เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายเสริม ในการสนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ที่ถูกเสนอโดยเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้นแบบนี้ ครับท่านประธาน โดยการชวนท่านประธานลองจินตนาการดูครับ สมมุติว่าเรามีผู้บริหาร คนหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้ามากในการเปลี่ยนแปลงองค์กรหนึ่งให้ดีขึ้น แต่พอเขาถูก รับเลือกให้เข้าไปเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือว่า CEO ขององค์กรดังกล่าว เขากลับได้รับแจ้งครับว่า เขาสามารถตัดสินใจได้ในทุกเรื่องเลยครับ เต็มที่ ตามที่เขาเห็นสมควร ยกเว้นอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับนโยบายบริษัท ยกเว้นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงบประมาณบริษัท ยกเว้นอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับกฎบริษัท และยกเว้นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บริหารของแผนกต่าง ๆ ในบริษัท ต้องถามท่านประธานครับว่า หากเป็นเช่นนี้ ผู้บริหารดังกล่าวจะมีอำนาจอะไร เหลือบ้างครับ ในการพยายามจะขับเคลื่อนองค์กรให้ดีขึ้นตามแนวทางที่เขาได้วางไว้ หรือถ้าถามอีกแบบหนึ่งครับ ผู้บริหารดังกล่าวยังจะสามารถถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้บริหารสูงสุด ขององค์กรดังกล่าวหรือไม่ แต่ท่านประธานครับ เรื่องสมมุติที่น่าหดหู่ที่ผมเล่าให้ ท่านประธานฟังเมื่อสักครู่นี้ มันเป็นเรื่องจริงครับ สำหรับผู้บริหารในตำแหน่งที่มีชื่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หากเราย้อนไปเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๖ ผมเชื่อว่า สังคมบางส่วนที่อยากจะเห็นการปฏิรูปกองทัพให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ก็คงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยครับ ที่มีการแต่งตั้งพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งมาดำรงตำแหน่ง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากไม่นับ กรณีที่นายกรัฐมนตรีนั้น อาจจะควบตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วยตนเอง แต่สิ่งที่สังคมบางส่วนอาจจะยังไม่ได้รับรู้มาก่อน นั่นก็คือไม่ว่ารัฐมนตรีจะชื่อว่า อะไร ไม่ว่ารัฐมนตรีจะมาจากพรรคไหน มีแนวคิดแบบไหน แต่โซ่ตรวนที่กำลังมัดมือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทุกคนไว้ ก็คือมาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม ที่เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนเลยครับว่า อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับนโยบาย การทหาร เกี่ยวกับงบประมาณด้านการทหาร เกี่ยวกับร่างกฎหมายด้านการทหาร ล้วนเป็น สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตัดสินใจเองไม่ได้ แต่ต้องดำเนินการตามมติของ สภากลาโหม ซึ่งสภากลาโหมที่ว่านี้ ก็มีสมาชิกอยู่ประมาณ ๒๐-๓๐ คน โดย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้าราชการทหารเป็นหลัก ดังนั้น ท่านประธานครับ หากจะสรุปให้เห็นภาพ ตราบใด ที่มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. ระเบียบราชการกลาโหมยังเขียนไว้แบบนี้ ตราบใดที่สภากลาโหม ยังคงมีอำนาจเหนือรัฐมนตรีในแทบจะทุกเรื่องแบบนี้ ก็ยากมากครับ ที่เราจะได้เห็น การปฏิรูปกองทัพตามแนวทางที่ประชาชนคาดหวัง และลงคะแนนเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้ง