รอมฎอน ปันจอร์ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมในฐานะกฎหมายสำคัญที่ต้องใช้ความกล้าทางการเมืองและเสียงรับรองจากสมาชิกสภาเพื่อสร้างเสถียรภาพและสันติภาพ พร้อมทั้งวิพากษ์มรดกทางกฎหมายจากรัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะการเรียกร้องยกเลิกกฎอัยการศึกในสามจังหวัดชายแดนใต้และผลักดันการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจทางทหารที่ส่งผลต่อรัฐบาลพลเรือนมาจนถึงปัจจุบัน
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ผมขออนุญาตสภาแห่งนี้เสนอความเห็น แล้วก็อยากจะเรียกร้องให้กับเพื่อน ๆ สมาชิก ในการลงมติรับรองให้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ ของเพื่อน สส. ของผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมในฉบับนี้ ถือว่าเป็นฉบับที่ เรียกได้ว่าเป็นกฎหมายประวัติศาสตร์ทีเดียว เพราะว่าก็อย่างที่เมื่อสักครู่ท่าน สส. ธีรัจชัย ได้เกริ่นมาแล้วว่านี่คือความกล้าหาญในทางการเมือง และเราจำเป็นที่จะต้องอาศัยเสียงของ ทุกท่านในการรับรองร่างนี้ และผมอยากจะให้เหตุผล ๒-๓ เรื่องครับ มันเกี่ยวกับ Keyword อยู่ ๒-๓ เรื่อง เรื่องการรัฐประหาร เรื่องการยุบพรรค เรื่องการสร้างสันติภาพและกฎอัยการศึก มี ๓-๔ เรื่องนี้ เดี๋ยวผมจะผูกโยงด้วยกันนะครับ
เรื่องแรก ผมขออนุญาตเล่าประวัติศาสตร์นิดหนึ่ง หลายท่านพูดไปแล้วว่า นี่คือมรดกของการรัฐประหาร แต่รัฐประหารที่ว่านี้ คือรัฐประหาร ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ ตัวกฎหมายฉบับนี้เดิมที่ประกาศใช้ในปี ๒๕๕๑ ต้นรากของมันมาจากปี ๒๕๕๐ มีการผลักดัน กฎหมายฉบับนี้ในการประชุม ครม. นัดพิเศษครับ ที่เรียกว่านัดพิเศษ ก็เพราะว่าในวันที่ ๒๔ เมษายน ปี ๒๕๔๙ การประชุม ครม. ที่ตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธาน แต่เป็นการประชุมในวันอังคารแรกเลยครับ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน วันนั้นท่านใส่ชุด ไม่ใช่ชุดทหาร ท่านใส่ชุดสูท ใส่เสื้อเหลืองข้างใน เดินทางมาประชุมในคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย วันรุ่งขึ้นนักข่าวก็ตีข่าวครับ ไม่ได้ตีข่าวเรื่องร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ แต่ตีข่าวว่า สนธิแจง ครม. พฤษภาคม อันตราย Mob ลุยล้ม คมช. เป้าเผด็จศึกก่อนตัดสินยุบพรรค อันนี้คือพาดหัวของแนวหน้าในวันที่ ๒๕ เมษายน พฤษภาคมปีนั้น คือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย หัวหน้า คมช. ไปประเมินสถานการณ์ร่วมกัน อันนี้ตามข่าวที่เปิดในช่วงเวลานั้นนะครับ แต่เรามาทราบ ในเวลาต่อมาว่า ครม. มีมติรับหลักการของพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งในเวลาต่อมาต้องเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. หรือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาตินะครับ ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้น กลายเป็นว่านี่ครับ ต้นรากของมันคือการประชุม ครม. ที่หัวหน้าคณะรัฐประหารนั่งหัวโต๊ะคู่กับนายกรัฐมนตรีประชุม ครม. และผ่านร่างกฎหมาย ฉบับนี้ นี่คือรากของมัน ผ่านวาระที่ ๑ ในเดือนตุลาคม วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ท่านประธานครับ น่าเศร้ามาก ๒ วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ปี ๒๕๕๐ การประชุม ครั้งสุดท้ายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งตั้งมาโดยคณะรัฐประหาร ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ด้วยคะแนนเสียง ๘๕ ต่อ ๐ มีงดออกเสียง ๓ ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นรอบสภาก็มีการชุมนุม ต่อต้านหลายเรื่อง โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอย่างนี้ครับ ที่ท้ายสุดมาเป็นผลให้ รัฐบาลพลเรือนต้องอยู่ภายใต้กำกับ ต้องเรียกว่าในกำกับเลยนะครับ ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงกลาโหม นี่คือรากของมันครับท่านประธาน และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเรา ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน คือการยกเลิก คือการรื้อถอนบรรดา ผลพวงของคณะนายทหารต่าง ๆ นี่คือโอกาสของพวกเราครับ ทั้งพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็พรรคฝ่ายรัฐบาล