ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยยกตัวอย่างการละเมิดสิทธิของนักกิจกรรม ผู้เห็นต่าง ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา และปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงกรณีการสังหารนักปกป้องสิทธิและการสลายการชุมนุมปี 2553 พร้อมเรียกร้องให้มีกลไกตรวจสอบอิสระ การลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย และการปรับโครงสร้างการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายพิเศษและงบประมาณของ กอ.รมน. ที่ควรเน้นเศรษฐกิจมากกว่าการทหาร เพื่อคุ้มครองเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้หลักนิติธรรมและประชาธิปไตย
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคก้าวไกล ดิฉันได้สังเกตถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่ยังไม่เห็นว่าไม่มีความสอดคล้องกับสิทธิมนุษยชนที่เปึนกฎหมายระหว่างประเทศค่ะ และไม่สอดคล้องกับงบประมาณที่มาดูแลและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน แต่ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณ กสม. ที่มีรายงานสิทธิมนุษชนอย่างละเอียด แต่ดิฉัน มีข้อที่อยากแนะนำและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมไปสู่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติค่ะ ดิฉันอยากยกประเด็นดังต่อไปนี้ที่พอจะสามารถเปึนตัวอย่างที่แสดงถึงความ ไม่สอดคล้องและไม่ปกติของสถานการณ์สิทธิมนุษชนในประเทศไทยค่ะ ในหลาย ๆ คดีมีการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของนักกิจกรรมในเมืองไทย นักเคลื่อนไหว ต่าง ๆ ที่ถูกจับขังคุก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถูกตัดสินว่าผิดในหลายกรณี คุณบุ้ง เนติพร ก็เสียชีวิตคาคุก กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐแล้วก็พลเรือนใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงผู้ลี้ภัย ชาวเมียนมาที่ยังจะถูกละเมิดสิทธิในประเทศเราอีกด้วยค่ะ มีประเด็นดังต่อไปนี้ค่ะ
ดิฉันขอเริ่มด้วยประเด็นใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้นะคะ และนอกจากนั้น อย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดไปถึง ๒ กรณี ในการสลายการชุมนุมสังหารหมู่พลเรือน ทั้งในป้ ๒๕๕๓ และในป้ ๒๕๔๗ รวมไปถึงการละเมิดสิทธิในปัจจุบันใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ที่บังคับใช้กฎหมายความมั่นคง ๓ ฉบับ ๑. ในกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นนะคะ การคลี่คลายปมสังหารของคุณรอนิง ดอเลาะ นักปกปัองสิทธิมนุษยชนต่อต้านการซ้อม ทรมานอุ้มหาย แล้วก็เปึนอดีตเหยื่อของผู้ที่เคยถูกซ้อมทรมานก่อนที่ พ.ร.บ. อุ้มหายจะถูก บังคับใช้ ดิฉันอยากทราบความจริงค่ะ อยากให้มีบุคคลที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและ การเยียวยาของเหยื่อค่ะ โดยล่าสุดรายงานจากข่าวของประชาไทย คุณรอนิงถูกลอบสังหาร ที่หน้าบ้านของตนเอง เมื่อเวลา ๒๑.๑๕ นาําิกา ซึ่งคุณรอนิงเคยเปึนเหยื่อจากการทรมาน แล้วเคยมาให้ข้อมูลกับ กมธ. วิสามัญชายแดนใต้ เกี่ยวกับการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยถูกควบคุมด้วยกฎหมายพิเศษ ขณะนี้องค์กรสิทธิมนุษยชน สากลอย่าง Human Right Watch ออกมาเรียกร้องให้รัฐไทยจับกุมและคลี่คลายปมนี้อย่างเร็ว แต่ขณะนี้ยังไร้เบาะแสค่ะ กรณีที่ ๒ กรณีตากใบ จะหมดอายุความภายในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ และยังมีประเด็นการเลื่อนการสอบสวนพยานเพียงแค่ ๒ ปาก ดิฉันย้ำนะคะ ๒ ปากยังจะเลื่อนไปอีกนะคะ มีอีกแค่ ๒ ปาก ซึ่งจะหมดอายุความอยู่แล้ว ดิฉันมองว่า การทำแบบนี้เปึนการล่าช้า ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการควรได้รับการพิจารณา
อีกกรณีหนึ่งที่ท่านอดิศร เพียงเกษ ได้พูดถึง การสลายการชุมนุมใน วันที่ ๗-๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ระบุในรายงานอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายแล้ว เหยื่อของทั้ง ๒ กรณีนี้ในการสังหารหมู่พลเรือนยังไม่ได้รับความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่ที่สังหารหมู่ประชาชนยังไม่ได้รับผิด ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ยากที่จะจับกุมผู้กระทำผิด เพราะหากรัฐบาลมีความจริงใจ เพราะตำแหน่งแห่งที่ของผู้บังคับบัญชาในการสลาย การชุมนุมของ ๒ กรณี ก็เป่ดเผยเปึนที่สาธารณะค่ะว่า ใครเปึนคนอนุมัติกระสุนจริงให้ยิงใส่ ประชาชน ในส่วนของโครงสร้างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนั้น ดิฉันทราบดีค่ะว่ามีหน้าที่ ตรวจสอบและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ไม่มีอำนาจในการ ปฏิบัติการและดำเนินการ ดิฉันจึงอยากเสนอให้ อย่างเช่นในกรณีของผู้ลี้ภัย เนื่องจากเรา ไม่สามารถที่จะยุติสงครามในเมียนมาได้ เราต้องมีการพิจารณาให้บทบาทกับองค์กร นานาชาติ อย่างเช่น UNHCR และองค์กรนานาชาติอื่น ๆ ที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้ามา ช่วยเหลือในการประสานงาน เพื่อที่จะดูในเรื่องที่ยังอยู่ Under the Radar หรือยังไม่ได้ อยู่ในการตรวจสอบของกรรมการสิทธิ นอกจากนั้นกระบวนการนอกศาลใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ในการประกาศกฎอัยการศึก ควรเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง ประเทศที่บังคับใช้ในระหว่างสงคราม หรือความขัดแย้งที่ติดอาวุธ เพราะเรามีการประกาศ กฎอัยการศึก ซึ่งกฎอัยการศึกนั้นเอาไว้ประกาศใช้ในยามขัดแย้งที่ติดอาวุธ หรือสงคราม ซึ่งต้องบังคับใช้ควบคู่กับกฎหมายมนุษยธรรมค่ะ โดยที่ไม่ทำร้ายพลเรือนที่ไม่ใช่กองกำลัง ติดอาวุธ หรือไม่ละเมิดสิทธิของคนที่ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธนะคะ แต่การใช้บังคับกฎอัยการศึก ไร้การตรวจสอบและให้อำนาจอธิปไตยกับกองทัพค่ะ ทางวิสามัญชายแดนใต้ได้รับการร้องเรียนว่า มีการวิสามัญฆาตกรรม ๖๖ กรณี ตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ ถึงป้ ๒๕๖๖ และรูปแบบการจับกุมโดยที่ไม่มีหมายศาล หรือที่เขาเรียกว่า Extrajudicial Arrest ทั้งหมด ๔๖๕ กรณี เราเสียค่าเยียวยาของผู้ที่ถูกจับกุมและไม่ได้ กระทำผิดไป ๔,๐๐๐ ล้านบาทนะคะป้นี้ ซึ่งการละเมิดสิทธิในความเปึนส่วนตัวของพลเรือน ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ก็มีอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น การบุกค้น บุกเข้าไปตรวจ DNA ทั้งเด็ก และผู้หญิงในบ้านของเขา การเก็บโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอมเปึนการละเมิดสิทธิในความเปึน ส่วนตัวที่บัญญัติอยู่ใน ICCPR และรัฐไทยลงสัตยาบันไปแล้ว นอกจากนั้นการวิสามัญ ฆาตกรรมตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ ถึงป้ ๒๕๖๖ มีทั้งหมด ๗๑ ราย ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ การวิสามัญฆาตกรรมและไม่ได้นำตัวมาขึ้นศาลหรือว่าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำให้เรา ไม่ทราบเลยว่ากลุ่มคน ๗๑ คนนี้ สรุปแล้วผิดจริงหรือไม่ผิดจริง เพราะเขาตายไปแล้ว แม้จะ มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ปัองกันซ้อมทรมาน อุ้มหาย แต่มีวิธีการที่ได้รับฟังมาจากเหยื่อที่ถูก ซ้อมทรมาน ณ ปัจจุบันจาก กมธ. วิสามัญชายแดนใต้ของรัฐสภาของเรานี้เอง มีการบังคับให้ ยืนเปึนเวลานานเปึนชั่วโมง ๆ ซึ่งเปึนวิธีการใหม่โดยที่ไม่จำเปึนต้องแตะเนื้อต้องตัวเหยื่อค่ะท่าน การให้ยืนเปึนเวลานานก็เปึนการทรมานทางร่างกายอย่างหนึ่ง คนที่เขาเหนื่อยแล้วอยากจะ กลับบ้านเขาก็ต้องสารภาพผิดเพื่อที่เขาจะได้ถูกปล่อยตัวค่ะท่าน