หากแนวทางดังกล่าวดันเป็นแนวทางที่ข้าราชการทหารในสภากลาโหมนั้นไม่เห็นด้วย ถ้าอยากจะเห็นภาพให้ชัดไปกว่านี้ในเชิงปฏิบัติ ผมอยากจะชวนท่านประธานลองไปดู ตัวอย่าง อย่างเช่น เรื่องของการเกณฑ์ทหาร หากสมมุติรัฐมนตรีมี Idea ที่อยากจะลด จำนวนกำลังพลที่กองทัพขอในแต่ละปี ให้ลดได้เร็วกว่าเพียงแค่ ๙ เปอร์เซ็นต์ ที่เราเห็นกัน จากปี ๒๕๖๖ มาถึง ๒๕๖๗ หรือหากรัฐมนตรีต้องการจะเปลี่ยน มี Idea อยากจะเปลี่ยน ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่งของนายพล มาเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้กับ พลทหาร ในส่วนของสิทธิรักษาพยาบาลให้กับครอบครัวของเขา หรือหากรัฐมนตรีมี Idea ว่า อยากจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องความรุนแรงในค่ายมากขึ้น โดยการสนับสนุนกลไกการร้องทุกข์ ร้องเรียนที่เป็นอิสระจากสายผู้บังคับบัญชาในกองทัพ รัฐมนตรีก็ต้องกังวลครับว่าจะทำเรื่อง เหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน หากสภากลาโหมไม่เห็นชอบ เพราะมันอาจจะไปขัดกับมาตรา ๔๓ (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) เป็นต้น หรือเช่นกันครับ หากรัฐมนตรีมี Idea ต้องการจะเสนอร่าง กฎหมายเพื่อยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารในยามปกติออกจากระบบ ก็ต้องมากังวลครับ ว่าจะทำได้แค่ไหน หากสภากลาโหมไม่เห็นชอบ เพราะอาจจะไปขัดกับมาตรา ๔๓ (๕) มันเลยเป็นเรื่องน่าเสียดายครับท่านประธาน ที่จำเป็นต้องชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ ว่าในเมื่อ ทางรัฐมนตรีเองก็อาจจะมีข้อจำกัดในการเสนอร่างกฎหมายการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ในกรณีที่สภากลาโหมอาจจะไม่เห็นด้วย แต่พอผมและเพื่อน ๆ สมาชิก ณ วันนั้น เป็นพรรคก้าวไกล เราเสนอร่างกฎหมายการยกเลิกการเกณฑ์ทหารเข้าไป โดยที่ท่าน รัฐมนตรีนั้นไม่ต้องเป็นคนเสนอเอง แล้วพอร่างกฎหมายดังกล่าวถูกวินิจฉัยว่าเป็นร่างการเงิน ผมกลับได้รับแจ้งเมื่อสัปดาห์ก่อนวันที่ ๒๐ สิงหาคม ว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ณ เวลานั้นยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ กลับเซ็นไม่รับรองให้ร่างดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ก็เพียงได้แต่หวังครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารนั้น จะไม่เดินตามรอยท่านเศรษฐาในประเด็นนี้ ดังนั้นครับท่านประธาน หากเราต้องการให้ แนวทางการปฏิรูปกองทัพถูกกำหนดโดยประชาชนทุกคน ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยทหาร ฝ่ายเดียว หากเราต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นตัวแทนของประชาชน ในการเข้าไปปฏิรูปกองทัพ ไม่ได้เป็นโฆษกของกองทัพ กุญแจดอกแรกที่สำคัญ คือการแก้ มาตรา ๔๓ เพื่อปรับอำนาจและที่มาของสภากลาโหมตามที่ร่างกฎหมายนี้ได้เสนอไว้ นั่นก็คือ การปรับอำนาจของสภากลาโหมครับ เปลี่ยนจากสภาที่มัดมือรัฐมนตรีมาเป็นสภาที่ให้ คำปรึกษากับรัฐมนตรี แล้วก็ปรับในส่วนของที่มา จากสภาที่ปัจจุบันมีแต่ข้าราชการทหาร เป็นหลัก มาเป็นสภาที่ทหารและพลเรือนนั้นทำงานร่วมกันอย่างสมดุลมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ครับ ก็ต้องยืนยันว่าไม่ได้เป็นการแก้อะไรที่สุดโต่ง หรือว่าน่ากลัว ในมุมหนึ่งแนวทางนี้ ก็เป็นเพียงการยืนยันหลักการว่ากองทัพนั้น ควรจะอยู่ภายใต้รัฐบาล พลเรือน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานมากของสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจ สูงสุดเป็นของประชาชน แล้วก็เป็นการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการกองทัพให้สอดคล้อง กับแนวปฏิบัติสากล แม้กระทั่งในประเทศที่มีกองทัพที่เข้มแข็งที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งครับ แนวทางนี้ก็เป็นเพียงการปรับโครงสร้างของกระทรวงกลาโหม ให้สอดคล้องกับกระทรวงอื่น ๆ มากขึ้น แน่นอนครับ อาจจะมีการตั้งสภา หรือคณะกรรมการ เฉพาะทางที่มาให้คำแนะนำและคำปรึกษารัฐมนตรีได้ แต่โครงสร้างดังกล่าวจะต้องไม่ขัด กับหลักการสำคัญที่ว่า คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ก็ควรจะเป็นรัฐมนตรีที่เป็นส่วนหนึ่ง ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องรับผิดรับชอบกับพี่น้องประชาชน หากย้อนไปช่วง เลือกตั้งครับท่านประธาน ทางผมและพรรคก้าวไกล เราก็ทราบดีว่ากฎหมายนี้เป็นกุญแจ ดอกแรกที่สำคัญในการปฏิรูปกองทัพ เราจึงได้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ความจริงตั้งแต่ก่อน เลือกตั้งครับ แล้วก็ได้ยื่นกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาเป็นฉบับแรก ๆ ทันทีที่สภาเปิดทำการ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๖ โดยที่ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำครับ ว่าพรรคไหนจะเป็นฝ่ายค้าน พรรคไหนจะเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนถัดไปจะชื่อว่าอะไร หรือว่า มาจากพรรคไหน พอเดินทางมาถึงวันนี้ผ่านมาประมาณ ๑ ปี ทางผมและพรรคประชาชน เราก็ทราบดีเช่นกันว่า พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ มันมีกลไกป้องกันตัวเองที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่ง แล้วที่เราต้องต่อสู้ให้เป็น ผมเข้าใจครับว่า วันนี้ทางเพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลอาจจะโหวตให้คณะรัฐมนตรีนั้นนำร่างดังกล่าวออกไป ศึกษาอีกไม่เกิน ๖๐ วัน ด้วยความหวังครับว่า ครม. นั้น จะมีร่างมาประกบกลับเข้ามาสู่ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ แต่ด้วยความเคารพครับ มันยากที่จะเชื่อนะครับว่า ร่างของ ครม. ที่จะถูกเสนอกลับเข้ามาในสภาแห่งนี้ จะมีเนื้อหาที่พร้อมจะยืนยันหลักการให้กองทัพนั้น อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน เพราะอย่าลืมนะครับว่า ร่างกฎหมายที่รัฐมนตรี และ ครม. เสนอนั้น ก็อาจจะถูกมาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมนี่ละครับ ดึงให้ต้อง ไปผ่านมติสภากลาโหมก่อนถึงจะมีมติ ครม. รับรองให้เสนอกลับมาที่สภาแห่งนี้ได้ ดังนั้น ผมทิ้งท้ายแบบนี้ ด้วยการสื่อสารผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลว่า ถ้าท่านอยากจะยืนยันให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง ท่านอย่าไปคาดหวัง กับร่างของ ครม. ที่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องถูกแทรกแซง ถูกกลั่นกรองโดยสภากลาโหม แต่ทางออกของเราทุกคนในการก้าวข้ามกับดักที่มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหมได้วางเอาไว้ คือการโหวตให้กับร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม ที่ถูกเสนอโดยเพื่อนสมาชิก หรือว่า สส. ในสภาแห่งนี้ รวมถึงร่างของ สส. พรรคประชาชน เพื่อปลดล็อกให้คุณสุทิน หรือว่าใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมคนใหม่ สามารถเดินหน้าปฏิรูปกองทัพตามแนวทางที่ประชาชนต้องการ และคาดหวังได้อย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน