เชตวัน เตือประโคน อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม แต่ตั้งข้อสังเกตถึงการมีอำนาจล้นของสภากลาโหมที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทกองทัพไม่ให้กลายเป็นรัฐอิสระและผลักดันร่างกฎหมายปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง หลังการดำเนินการล่าช้าแม้เคยมีคำสัญญาจากรัฐบาล
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคประชาชน จังหวัดปทุมธานี ตัวแทน ประชาชนชาวเทศบาลเมืองคูคต เทศบาลเมืองลำสามแก้ว และเทศบาลเมืองลาดสวายครับ ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมที่เพื่อน สมาชิกจากพรรคประชาชนของผมเป็นคนเสนอเข้ามานะครับ ท่านประธานครับ วาระที่ ๑ ในชั้นรับหลักการแบบนี้ ผมคงอภิปรายให้เห็นในภาพกว้างว่า ทำไมเราต้องเห็นด้วยกับร่าง กฎหมายฉบับนี้ ด้วยหัวข้อที่ผมตั้งไว้เป็นชื่อนะครับว่า ทลายรัฐอิสระในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ ผมขอเริ่มต้นด้วยการเชิญชวนเพื่อนสมาชิกฟัง Quote สำคัญ จากบทความที่ชื่อ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดังนี้ ในเมืองไทยนั้นรัฐธรรมนูญถูกฉีกบ่อยและฉีกได้ง่ายเสียยิ่งกว่าระเบียบสะตึ ๆ อะไรสักอย่าง ของกระทรวง ทบวง กรม นอกจากนี้ มีกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ อยู่มากมาย โดยเจ้าของระเบียบและผู้บังคับใช้ระเบียบไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรเลย ประโยคนี้ มาจากบทความที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ตีพิมพ์หลังเหตุการณ์รัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ รสช. ที่นำโดย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ไม่นานนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกำลังบอกกับเราว่า ต่อให้มี รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเราถือกันว่าเป็นกฎหมายสูงสุด ข้อบังคับ ระเบียบใด จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมิได้ แต่ที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญถูกฉีกได้อย่างง่ายดายครับ ง่ายเสียยิ่งกว่าพระราชบัญญัติ ง่ายเสียยิ่งกว่ากฎกระทรวงบางฉบับเสียอีกนะครับท่านประธาน สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างไม่เป็นลายลักษณ์อักษรนี้จะไม่ถูกแปรเปลี่ยน แม้ฉีกรัฐธรรมนูญไป มากมายขนาดไหนก็ตาม ก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญ นี่ละครับคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย และกองทัพก็เป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญในรัฐธรรมนูญ ฉบับวัฒนธรรมไทยนี้ด้วยครับ และ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มอำนาจ ให้กับทหารทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจ ก็เป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่น่าจะแก้ไข ยากกว่าการฉีกรัฐธรรมนูญเสียอีกนะครับ น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับท่านประธาน คำว่ารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยในที่นี้ไม่ได้เป็นความหมายที่ดีนะครับ นี่เป็นเรื่องที่ผิด หลักสากล เป็นสิ่งที่น่าจะเรียกว่าอวัฒนธรรมมากกว่า ท่านประธานครับ ที่ถูก ที่ต้อง ที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบอบไหนก็ตาม กองทัพควรมีอำนาจแต่น้อยนิดเท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่ากองทัพจะทำอะไร จะปฏิบัติการอะไร ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่นครับ ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อำนาจเป็นของกษัตริย์ ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของ นายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี หรือแม้แต่ระบอบเผด็จการที่อำนาจเป็นของผู้เผด็จการ ต้องเป็นอย่างนี้ครับ เป็นตามนี้ครับ เว้นแต่ว่าทหารจะเป็นผู้เผด็จการเสียเองนะ เขาถึงจะมี อำนาจสูงสุด กองทัพซึ่งเป็นคนถืออาวุธ ควรมีอำนาจแต่น้อย นี่คือหลักการสากลครับ แต่ทีนี้พอเรามาดู พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ เราก็พบว่า กองทัพโดยปฏิบัติการในนามของสิ่งที่เรียกว่าสภากลาโหมนั้น มีอำนาจล้นเกินครับท่านประธาน มีอำนาจล้นเกิน มีอำนาจสารพัด โดยสิ่งที่ระบุอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ อาจจะบอกว่ามีแค่ ๖ เรื่องสำคัญ ผมเปิดดูแล้วครับ ๖ เรื่องสำคัญในหน้านี้ ผมคงไม่ขอกล่าวซ้ำนะครับ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกท่านอื่นอาจจะพูดต่อไปว่ามีอะไรบ้าง เรื่องอะไรบ้าง เหมือนจะมีแค่ ๖ ข้อนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งหมดนี้ คำนิยาม คำจำกัดความว่าเกี่ยวกับด้านทหาร สามารถตีความ ได้กว้างมาก ๆ ตีความได้อย่างกว้างขวางมาก คือตกลงแล้วรัฐบาลไม่สามารถจะมีนโยบาย เกี่ยวกับเรื่องทหารได้หรือครับ ตกลงแล้วจะยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร จะเกณฑ์ทหาร เกณฑ์ไพร่พลไปช่วยรบที่ประเทศไหน รัฐบาลไม่สามารถตัดสินใจได้หรือครับ ตกลงแล้ว รัฐสภาของเราไม่สามารถถกเถียง เพื่อออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการทหารได้เลยหรือครับ ถ้าเป็นอย่างที่พูดมา การดำรงอยู่ของกองทัพในวันนี้คือรัฐอิสระครับ ผมพาไปดูความเป็นรัฐอิสระ ของกองทัพอีกเล็กน้อยก็ได้ครับ ใน พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ๒๕๕๑ มาตรา ๓๔ ระบุไว้ว่า ในความจำเป็นเพื่อการรบหรือการสงคราม การปราบปรามกบฏ หรือเมื่อให้ประกาศกฎอัยการศึก ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบของ สภากลาโหมมีอำนาจ บลา บลา บลา บลา มาตรา ๓๗ เพื่อป้องกันและรักษาผลประโยชน์ แห่งชาติ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม มีอำนาจ อนุมัติ บลา บลา บลา บลา มาตรา ๓๘ การใช้กำลังทหารในการปฏิบัติภารกิจเพื่อสันติภาพ ให้เป็นไปด้วยความเห็นชอบของสภากลาโหม บลา บลา บลา บลา โดยความเห็นชอบ ของสภากลาโหม โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม เต็มไปหมดเลยครับ คำถามคือ สูเป็นไผวะ ภาษาเขมรแถวบุรีรัมย์บ้านเกิดผม ถามว่ายือกะระนา Who are you ไม่ได้มีอะไรยึดโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะมีนโยบาย จะสั่งการอะไรที่ทำเหมือนกับหน่วยงานอื่น ๆ กรม กองอื่น ๆ ก็ทำไม่ได้ครับ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภากลาโหม อย่างนี้ไม่เรียกว่ารัฐอิสระ ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว ครับท่านประธาน จึงถูกแล้วที่ต้องลดอำนาจของสภากลาโหมให้เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาของ รัฐบาลเท่านั้น เป็นแค่สภาที่ปรึกษาของรัฐบาลเท่านั้นครับ นี่จึงจะเป็นไปตามหลักสากล ที่รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน นิดเดียว ย้อนกลับไปตอนที่มีการปรับคณะรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ คือ ท่านสุทิน คลังแสง ซึ่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านได้ไปต่อใน ครม. เศรษฐา ๒ ก็เพราะท่านจะ ดำเนินการเรื่องปฏิรูปกองทัพ โดยเฉพาะการเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหมนี่ละครับ แก้ไขฉบับนี้ละครับ และร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับธรรมนูญศาลทหาร ด้วยคำใหญ่คำโตตอนนั้นนะครับ ท่านบอกว่า เพื่อหยุดยั้งการรัฐประหาร เพื่อหยุดยั้ง การยึดอำนาจ แต่จากวันนั้นจนวันนี้ รอแล้วรอเล่า พี่นี่เฝ้าแต่รอครับ ร่าง พ.ร.บ. ของเราจ่อ อยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาเนิ่นนาน ก็ไม่มีร่างของ ครม. มาประกบเป็นคู่ครองเรา เสียที แล้วพอวันนี้เมื่อร่างของพวกเราเข้าสู่การพิจารณา ครม. ก็จะตั้งขบวนขันหมากทำท่า จะอุ้มเอากฎหมายนี้ไปศึกษาก่อนครับท่านประธาน เสียเวลาไปอีก ปฏิรูปกองทัพกี่โมงดีครับ เสียดายเวลาจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน