ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นสิทธิเด็กและสิทธิสตรี โดยเน้นการคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงในการลงโทษทางร่างกาย พร้อมเรียกร้องให้ กสม. แสดงจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขมาตรา ๑๕๖๗ (๒) เพื่อยุติการลงโทษด้วยความรุนแรง และผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กและผู้ถูกกระทำในครอบครัว รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากการยุบพรรคการเมืองที่ส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพและภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล พร้อมเรียกร้องให้ กสม. เร่งผลักดันให้รัฐมีเจตจำนงทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เตรียมที่จะพูดถึงรายงานการประเมินสถานการณ์ แล้วก็ รายงานการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ เพียงแต่ว่า มีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเด็ก และผมคิดว่า ถ้าไม่พูดในอีกมุมหนึ่ง หรือตั้งข้อสังเกต หรือตั้งคำถามถึงจุดยืนของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็กและเรื่องอื่น ๆ นั้น มันก็จะไม่ได้ Weight น้ำหนักให้สังคมเข้าใจตรงกันว่า ตกลงแล้วนี้ประเทศไทยมีจุดยืนต่อเรื่องสิทธิเด็ก อย่างไร โดยเฉพาะการที่จะต้องไม่มีการลงโทษด้วยการตีเด็กในทุกสถาบัน ท่านประธานครับ รายงานภาพรวมสถานการณ์ด้านสิทธิเด็กของประเทศไทย ก็ต้องนำเรียนว่าอาจจะไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก คำถาม ๑๐-๒๐ ป้ที่ผ่านมา แม้กระทั่ง ๓๐ ป้ของการบังคับ ใช้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในประเทศไทยก็ยังวนเวียนอยู่กับประเด็นว่า วันนี้เรามีเด็ก ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกละเมิดสิทธิอยู่เท่าไร คำถามก็ยังตกอยู่ในวงเวียนว่า ตกลง ระบบที่เรียกว่าระบบการคุ้มครองเด็ก Save Children Protection ต่าง ๆ ที่เปึนระบบนั้น มันมีข้อจำกัด มีปัญหาอุปสรรคแบบใดถึงไม่สามารถที่จะก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นไปได้ และแน่นอนที่สุดครับ ผมคิดว่าคำตอบที่สำคัญคำตอบหนึ่งก็คือ วิธีคิดหรือ Mindset ว่าคุณ มองเด็กด้วยสายตาแบบใด ซึ่งผมคิดว่าอาจจะเปึนปัญหาสำคัญยิ่งที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองก็อาจจะยัง ไม่มีคำตอบต่อประเด็นเรื่องนี้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับว่าวันนี้เรามีถึง ๖๗ ประเทศที่มีการ แก้ไขกฎหมาย แล้วทุก ๆ ระบบของกฎหมายในประเทศเหล่านั้นไม่อนุญาตให้มีการลงโทษ เด็กด้วยการตี หรือด้วยการใช้ความรุนแรงอีกต่อไปแล้ว ท่านประธานครับ มีประเทศในโลกนี้ ๑๙๐ ประเทศ ไทยไม่ได้อยู่ใน ๖๖ ประเทศ หรือ ๖๗ ประเทศนั้น เรามีความพยายาม จะรณรงค์ว่าขอเปึนประเทศที่ ๖๗ ได้หรือไม่ แต่เราก็เสียโอกาสนั้น แล้วการถูกตั้งคำถามกับ นานาอารยประเทศต่อประเทศไทยนั้น ไม่ว่าจะเปึนในกรณีของกลไกของคณะมนตรี สิทธิมนุษยชน ที่เรียกว่า UPR หรือคณะกรรมการคุ้มครองเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ก็ตั้งคำถาม และประเทศไทยให้คำมั่นว่าจะมีการแก้ไข อย่างน้อยที่สุดก็คือประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) ที่ผมต้องพูดแบบนี้ เพราะในสัปดาห์หน้าในสภาแห่งนี้ จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) ซึ่งผมและคุณภัสริน รามวงศ์ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล เขตดุสิต บางซื่อ เปึนผู้เสนอ ถามว่าแก้อะไรครับ ก็คือแก้จากการที่บอกว่า ผู้ปกครองมีสิทธิลงโทษ บุตรได้ตามสมควร ซึ่งคำว่าตามสมควรนั้นไม่เคยมีการอนุมัติบอกขอบเขตการลงโทษว่าเปึน แบบใด ประการใด แล้วในท้ายที่สุดหลายครั้งของตามสมควรนั้นนำไปสู่การบาดเจ็บ Trauma ต่อจิตใจ ร่างกาย หรือแม้กระทั่งนำไปสู่การเสียชีวิต ฉะนั้นผมขอแบบนี้ได้ไหมครับ ก่อนที่จะถึงสัปดาห์หน้าในกรณีการพิจารณากฎหมาย ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าสภาแห่งนี้จะรับหรือไม่ รับหลักการ แต่กรรมการสิทธิจะเสียโอกาสอันสำคัญยิ่ง ถ้ากรรมการสิทธิไม่ออกมาแสดง จุดยืน หรือมีหนังสือ หรือทบทวน หรือบอกกับพี่น้องประชาชนว่า คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นด้วยที่สภาจะมีการพิจารณากฎหมาย และจะมีการแก้ไข มาตรา ๑๕๖๗ (๒) เปลี่ยนการลงโทษตามสมควร เปึนผู้ปกครองลงโทษแต่ต้องไม่ใช่ การทารุณกรรม ทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรงเฆี่ยนตี หรือแม้กระทั่งการด้อยค่าบุตร เอาเข้าจริง ๆ ในสภาแห่งนี้ ไม่ควรมีคำว่า ผมเติบโตมาด้วยการตี อีกต่อไปแล้วจากปาก ของเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าไร หรือมาจากพรรคใด มาจากจังหวัดใด หรือใคร คนใดคนหนึ่ง มันเสียศักดิ์ศรีสภาครับท่านประธาน
