ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม โดยเสนอปรับโครงสร้างสภากลาโหมให้ลดบทบาทลงและเน้นบทบาทที่ปรึกษา พร้อมผลักดันให้ฝ่ายพลเรือนมีบทบาทนำในการกำหนดนโยบายและแต่งตั้งนายทหาร เพื่อเสริมสร้างหลักประชาธิปไตยและลดอิทธิพลของทหารในทางการเมือง รวมถึงเสนอแนวทางปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดเล็กลง มีการแต่งตั้งตามคุณธรรม และแยกการบริหารออกจากภารกิจพลเรือนอย่างชัดเจน เพื่อให้กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชนครับ ผมขออภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. .... ซึ่งท่าน เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข เป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่แข็งแรง และให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนมักจะเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ทางยุโรป สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้ว อำนาจของฝ่ายพลเรือนมักจะเหนือกว่าฝ่ายทหาร แต่ประเทศที่ค่อนข้างจะ ไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่กับประชาชน อำนาจทหารมักจะอยู่เหนือกว่า อำนาจพลเรือน เรามีพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งจัดตั้งมาหลังจากการรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ซึ่งมีการตั้งสภากลาโหม ที่ให้มีตัวแทนของ ฝ่ายทหารเต็มไปหมด ฝ่ายการเมืองคือฝ่ายพลเรือน มีแค่รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงทำให้อำนาจต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในส่วนของตัวรัฐมนตรีหรือฝ่ายพลเรือน ในส่วนของ ๖ เรื่องสำคัญที่ต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหม ได้แก่ นโยบายทางการทหาร นโยบายการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร นโยบายการปกครองและการบังคับบัญชา ภายในกระทรวงกลาโหม การพิจารณางบประมาณทหาร การแบ่งสรรงบประมาณของ กระทรวงกลาโหม การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหาร รวมถึงทั้งร่างกฎหมาย หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำหนด ให้เสนอกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งกำหนด ส่วนราชการ ให้กระทรวงกลาโหมปฏิบัติตามกติกาสภากลาโหมด้วย ๖ เรื่องนี้ต้องผ่านมติ สภากลาโหม ต้องได้รับความเห็นชอบก่อน ซึ่งเป็นข้าราชการทหารทั้งหมด ก็เท่ากับทหาร มีอำนาจในการจัดการคุมอำนาจ จึงไม่แปลกเลยว่าทหารนั้นจะสามารถที่จะรัฐประหาร เมื่อไรก็ได้ มาถึงปี ๒๕๕๗ ก็มีการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็วางกลไกรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ซึ่งวางกลไกองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเหนือกว่าอำนาจประชาชน วางกลไกอื่น ๆ ให้การเมืองไทยนั้นพิกลพิการ ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สิ่งนี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ การที่ได้มีท่าน สส. ได้เสนอขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่ควรจะแก้ไข นั่นคือเราปลดล็อกทั้ง ๖ เรื่องนั้น ไม่ให้เป็นของ สภากลาโหม แต่เป็นแค่ที่ปรึกษา สภากลาโหมลดเหลือ ๗ คน ไม่จำเป็นต้องเป็นนายทหารทั้งหมด เอาเฉพาะคนที่เกี่ยวข้อง นั่นหมายถึงว่าทำให้สภากลาโหมนั้นมีความกระชับ แล้วก็สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ รวมถึง ในร่างฉบับนี้ได้มีความกล้าหาญ คือเรื่องการแต่งตั้งนายพล เราเคยมีปัญหานะครับ นายพล มีเป็นพัน เราอยากจะลด ๔๐๐ แต่เนื่องจากคณะกรรมการในการพิจารณานายพลนั้น มีสัดส่วนนายทหาร ซึ่งเป็นข้าราชการประจำอยู่มากกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถ้าจะตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการมาเยอะ ๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดสรรรัฐมนตรีมาในกระทรวงนี้เยอะ ๆ มันทำให้อำนาจในการพิจารณานายพลนั้นมาตกอยู่ที่รัฐบาลฝ่ายพลเรือน นั่นก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมากที่สุด ในการแก้กฎหมายฉบับนี้
ถัดมาในอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ นี่คือความกล้าหาญ นั่นก็คือในเรื่องของ การควบคุมคุณสมบัติตำแหน่งของนายพลจะต้องพิจารณาตามระบบคุณธรรม มันไม่ใช่ระบบ อุปถัมภ์ จปร. รุ่น ๑ รุ่น ๕ รุ่น ๑๐ รุ่น ๑๒ มีพี่น้องสืบทอดอำนาจกันมาเป็นชั้น ๆ แล้วก็ สามารถเชื่อมต่อกันได้ มันใช้ระบบคุณธรรม ใช้ผลงานต่าง ๆ ขึ้นมา มันทำให้กองทัพ เป็นทหารอาชีพมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ก็ยังเป็นในเรื่องของการส่งกำลังบำรุง การจัดซื้อ จัดจ้างในส่วนของอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมี ใน พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมมาก่อน ซึ่งถ้าเกิดว่าเราได้แก้ตรงนี้ขึ้นไป นั่นหมายถึงว่าให้อำนาจรัฐบาลพลเรือนนั้นสามารถมาอยู่เหนือทหารได้ นั่นหมายถึงว่า อำนาจสูงสุดประชาชนจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จะลดการรัฐประหารได้ นโยบายที่เราอยากจะให้ เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราต้องลดขนาดกองทัพลง ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้ เพราะเรา ต้องแก้กฎหมาย แก้ระเบียบทั้งหมด ไม่ต้องผ่านสภากลาโหมเหมือนเดิม นโยบายลดจำนวน นายพลจาก ๑,๒๐๐ เหลือ ๔๐๐ ก็เป็นไปได้ นโยบายลดจำนวนพลทหารกองประจำการ ก็ให้สามารถทำได้ แล้วก็กำหนดให้ทูตทหาร ซึ่งปกติแต่ละทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ก็มีทูตของตัวเอง ก็มีแค่อันเดียวเราก็สามารถทำได้ เราสามารถโอนภารกิจ ซึ่งไม่เกี่ยวกับ กองทัพ ก็โอนไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ภารกิจในการที่จะปรับปรุงในการพัฒนาต่าง ๆ โอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่ทหารต้องผ่านการอนุมัติ การพิจารณาในส่วนนี้ ทำให้ประเทศเรานั้น กองทัพนั้นกระชับ หรือเราต้องการให้การศึกษา แก่ทหาร ลดจำนวนเขาแล้ว พัฒนาให้สวัสดิการดีขึ้น สามารถที่จะเรียนหนังสือได้สูงขึ้น ทหารไม่จำเป็นต้องไปลอกท่อ ไปคุย ไปเป็นทหารพัฒนาอย่างนั้น แต่คนติดเกมสามารถ เป็นนายทหารได้ เพราะในอนาคตเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยี สามารถที่จะใช้ Drone ใช้อะไรในการรบขึ้นมา ไม่ใช่ใช้ปืนไปยิงเหมือนเมื่อก่อน นี่คือพัฒนาประสิทธิภาพของทหาร ซึ่งไม่เหมือนจากอันเดิมที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอขอบคุณท่านธนเดช เพ็งสุข นะครับ ที่กรุณาใช้ ความกล้าหาญในการที่จะร่างในการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จริงอยู่อาจจะมีการกระทบกระทั่ง กับอำนาจเดิมของอำนาจทหาร แต่ถ้าไม่ทำวันนี้ จะทำวันไหน แต่ถ้าเกิดเราไม่กล้าหาญวันนี้ แล้วเมื่อไรอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนจะอยู่เหนืออำนาจของกองทัพได้ เราทำวันนี้ ขอพ่อแม่พี่น้องได้โปรดฟังไว้ ขอพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและขอรัฐบาลนะครับ ได้โปรดรับร่างนี้ไว้ แล้วก็ช่วยกันแก้ ช่วยก้าวเดินขึ้นไป ก้าวข้ามจากการที่ทหารเหนือจาก กองทัพ ก้าวข้ามต่อการที่จะมีการรัฐประหารอีกกี่ครั้งก็นับไม่ได้นะครับ ถ้าเราผ่านตรงนี้ได้ นั่นหมายถึงว่าเราปักหมุดที่จะทำให้ประเทศเรานั้นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราปักหมุดที่จะยุติการรัฐประหารได้ เริ่มต้นปักหมุดก้าวแรกตั้งแต่วันนี้ เพื่อทำให้กองทัพ อยู่ใต้อำนาจของประชาชนครับ