สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เสนอแนะว่า กฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมต่างชาติควรทำเป็นมาตรการระยะสั้น โดยกำหนดเงื่อนไข เช่น พื้นที่, โครงการ, อาชีพของผู้ซื้อ, การลงทุน, ภาษีโอน, ระยะเวลาการถือครอง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาอสังหาริมทรัพย์และการ Subsidize ให้คนไทย นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์ผลการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์และเสนอแนะให้รัฐบาลจัดทำรายงานความคืบหน้าของมาตรการนี้

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ พรรคก้าวไกลครับ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าจริง ๆ ผมไม่ได้คัดค้านทันทีนะครับ แต่ประเด็นคือรัฐบาลร้อนรน เกินไป เรียกว่าไม่รอบคอบ ไม่กำหนดกรอบ ไม่กำหนดรายละเอียดในการศึกษาเลยว่า ควรทำแค่ไหน อย่างไร เมื่อสักครู่จริง ๆ แล้วผมถามเรื่องปัญหาที่อยู่อาศัยแพง ท่านรัฐมนตรี ก็ไปอ้างแต่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้ตอบว่าคนไทยจะได้อะไรจากการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จริง ๆ แล้วก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเคย Twit ไว้ก่อนหน้านี้ว่า อยากให้ ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ไม่ใช่ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเปึนกฎหมายตัวนี้ท่านอาจจะเซ็นทันทีเพราะท่านเคย Twit ไว้ก่อนหน้า นี้แล้ว ผมแนะนำอย่างไรผมก็ฝากไว้แล้ว ไหน ๆ จะศึกษาแล้วนี่ควรทำเปึนมาตรการระยะสั้น กำหนดเฉพาะบางพื้นที่ เฉพาะบางโครงการ หรือถ้ามัน Over Supply ก็กำหนดว่าเฉพาะ โครงการที่ผลิตออกมาก่อนหน้านั้นแล้วมีสิทธิทำได้ หรือว่ากำหนดอาชีพว่าผู้ซื้อต้องเปึน อย่างไร หรือกำหนดว่าถ้ามาซื้อแล้วต้องแลกกับการลงทุนอีกเท่าไร ในธุรกิจกลุ่มใด ที่เปึนธุรกิจเปัาหมายของรัฐบาล หรือว่ามีการกำหนดเรื่องของภาษีโอนของต่างชาติที่ต้อง แพงมากกว่าภาษีโอนของคนไทย มีกำหนดระยะเวลาการถือขั้นต่ำเพื่อไม่ให้มีการเกิดการปัืน อสังหาริมทรัพย์ หรือนำเงินบางส่วนที่ได้จากภาษีเพิ่มเติมนั้นมา Subsidize ให้คนไทย มีบ้านเพิ่มมากขึ้น อันนี้ผมฝากไว้ และ

ในส่วนประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปกติแล้วการลงทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จริง ๆ แล้วต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่าง น้อยสัก ๓ ป้ ถึง ๔ ป้ ท่านประธานเปึนอย่างน้อย นั่นหมายความว่าเมื่อ ๓-๔ ป้ที่แล้ว ก่อนทำโครงการบริษัทอสังหาริมทรัพย์คิดว่าเศรษฐกิจจะดีครับจึงผลิตคอนโดมิเนียมออกมา เยอะจน Over Supply แต่แล้วพอมารัฐบาลเศรษฐา เศรษฐกิจแย่ลงหรือเปล่า ทำไมบริษัท อสังหาริมทรัพย์ถึงต้องยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเพิ่มเติมในเรื่องเหล่านี้ ที่มาที่ไปทั้งหมดที่เราต้องมาแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศไทยนั้น เพราะว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ผลิตมา Over Supply แล้วอยากระบาย Stock จึงมาร้องท่าน นายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แล้วท่านนายกรัฐมนตรีใช้เวลา ๓ เดือนเท่านั้น พิจารณาออกมาตรการ ๗ มาตรการ ช่วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทันที บางคนออกมาบอกว่า จะช่วยกระตุ้น GDP ได้ ๑.๕-๑.๗ เปอร์เซ็นต์ จะมียอดโอนซื้ออสังหามหาศาล จะเปึนการ ลงทุนใหม่ เศรษฐกิจจะดีขึ้น เงินจะสะพัดเปึนหลายแสนล้านบาท ไหนครับเศรษฐกิจดีขึ้น ผ่านมาแล้ว ๑ Quarter ๑ ไตรมาส ผมต้องถามว่าถ้ามันดีจริง ๆ แล้วเศรษฐกิจมันจะดีจริง ๆ อย่างที่ท่านอ้างเรื่อง ๗ มาตรการของท่าน แล้วท่านจะมาทำอันนี้ต่ออีกทำไม ๔๙ เปอร์เซ็นต์ กับ ๙๙ ป้ ท่านจะมาทำต่อทำไมในเมื่อเศรษฐกิจมันดีแล้วไม่ใช่หรือจากมาตรการ ๗ มาตรการที่ท่านทำออกไปก่อนหน้านั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ครับ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ จะช่วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นโดยแลกกับผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศนะครับ การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไม่ทำให้ประเทศเสียหาย ไม่ทำให้คนอื่นได้รับความเสี่ยงหรือลำบาก มากยิ่งขึ้นต่อราคาที่อยู่อาศัยที่มันแพงขึ้นด้วย แล้ววันนี้เราได้ข้อสรุปแล้วใช่ไหมครับว่า ๗ มาตรการ ที่ท่านนายกออกไปก่อนหน้านี้มันได้ผลหรือไม่ได้ผลครับ มันไม่ได้ผลใช่ไหมครับ สรุปแล้วรัฐบาลไม่สามารถระบาย Stock ตามเปัาหมายได้ จนต้องมาออกนโยบายเพื่อให้ ต่างชาติมาช่วยอีกแรงหนึ่งหรือไม่ ไม่เกิดการ Reinvest ไม่เกิดการลงทุนซ้ำ แบบที่รัฐบาลได้ อ้างว่า ๗ มาตรการนี้จะช่วยหรือไม่ ตัวเลข GDP ที่มโนไว้ว่าจะโตขึ้นอีก ๑.๕-๑.๗ เปอร์เซ็นต์นั้น จนต้องมาแก้กฎหมายอีกรอบหนึ่งเพื่อที่จะช่วยเพิ่มเติมให้มันเข้าเปัา แปลว่าจริง ๆ แล้ว ที่รัฐบาลมโนมา ๗ นโยบายมาตรการอสังหาริมทรัพย์ก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงเดือนเมษายน ที่ออกมานั้น มัน Fail ใช่ไหม มันแปักใช่ไหมครับท่านประธาน อันนี้ผมขอฝากให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยสรุปความคืบหน้าของ ๗ มาตรการ ช่วยภาคอสังหาที่ออกไปเมื่อ เดือนเมษายน ผ่านมาแล้ว ๑ ไตรมาสด้วยว่ามันดีหรือมันห่วยอย่างไร ขอบคุณครับ