นอกจากนั้น การให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจกับกฎหมายพิเศษอย่างควบคุม และระวังภายใต้กฎหมายพิเศษ ตำรวจสามารถจับกุมได้ถึง ๓๐ วัน โดยที่หลักฐานอาจจะ ไม่เพียงพอหรือมีพยานเพียง ๒ ปาก อย่างกรณีของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ การโยกย้าย การค้นตัว ทำได้หมดภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยไม่ต้องใช้อำนาจศาล เพียงแค่ ทหารใช้กระดาษใบหนึ่งก็สามารถที่จะต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้แล้วนะคะ ส่วนงบของ กอ.รมน. ที่ใช้ในเชิงปฏิบัติดิฉันไม่ต้องพูดถึงนะคะ มีงบมากมายที่ไปลงกับอาวุธยุทโธปกรณ์ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านที่ผ่านมานะคะ โดยที่ทางเศรษฐกิจอาจจะแค่ประมาณ ๑๐ ล้าน หรือว่า จากการอภิปรายครั้งที่แล้ว ของบประมาณ ๒๕๖๘ คุณรอมฎอนก็ได้พูดถึงไปแล้วนะคะ
กรณีต่อไปค่ะ คือกรณีผู้ลี้ภัย สิ่งสำคัญมากคือที่ยังมีอีกหลายกรณีที่อยู่ Under the Radar หรือยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ผู้ลี้ภัยสงครามที่เข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมายค่ะ ชาวเมียนมาต้องเผชิญกับการคอร์รัปชันตลอดเวลา ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และไม่สามารถที่จะไปสถานทูตเมียนมาได้ เนื่องจากเปึนผู้ต้องหา ทางการเมืองหรือต้องคดีทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาขึ้นบัญชีดำ ไม่ว่าจะเปึน นักการเมือง นักกิจกรรม หรือนักปกปัองสิทธิมนุษยชนที่เมียนมา ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ของเมียนมาสูญเสียทั้งธุรกิจของตนเอง กิจการที่เปึนฐานรายได้ของเขาเนื่องจากเหตุ รัฐประหาร สิ่งสำคัญคือผู้ต้องหาคดีทางการเมืองของเมียนมา คือ ๑. การไม่มีสถานะ ทางกฎหมาย ๒. ขาดงานหรือว่างงานไม่มีรายได้ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหานี้ และต้องพึ่งไปที่ เงินออมของตนเองหรือขอความช่วยเหลือจากกลุ่มแรงงานอื่น ๆ ที่มีบัตรชมพูและสามารถ ที่จะทำงานได้ เพราะกลุ่มผู้หนีภัยเหล่านี้ที่เปึนผู้ต้องหาทางการเมืองไม่สามารถที่จะขอ เอกสารสิทธิ ซึ่งต้องติดต่อไปยังสถานทูตเมียนมา เพื่อที่จะขอเอกสารสิทธิหรือ Passport เพื่อที่จะได้บัตรในการที่จะทำงานหรือที่เรียกว่าบัตรชมพู ที่จะเปึนแรงงานข้ามชาติ ในประเทศไทย เขาก็ไม่สามารถที่จะไปติดต่อกับสถานทูตเมียนมาได้ เพราะเขาจะถูกบังคับ ส่งกลับ เนื่องจากมีคดีทางการเมืองนะคะ คือสถานการณ์ใน MOU ซึ่งดูว่าอาจจะไม่มีความ ยุ่งยากมากนะคะ เนื่องจาก MOU มาจากกระทรวงแรงงานของทั้ง ๒ ประเทศ ถ้าแรงงาน ข้ามชาติหรือคนงานข้ามชาติไม่มีปัญหาทางกฎหมาย แต่สำหรับนักการเมือง นักกิจกรรม มันแตกต่างกันค่ะ เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่รวมใน MOU ที่จะให้สถานะของเขาในการทำงาน ในประเทศไทย เขาเปึนที่ต้องการตัวของเผด็จการพม่าค่ะ แม้แต่ผู้ลี้ภัยที่มีทักษะ อย่างหมอ วิศวกร หรือแรงงานทั่วไป ก็ต้องเจอปัญหาการอาศัยหางานที่เมืองไทย อีกทั้งยังต้องเผชิญ การคอร์รัปชัน ต้องจ่ายส่วยให้ตำรวจทุกเดือนเดือนละ ๓๐๐ บาท และถ้ามากกว่านั้นถ้าเปึน นักการเมือง NLD และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ทราบก็จะต้องจ่ายส่วยมากกว่านั้น ปัญหาทุจริต ในชายแดนพื้นที่น่าเปึนห่วงค่ะ แล้วก็ยังต้องโดนคดีความมั่นคงที่ไม่ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินหากถูกส่งกลับค่ะ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มที่หนีกฎหมายบังคับ เกณฑ์ทหารทั้งชายและหญิง อายุตั้งแต่ ๑๘-๔๕ ป้ ซึ่งเปึนกลุ่มใหญ่มาก สำหรับเพศชายสามารถขยายไปได้ถึง ๔๕ ป้ ในการที่ถูกบังคับเข้าราชการทหารนะคะ ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของประเทศอื่น ๆ ก็ถือว่ากว้างมากนะคะ ดิฉันจึงคิดว่ามีทางที่จะแก้ไข ปัญหาจากต้นเหตุ ดังต่อไปนี้นะคะ ๑. ก็คือลงอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ๑๙๕๑ ค่ะ ๒. การออก Exit Permit ให้ผู้ที่มีบัตร UNHCR หรือสถานะของ Refugee หรือว่าสถานะ ผู้ลี้ภัย สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างรวดเร็วค่ะ ๓. การตรวจสอบคอร์รัปชัน ในบริเวณที่มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากและในชายแดนค่ะ ๔. การกดดันรัฐบาลเมียนมาในการ ยุติสงคราม โดยการคว่ำบาตรรายบุคคล สำหรับผู้นำรัฐประหาร อย่างเช่น มี่นอองไลง์ (Min Aung Hlaing) และเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงที่ก่ออาชญากรรมสงครามต่อพลเรือน เราเห็นแล้วว่ามีการใช้ธนาคารไทยในการใช้ช่องทางการเงินในการซื้ออาวุธ ในการที่เรา คว่ำบาตรบุคคล เราสามารถอายัดหรือแช่แข็งช่องทางการเงิน Ban การท่องเที่ยว อายัด ทรัพย์สิน หรือการลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเปึนสิ่งที่สหภาพยุโรปได้กระทำไปหลัง ๒ สัปดาห์แรกที่มีการทำรัฐประหารในเมียนมาในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นอกจากนั้น ยังมีการละเมิดสิทธิของนักกิจกรรมไทยที่ดิฉันกล่าวไปล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้ดิฉันก็เลยเวลาแล้ว ดิฉันก็ขออนุญาตพูดถึงสถิติคร่าว ๆ ว่ามีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุม ณ ปัจจุบัน ๑,๙๕๔ คน ในจำนวน ๑,๒๙๗ คน แบ่งเปึน ๖ ข้อหา ๑. คือหมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ หรือมาตรา ๑๑๒ และ ๒. คือ ยุยงปลุกปัืนค่ะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ. ชุมนุม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และข้อหาละเมิดอำนาจศาล ดิฉันคิดว่าดัชนีของความเปึนประชาธิปไตย วัดโดยการมีจำนวนของผู้ต้องหาทางการเมืองหรือผู้ต้องขังทางการเมือง เพราะฉะนั้น ยิ่งมีผู้ต้องหาทางการเมืองมาก ยิ่งมีดัชนีความเปึนประชาธิปไตยต่ำในประเทศนั้น เพราะไม่ เคารพสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในการมีส่วนร่วม ทางการเมือง ข้อเสนอแนะคือ หากฝ์ายความมั่นคงอยู่เหนือกฎหมาย สามารถใช้กลไก นิติบัญญัติในรัฐสภาแก้ไขกฎหมาย หรือฝากประเด็น สส. หรือทีมงานในการหารือวิธีปฏิบัติ หรือหลักการสากลซึ่งมีนักการเมืองที่เห็นต่างกันอยู่ในหลักการของประชาธิปไตยและ หลักสิทธิมนุษยชน เปึนไปได้ค่ะ แต่ไม่ควรใช้กลไกนอกเหนือกฎหมาย หรือหลัก ประชาธิปไตยและหลักสิทธิเพื่อประชาชน เพราะอาจนำไปสู่การใช้เปึนข้ออ้างของการ ปลุกระดมทำให้เกิดเปึนปัญหาความรุนแรงที่เปึนชนวนมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ใน ๓ จังหวัด ที่ผ่านมา ๒๐ ป้ ท่านยังจับผู้ก่อการร้ายไม่ได้ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าท่านใช้งบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำอะไรนะคะ ท่านจับไม่ได้สักทีนะคะตอนนี้ ดิฉันไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มีนะคะ แต่การดำเนินการต่าง ๆ มันควรจะป่ดช่องว่างไม่ให้เกิดความรุนแรงและการละเมิดสิทธิ มนุษยชนขึ้น เพราะสิทธิมนุษยชนไม่สามารถถอยหลังได้ ขณะนี้เราไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาล เผด็จการทหารแล้ว เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เราต้องเคารพสิทธิมนุษยชน และไม่ละเมิดผู้เห็นต่างทางการเมือง และไม่ทำร้ายบุคคลที่เปึนผู้เห็นต่าง แต่ไม่ใช่กองกำลัง ที่ติดอาวุธค่ะ ขอบพระคุณค่ะ