วสันต์ ภัยหลีกลี้ รายงานความคืบหน้าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเน้นการแยกประเด็นความมั่นคงเป็นเรื่องเฉพาะผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม พร้อมผลักดันการจัดสัมมนาทบทวนกฎหมายความมั่นคงและการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานและบังคับสูญหาย โดยเสนอให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (OPCAT) และให้ กสม. ทำหน้าที่กลไกตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัว พร้อมรายงานผลการตรวจเยี่ยมเรือนจำและเสนอแนวทางแก้ปัญหาความแออัด การแยกขังผู้ต้องขังตามสถานะทางคดี และการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง รวมถึงบทบาท กสม. ในการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนจากการชุมนุมอย่างสงบ การส่งเสริมเสรีภาพการแสดงออก และการติดตามข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนในด้านสิ่งแวดล้อม กระบวนการยุติธรรม และสิทธิผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องการคุ้มครองจากความรุนแรงในครอบครัวและออนไลน์ ส่งเสริมกฎหมายตามหลักสิทธิเด็ก และผลักดันการไม่เลือกปฏิบัติในแรงงานรวมถึงสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๑๕ ท่านนะครับที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนำ ให้กำลังใจ แล้วก็ให้คำชมนะครับ ทาง กสม. ก็ได้รายงานสถานการณ์ในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ๆ กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนหน้าโน้นอาจจะไม่ได้แยกออกมาเปึนหัวข้อเฉพาะ แต่ก็จะแทรกอยู่ในเรื่องสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เรื่องเกี่ยวกับทางด้านสิทธิเสรีภาพ หรือว่าสิทธิในกระบวนการยุติธรรมด้านอื่น ๆ นะครับ แต่ป้นี้เราได้แยกออกมาแล้วก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ กสม. มีผู้ที่รับผิดชอบประเด็นนี้ โดยตรงด้วยนะครับ แล้วเราก็ทำงานร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อที่จะขับเคลื่อนยกระดับสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ให้ดียิ่งขึ้นนะครับ อย่างที่ท่านก็ อาจจะพอทราบนะครับว่า เมื่อวานนี้กับวันนี้ทาง กสม. ก็ร่วมกับภาคีได้จัดประชุมสัมมนา เพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็จัดทำ ข้อเสนอแนะในการบังคับใช้และเยียวยาเพื่อที่จะส่งเสริม แล้วก็คุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ในเรื่องเกี่ยวกับการปัองกันการทรมาน แล้วก็การบังคับบุคคลให้สูญหาย กสม. ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เปึนประเด็นที่เราขับเคลื่อนร่วมกับภาคีในสมัชชา สิทธิมนุษยชน ก่อนหน้านี้ก็ผลักดันในเรื่องของให้มีกฎหมาย ในช่วงนี้เราก็ติดตามต่อเนื่อง ผลักดันให้มีกฎหมายลำดับรอง เพื่อที่จะได้มีการปฏิบัติที่จริงจังขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในเรื่อง เกี่ยวกับการเยียวยา ซึ่งการเยียวยาที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เฉพาะในกรณีที่มีการซ้อมทรมาน แล้วก็เห็น ได้ชัด หรือว่าเปึนเรื่องที่เกิดกับร่างกายเท่านั้น แต่ว่าผลกระทบทางจิตใจก็มีการพูดถึงด้วย เราก็มีข้อเสนอแนะให้มีกฎหมายลำดับรอง เกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาออกมาให้เร็วนะครับ นอกจากนั้นก็มีข้อเสนอแนะให้เข้าเปึนภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญานะครับ ที่เรียกว่า OPCAT ซึ่งถ้าหากว่าประเทศไทยเข้าเปึนภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญา CAT ที่ว่านี้แล้ว ทาง กสม. เองก็มีความพร้อมที่จะเสนอตัวเปึนกลไกในการตรวจสอบสถานที่ที่มีการคุมขัง หรือว่ากักขัง หรือสถานที่ที่มีการควบคุมตัว ที่เรียกว่า NPM นะครับ
เรื่องเกี่ยวกับการตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังนะครับ ทาง กสม. เอง ก็ได้ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในป้ ๒๕๖๖ ก็ตรวจเยี่ยมทั้งหมด ๑๕ แห่งด้วยกันนะครับ ซึ่งในจำนวนนี้ก็รวมถึงเรือนจำ ๕ แห่ง สถานพินิจ ๒ แห่ง สถานกักตัวของ ตม. ๔ แห่ง แล้วก็มีในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งค่ายอิงคยุทธด้วยนะครับ ในเรื่องเกี่ยวกับ ความแออัดของเรือนจำ กสม. ก็มีข้อเสนอแนะ เปึนข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ในเชิงระบบ แล้วก็ในด้านของกฎหมาย สิ่งสำคัญก็คือว่า เราก็เห็นว่าควรจะให้มีคนที่เปึน ผู้ต้องขังลดน้อยลงนะครับ นั่นก็คือว่าต้องลดความเปึนอาชญากรรมของคดีบางคดีลง เพื่อที่จะลดจำนวนของผู้ต้องขังลงนะครับ ขณะเดียวกันในเรื่องความเปึนอยู่ของผู้ต้องขัง ทาง กสม. เองก็ได้มีการตรวจเยี่ยมแล้วก็เข้าไปดู เพื่อที่จะให้เปึนไปตามมาตรฐานสากลครับ มีทั้งข้อเสนอในเรื่องของการแยกขังผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีกับผู้ต้องขังเด็ดขาด เรื่องนี้เราก็ได้พูดคุยกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ ทั้งท่านปัจจุบัน แล้วก็ ท่านก่อน ซึ่งท่านรัฐมนตรีทวี สอดส่อง ท่านก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แล้วเราก็จะร่วมกัน ผลักดันต่อไปนะครับ คือให้เปึนสัดส่วนระหว่างผู้ต้องขัง ระหว่างการพิจารณา ซึ่งรวมถึง ผู้ต้องขังที่อาจจะถูกดำเนินคดีเนื่องจากมีความคิดเห็นทางการเมือง หรือว่ามีความต่าง ทางความคิด
ในส่วนของเรื่องเกี่ยวกับการชุมนุมนะครับ ทาง กสม. ชุดที่ ๔ ก็ได้รับเรื่อง ร้องเรียน รวมทั้งได้พยายามที่จะจัดประชุมเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับการชุมนุมของเด็กและเยาวชนนะครับ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า ข้อเสนอของ กสม. ก็อาจจะมีข้อเสนอทั้งที่มีต่อทางภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็ผู้ที่ร่วมชุมนุมนะครับ หลังสุด กสม. ได้มีคู่มือเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะออกมานะครับ เราเป่ดตัวคู่มือร่วมกับ ทางองค์การ UNICEF ประเทศไทย และคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็หวังว่า คู่มือนี้จะเปึนประโยชน์กับทุกฝ์ายนะครับ ผมคิดว่าหลักการสำคัญก็คือว่า เสรีภาพในการ แสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการรวมกลุ่มกัน ต้องได้รับการรับรอง แล้วก็ คุ้มครองนะครับ อย่างไรก็ตามการชุมนุมก็จะต้องเปึนไปตามหลักการที่ว่า ต้องเปึนไป ด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุม เปึนหลักนะครับ การดำเนินการใด ๆ ก็ต้องเปึนไปตามมาตรฐานสากล ต้องเปึนไปตาม กฎหมาย มีเหตุผล แล้วก็ต้องได้สัดส่วน
ในส่วนการติดตามข้อเสนอแนะต่าง ๆ กสม. ก็จะติดตามต่อเนื่องไม่ว่าจะเปึน ข้อเสนอแนะจากรายงานการตรวจสอบ หรือว่าข้อเสนอแนะจากรายงานสถานการณ์ สิทธิมนุษยชน จะติดตามแล้วบางเรื่องที่มีความคืบหน้าเราก็จะนำมาเรียนที่ประชุมในการ รายงานของป้ถัดไปนะครับ
ในส่วนหลาย ๆ เรื่องผมคิดว่า กสม. ก็ยินดีที่จะร่วมมือกับทางสภาผู้แทนราษฎร กับทางฝ์ายนิติบัญญัติ ในการที่จะขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้สิทธิมนุษยชนบ้านเราสูงขึ้น เรื่องที่ท่านพูดถึงสิทธิในอากาศสะอาด สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็เปึนเรื่องที่ป้นี้ กสม. ก็ให้ความสำคัญเปึน ๑ ใน ๓ ประเด็นที่เราให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเปึนสิทธิในกระบวนการ ยุติธรรม โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นธารนะครับ แล้วก็สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมถึงสิทธิของ ผู้สูงอายุ ก็มีหลายเรื่องที่คงได้ร่วมกันขับเคลื่อนนะครับ
ส่วนเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะกับเด็ก กับสตรี ก็เปึนเรื่องที่เรา ให้ความสำคัญ มีข้อเสนอแนะไปยังฝ์ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ์าย เพื่อที่จะลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องที่ท่านพูดถึงความรุนแรงทาง Online ก็ทราบว่าช่วงนี้ก็มีความพยายามที่จะตรากฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดต่อเด็กผ่านสื่อ Online นะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะครอบคลุมถึงเรื่องของ Grooming การล่อลวงเด็กทางเพศ หรือ ว่าเรื่องของ Bullying เรื่องของการระรานทาง Online ด้วย อันนี้ก็ต้องขออนุญาตบอกว่า เราเห็นด้วยกับหลักการที่จะมีกฎหมายที่จะมาคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้มากขึ้นนะครับ ก็ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เด็กก็จะต้องมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด มีสิทธิที่จะได้รับการ ปกปัองคุ้มครอง มีสิทธิในการพัฒนา แล้วก็มีสิทธิในการมีส่วนร่วมนะครับ เราต้องปฏิบัติต่อ เด็กโดยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการไม่เลือกปฏิบัติ แล้วก็ต้องถือประโยชน์สูงสุดของเด็กครับ
ในส่วนที่ว่าด้วยแรงงาน กฎหมายการไม่เลือกปฏิบัติ แล้วก็ประเด็น Sex Worker นะครับ เดี๋ยวท่านสุภัทราจะกรุณาให้รายละเอียดครับ ขอบคุณครับ