ และหมายถึงการทำให้นักเรียนทุกคน และประชาชนทุกคนนั้นได้รับความเสมอภาคตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วก็หลังจากก้าวออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเช่นกัน ขอบคุณครับท่านประธาน