กรณีประเด็นที่ ๒ ที่จำเปึนต้องพูดถึงก็คือสิทธิที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงและ ความเสมอภาคทางเพศในมิติต่าง ๆ ก็แน่นอนครับว่าคำตอบอาจจะยังวนเวียนอยู่หลายเรื่อง หลายครั้งเปึนการแก้กฎหมาย หลายครั้งเปึนการแก้นโยบาย หลายครั้งบอกติดขัดปัญหา อุปสรรคของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่ว่ามีกฎหมายหลายฉบับ ที่ผมคิดว่ากรรมการสิทธิต้องหยอดน้ำมัน กดดัน บี้ว่าเพราะเหตุใดประเทศไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่ท่านเองก็มาสภาในวันนี้ บอกว่าจะมี การแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ซึ่งใช้บังคับมาแล้วกว่า ๒๐ ป้ให้แล้วเสร็จ ซึ่งผมก็ยังไม่เห็น ร่างผ่านมาป้กว่า จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ในครอบครัว ก็อยู่ในรายงานของท่านนะครับ ที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ ให้แล้วเสร็จ เพราะท่านอ้างว่าถ้าไม่แก้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัวรัฐจะไม่มีกลไกในการแก้ไข ปัญหา ก็ยังไม่เห็นร่าง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวมีแค่ ๑๘ มาตรา ผมรู้ว่าท่านเตรียมร่างไว้ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาล อาจขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริง Political Views ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผมคิดว่า หน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คือการบอกกับรัฐบาลว่า ไม่ว่าคุณ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่จำเปึนต้องทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นั่นเปึนประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ มันมีคำถามมากมายในเรื่องของสิทธิและ เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม แม้กระทั่งสิทธิและเสรีภาพในการ รวมตัวเปึนพรรคการเมือง ผมเชื่อมั่นว่าวันนี้ท่านประธานทราบดีว่า สถานการณ์การยุบ พรรคการเมืองในประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ง่อนแง่นและส่งผลกระทบต่อการชิงที่นั่ง ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และส่งผลกระทบต่อคำถามจากสมาชิก รัฐสภาในระดับโลก แม้กระทั่งองค์การสหประชาชาติที่มีผู้รายงานพิเศษ ผมไม่ทราบว่ากรรมการสิทธิเห็นไหม แต่วันนี้สื่อมวลชนมีการกระจายข่าวบอกว่ามีผู้รายงาน พิเศษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตั้งคำถามว่า จุดยืน ๕ ข้อของประเทศไทย ต่อการยุบพรรคการเมืองนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนอย่างไร ผมไม่ได้พูดถึงพรรคก้าวไกลนะครับ แต่ผมกำลังพูดถึงจุดยืนของการรวมตัวกันเปึนพรรค จุดยืนของการแสดงความคิดเห็น จุดยืนของแม้กระทั่งสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเข้าชื่อหรือลงชื่อ เสนอกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง ทำแทนพี่น้องประชาชนนั้นมันจะนำไปสู่การยุบพรรคได้ อย่างไร ผมเชื่อว่าคณะกรรมการสิทธิจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการช่วยตอบแทนประเทศไทย ซึ่งท่านก็บอกว่า พ.ร.บ. ของท่านเองมีข้อหนึ่งนะครับบอก มีหน้าที่ต้องตอบแทน พูดกันง่าย ๆ คือ รักษาหน้าตาประเทศไทยในระดับนานาอารยประเทศ แต่ผมไม่เห็นเลยสักนิดหนึ่งที่พูด ถึงเรื่องของจุดยืนต่อการป่ดปาก การรวมตัวเปึนพรรคการเมือง หรือการยุบพรรค ไม่ว่าจะเปึนพรรคใดพรรคหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า ๒๐๐ พรรค และเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า ๓๐๐ พรรค หากนับรวมถึงการยุบพรรคที่เกิดขึ้นจากการ รัฐประหาร นั่นคือความสง่างามขององค์กรอิสระครับ เรามีองค์กรหน่วยงานรัฐมากมาย ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งพี่น้องประชาชนเองไม่มั่นใจ ขาดความเชื่อถือ ฉะนั้น ดุลยภาพที่เกิดขึ้น การมีองค์กรอิสระซึ่งจะมีต่อหรือไม่ก็อยู่ที่การแสดงบทบาทหรือจุดยืน ของท่าน ซึ่งผมคิดว่าท่านยังมีเวลาครับ แต่เวลานั้นอาจจะไม่มากพอที่จะเหลือให้ท่านแสดง ความคิดเห็นก็ได้ แต่จุดยืนต่อสิทธิในการรวมตัวเปึนพรรค และจุดยืนต่อการยุบพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบอบประชาธิปไตยต่อประชาคมโลกนั้น กรรมการสิทธิ คงปฏิเสธที่จะไม่แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ได้ ฉะนั้นทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือ ๑ ๒ และ ๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าอยากจะเติมเต็ม แล้วก็ตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยความเคารพรักนะครับ ผมอยู่กับท่านถึง ๙ ป้เต็มในอดีตที่ผ่านมา ฉะนั้นเข้าใจและตระหนักถึงบทบาทของท่าน และสนับสนุนการทำงานของท่านมาโดยตลอด ขอบพระคุณครับ