และรวมทั้งรัฐบาลด้วยนะครับ อย่าลืมนะครับ นี่คือช่วงเวลา นี่คือมรดกของคณะรัฐประหารที่ล้มรัฐบาลทักษิณ ๒ ในเวลานั้น และยุบพรรคไทยรักไทย นี่คือที่มาของมันครับ ท่านประธานครับ ผมโยงเรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่า อาการที่มันเกิดขึ้นมา จากเชื้อร้ายของคณะรัฐประหารที่ส่งต่อมาถึงรุ่นเรา มีเรื่องหนึ่งที่เรียกได้ว่ายังคาใจอยู่นะครับ คือการยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก กลายเป็นว่าตามมาตรา ๓๔ ของกฎหมายเดิม การจะพิจารณาว่าเมื่อการรบ หรือการสงคราม หรือการปราบปรามการก่อกบฏสิ้นสุดลง หรือมีการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องได้รับ ความเห็นชอบ โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม ท่านประธานครับ ท่านประธานคงทราบดีว่า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เรามีการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน เรามีกฎหมายพิเศษ เยอะแยะมากมาย แต่กฎอัยการศึกยังประกาศใช้อยู่จนปัจจุบันใน ๓ จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารอย่างล้นเกินนะครับ แล้วก็เป็นกรณีที่มีการร้องเรียน มาโดยตลอด เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โน่น นี่ นั่น เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ท่านประธานครับ ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ช่วง ๒๐ ปีก่อนมีความพยายามในการที่จะออกแบบ กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา เพื่อที่จะทดแทนการใช้กฎอัยการศึก เพราะตอนนั้น มีการประเมินว่ากฎอัยการศึกเป็นยาแรง เป็นการให้อำนาจของกองทัพมากเกินไป ในขณะที่ กองทัพเอง ก็ไม่ได้มีขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ ที่มีความละเอียดซับซ้อน มีความเกี่ยวข้องกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และเจอ กับภัยคุกคามในแบบใหม่ที่กองทัพไม่เคยเจอ การใช้เครื่องมือแรงแบบนั้น ยาแรงแบบนั้น เป็นปัญหาตั้งแต่แรกเลยครับ ทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ในเวลาต่อมาถูกอุ้มหาย ท่านก็เป็นหนึ่งในแกนนำที่ลุกขึ้นมาล่ารายชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึก ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๗ เกือบ ๒๐ ปีที่แล้ว เป็นอย่างนี้ครับ กลางปี ๒๕๔๘ รัฐบาลทักษิณในเวลานั้น ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินขึ้นมา และประกาศใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘ วันที่ ๒๑ รัฐบาลทักษิณยกเลิกกฎอัยการศึก อันนี้คือเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งจริง ๆ ก็มีปัญหานะครับ แต่เจตนารมณ์ของรัฐบาลในช่วงนั้น คือลดระดับของการใช้ กฎเกณฑ์พิเศษในการยกเว้นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อรับมือกับปัญหา ความมั่นคง แต่การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ประกาศใช้อีกครั้งหนึ่งทั่วทั้งประเทศ และใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้จนกระทั่งถึงปัจจุบันครับท่านประธาน การยกเลิกนี่ไม่ใช่ว่ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง และฟังเสียงของประชาชนมา สะท้อนเสียง แล้วก็อยากจะพิจารณาใช้ เลือกใช้ คัดกรองการใช้มาตรการด้านความมั่นคง โดยมีสิทธิอำนาจอย่างเต็มที่ของรัฐบาล ไม่ใช่นะครับ กฎหมายนี้ต้องฟังกองทัพ ต้องฟังทหารครับ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราฟังคำแนะนำได้ เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลพลเรือนได้ครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ผูกเอาไว้ เพราะฉะนั้นนี่คือ โอกาสครับ โอกาสที่รัฐบาลพลเรือนจะได้มีอำนาจเต็มที่ มีความชอบธรรม ฟังเสียงของ ประชาชน และตอบสนองต่อเสียงของประชาชนได้ ของพวกนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการ คลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างสันติภาพในอนาคต เพราะฉะนั้นก็ขอร้องให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ แล้วเรามาหารือกันต่อในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ กันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน