สุภัทรา แจงกลไกติดตามข้อเสนอ กสม. เสนอยกเลิก พ.ร.บ. ค้าประเวณี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗

สุภัทรา นาคะผิว ชี้แจงความคืบหน้าการติดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ย้ำว่ามีการดำเนินการต่อเนื่องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการคุ้มครองสิทธิกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ประกอบอาชีพบริการทางเพศ ไรเดอร์ และแรงงานในสถานบริการ โดยเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ. ค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และเร่งออกกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นระบบ รวมถึงผลักดันการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันรายงานความคืบหน้าร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ทั้งของภาคประชาชนและกระทรวงยุติธรรม พร้อมชี้แจงอุปสรรคจากข้อกังวลของรัฐที่มองว่าร่างดังกล่าวซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก่อนอื่นในฐานะกรรมการคนหนึ่ง แล้วก็สำนักงาน กสม. ขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้อภิปราย แล้วก็ได้ให้ข้อเสนอแนะที่เปึน ประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของ กสม. ต่อไป รวมทั้งการ จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำป้ของประเทศไทย รวมทั้ง รายงานผลการปฏิบัติงานของ กสม. ต่อไปด้วยนะคะ เปึนประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ ดิฉันเองก็ได้ เรียนรู้หลายเรื่องจากที่ประชุมนี้นะคะ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานและท่านสมาชิก เพื่อที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ได้มีการชี้แจงมาแล้ว สัก ๒-๓ ประเด็นนะคะ

ประเด็นแรก หลายเรื่องที่ปรากฏอยู่ในรายงานทั้ง ๒ เล่ม ไม่ว่าจะเปึน ข้อเสนอแนะจากรายงานฉบับนี้ หรือข้อเสนอแนะที่มาจากการตรวจสอบการละเมิด สิทธิมนุษยชน ข้อเสนอแนะที่เกิดจากการศึกษา แล้วก็จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กฎหมายต่าง ๆ นี้นะคะ กสม. เรามีกลไกภายในในการติดตามข้อเสนอแนะของ กสม. ไม่ใช่เสนอแล้วก็ทิ้งไป ทุกข้อเสนอแนะได้รับการติดตามนะคะ ซึ่งเราจะมีการติดตาม หน่วยงานที่เรามีข้อเสนอแนะไปทุกระดับว่าได้ดำเนินการตามที่ กสม. เสนอแนะหรือไม่ ติดขัดปัญหาอะไร ก็อาจจะมีการสนับสนุนตรงนั้นหรือส่งเสริมเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตาม ข้อเสนอแนะของ กสม. ต่อไป

ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของผู้ที่ ประกอบอาชีพเปึนพนักงานบริการทางเพศ หรือ Sex Worker ดิฉันนำเรียนแบบนี้ค่ะ เรื่องของผู้ประกอบอาชีพบริการทางเพศ ในหลักการสิทธิมนุษยชนเราถือว่าเปึนเสรีภาพ อย่างหนึ่งในการที่จะประกอบอาชีพใด ๆ บุคคลย่อมมีเสรีภาพนั้น แล้วเราเองก็ได้นำประเด็นนี้ เข้าสู่การประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำป้ ๒๕๖๖ โดยข้อเสนอแนะที่สำคัญก็คือ มีการ เสนอให้มีการขับเคลื่อนเพื่อที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการ ค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องจากบังคับใช้มานาน แล้วก็อาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ปัจจุบัน ซึ่ง กสม. เองก็ได้ร่วมมือกับทางภาคีเครือข่ายในการยกร่างเพื่อที่จะเสนอให้มีการ ยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว โดยทางมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING ซึ่งเปึนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับเพื่อนพนักงานบริการนี่นะคะ ก็ได้มีการยื่นเพื่อริเริ่มกฎหมาย ก็คือเปึนร่าง พ.ร.บ. เพื่อที่จะยกเลิก พ.ร.บ. ปัองกัน และปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเปึนกฎหมายที่อยู่ในหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถยื่นริเริ่มได้ และความคืบหน้าก็คือว่า ได้มีการรวบรวมรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ครบ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ชื่อแล้ว เพื่อเตรียมที่จะเสนอกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อันนี้ก็เปึนความคืบหน้า รวมทั้งในเรื่องนี้ก็มีการพูดถึงว่าในระหว่างที่เรารอการดำเนินการ ทางกฎหมาย ก็ควรจะมีข้อเสนอแนะไปยังทางกระทรวงแรงงานเพื่อให้พิจารณาออก กฎกระทรวง เพื่อให้ความคุ้มครองกับคนที่ทำงานในสถานบริการ ซึ่งเราคิดว่ากฎหมาย อาจจะใช้เวลาในการพิจารณานาน แต่ว่าถ้าใช้มาตรการโดยให้ทางเจ้ากระทรวงออก กฎกระทรวง ซึ่งจริง ๆ กระทรวงแรงงานก็มีการออกกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีประเภทต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น กฎกระทรวงเพื่อการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานบ้าน หรือกฎกระทรวงคุ้มครองผู้ที่ทำงานในภาคเกษตร ซึ่งในส่วนของผู้ที่ทำงานอยู่ในสถาน บริการตาม พ.ร.บ. สถานบริการก็ควรที่จะได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน แล้วก็ กสม. เอง ได้เข้าพบและหารือกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปแล้ว ซึ่งก็จะได้มีการ ดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่องต่อไปนะคะ

สำหรับประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องแรงงาน อันนี้ นำเรียนว่า กสม. เองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะแรงงาน Rider ซึ่งกรณีของแรงงาน Rider เราคิดว่าอย่างที่หลาย ๆ ท่านก็คงจะทราบว่า ทางกระทรวง แรงงานเองก็บอกว่าแรงงานเหล่านี้ก็อาจจะไม่อยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เนื่องจาก มีลักษณะพิเศษก็จะมีการเสนอกฎหมายขึ้นมาใหม่ฉบับหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ ปกติการออกกฎหมาย ๑ ฉบับ ก็ใช้เวลา ๑๐ ป้ ๑๕ ป้ ๒๐ ป้ เท่าที่เรามีประสบการณ์กันมา แต่ กสม. เองเสนออย่างนี้ค่ะว่า ปัจจุบันนี้มีแรงงานที่เข้ามาทำงานเปึน Rider ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน อันนี้เปึนตัวเลขจากกระทรวงแรงงาน แล้วก็มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ Rider ทำงานอยู่ที่ประมาณ ๒๑ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเปึนกลุ่มที่ใหญ่มาก และจริง ๆ แล้วแรงงาน ที่เปึนการส่งสินค้า หรืออาหาร หรือบริการไปตามบ้านไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่อาจจะมีความ เรียกว่าพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดนะคะ ดังนั้นข้อเสนอของ กสม. ก็คือว่าขอให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพื่อที่จะออกกฎกระทรวง โดยที่ให้แรงงานเหล่านี้ก็อยู่ในร่มใหญ่ ก็คือกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงาน สัมพันธ์ เพื่อที่จะคุ้มครองคน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนเหล่านี้ให้ได้รับหลักประกันทางสังคม หลักประกันทางด้านแรงงาน ให้เท่าเทียมกับแรงงานอื่น ๆ

ประเด็นถัดไปก็คือว่า กสม. เสนอเรื่องของการเข้าไปให้การรับรองอนุสัญญา ของ ILO หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ โดยที่ไม่ต้องรอ ให้มีการแก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้เรียบร้อยก่อน เพราะว่า กสม. เองก็ได้เป่ดรับฟัง ความคิดเห็นจากส่วนที่เกี่ยวข้อง ทางผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศเองก็ได้ให้ข้อมูล ว่า สามารถให้การรับรองได้ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายภายในก็ได้ อันนี้เราก็เสนอไปนะคะ

ส่วนประเด็นสุดท้ายค่ะท่านประธาน คือเรื่องของที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง เรื่องของการเสนอหรือขับเคลื่อนให้มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ซึ่ง กสม. ก็ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ล่าสุดเราทราบว่าร่างที่เสนอโดยภาคประชาชน ซึ่งเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ตอนนี้ก็ยังรอการพิจารณาลงนามของท่าน นายกรัฐมนตรี เนื่องจากถูกพิจารณาว่าเปึนกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ส่วนร่างของกระทรวง ยุติธรรม เราทราบมาล่าสุดว่าทางสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ ส่งเรื่องคืนให้กับทางกระทรวงยุติธรรม โดยที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามองว่า กฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่มีความจำเปึน เนื่องจาก มองว่ามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่ในการดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งอันนี้เราก็ได้รับทราบมาจากทางกระทรวงยุติธรรม เพิ่งจะส่งเรื่องกลับคืนมาเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งอันนี้ก็คงจะได้มีการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจและได้ข้อยุติ ถ้าหลังจากที่ร่างกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรีได้ ก็จะทำให้ร่างของภาคประชาชนนั้นไปคู่ขนานกันได้ อันนี้ก็เปึนความ คืบหน้าเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อจะนำเรียนท่านสมาชิกนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านประธาน