วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการให้กองทัพดำเนินงานตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องรับผิดชอบต่อประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ปรับบทบาทกองทัพให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือน ลดอำนาจการแต่งตั้งของกองทัพ คืนอำนาจดังกล่าวให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้ออาวุธเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายในวันนี้ก็คือว่า ผมอยากให้ท่านประธานทราบถึง หน้าที่สำคัญของพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเสียก่อน หน้าที่สำคัญ ของกฎหมายฉบับนี้ ก็คือการทำให้การบริหารราชการของกระทรวงกลาโหมและกองทัพ เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอยู่ ๒ ข้อ ในมาตรา ๖ ที่น่าสนใจมาก ๆ
โดยข้อที่ ๑ ก็คือเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งในนั้นจะหมายรวมถึง ความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และต้องตระหนักว่าประชาชนในฐานะที่เป็น เจ้าของเงินภาษี เป็นเจ้าของอธิปไตยของประเทศ เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงานของ กองทัพ ที่กองทัพจะต้องคอยอธิบาย ชี้แจง รับฟังความคิดเห็น และปรับปรุงระบบระเบียบ วิธีปฏิบัติราชการอย่างต่อเนื่อง เรียกง่าย ๆ ก็คือว่าต้องเกรงอกเกรงใจประชาชนนั่นเอง
อีกข้อหนึ่งที่สำคัญครับ ผมใช้เวลาอย่างจำกัด คือข้อที่ ๕ ก็คือการปรับปรุง ภารกิจของกองทัพให้ทันต่อสถานการณ์ สามารถรองรับกับบริบทความมั่นคงของโลกยุคใหม่ได้ สามารถที่จะรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที แต่ที่ผ่านมาครับ น่าเสียใจอย่างมาก ที่การแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีแต่ที่จะคิดลิดรอนอำนาจ ของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากพี่น้องประชาชน เพื่อสถาปนาให้กองทัพอยู่ในสถานะรัฐซ้อนรัฐ เรื่อยมา เป็นกฎหมายที่ทำให้กองทัพสามารถซ่องสุมกำลังพล สร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ของตนเอง และพร้อมที่จะก่อการรัฐประหารโดยทันที หากเกิดความไม่พึงพอใจต่อรัฐบาล พลเรือน แต่เดิมครับท่านประธาน สภากลาโหมมีหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา คอยให้ข้อเสนอแนะ แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมขอเล่าประวัติศาสตร์สักนิดหนึ่ง จนมาถึงปี ๒๕๒๘ ในยุคของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นจุดเริ่มต้นครับ ที่กองทัพได้ใช้ กฎหมายฉบับนี้ในการสถาปนาอำนาจให้กับสภากลาโหม ยึดกุมอำนาจของรัฐบาลพลเรือน โดยนโยบายทางการทหาร การจัดสรรงบประมาณของกองทัพ การวางโครงสร้างและระบบ การบังคับบัญชาภายในกระทรวงกลาโหม และร่างกฎหมายทางการทหารต่าง ๆ ทั้งหมด ต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถูกลิดรอนอำนาจไป ๑ คำรบแล้ว ซ้ำร้ายไปกว่านั้นครับ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ หลังจากรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ในยุค ของนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ยังมีการเกิดขึ้นของมาตรา ๒๕ อีกนะครับ ที่การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลทั้งหมดอยู่ในเงื้อมมือของกองทัพ โดยที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้แต่มองตาปริบ ๆ แล้วก็เซ็นชื่อตามครับ ตามที่เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ของกองทัพเสนอชื่อเข้ามา เพื่อสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น โดยคณะกรรมการแต่งตั้งนายทหารระดับนายพล ประกอบด้วยอะไรบ้างครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ. สูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. รวมแล้ว ๗ ท่าน โหวตอย่างไรครับ รัฐบาลที่มาจากประชาชนก็แพ้อยู่ที่ ๒ ต่อ ๕ ทางเดียว ที่รัฐบาลพลเรือนจะมีอำนาจในการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล มีแค่ทางเดียวครับ และเป็น ทางเดียวที่นายกรัฐมนตรีต้องทำเรื่องที่พิลึกพิลั่นครับ ด้วยการแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหมถึง ๕ คน เรียกได้ว่ารองนายกรัฐมนตรีทุกคนต้องควบรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมทั้งหมด หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบางคนต้องควบรัฐมนตรี ช่วยว่าการด้วย แต่ถ้าทำอย่างนั้นครับ ถ้า ครม. ออกมาในรูปแบบหน้าตาอย่างนั้น ผมเกรงว่า กองทัพก็จะทำรัฐประหารเสียก่อนทันที การที่จะทำให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน จำเป็นต้องแก้ไขมาตรา ๒๕ ให้การแต่งตั้ง นายทหารชั้นนายพลอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกครั้งหนึ่ง โดยมี หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกด้วยระบบคุณธรรมกำกับ เพื่อความเป็นธรรมต่อกองทัพ และในมาตรา ๓๐ เรื่องของการกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนปฏิบัติเกี่ยวกับ การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็ควรจะมีการปรับปรุงให้มีความโปร่งใส มีการพิจารณาถึง นโยบายชดเชย หรือ Offset Policy ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งเสริม อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ การจ้างงานภายในประเทศ และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น แก่พลเรือนร่วมด้วย ซึ่งก็จะทำให้กองทัพได้พัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันประเทศให้สอดรับ กับภัยคุกคามของโลกยุคใหม่ และยังช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและกองทัพ ได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้นอีกด้วย ท่านประธานครับ อีกมาตราที่สำคัญและควรได้รับการแก้ไข อย่างยิ่งก็คือ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ ว่าด้วยบทบาทหน้าที่ของสภากลาโหม ปัจจุบัน สภากลาโหมมีจำนวนสมาชิกมากถึง ๒๔ คน ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วยว่าการ และนายทหารระดับสูงอีก ๒๒ คน แถมผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ คนนะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะต้องแต่งตั้งตามมติของสภากลาโหมอีกด้วยครับ จะแต่งตั้งตามใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือตามมติ ครม. ก็ไม่ได้ ผมยืนยัน ครับว่า สภากลาโหมในบริบทของความมั่นคงในโลกยุคใหม่ ต้องมีองค์คณะที่เล็กลงกว่านี้ ต้องมีความกระชับ และมีประสิทธิภาพทันท่วงที รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วก็ ผบ. เหล่าทัพ รวมทั้ง ผบ. สูงสุด ก็อาจจะเพียงพอแล้ว และอาจจะเพิ่มเติมผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่งตั้ง ไม่ใช่ตามมติของสภากลาโหมนะครับ ต้องตามมติของคณะรัฐมนตรี และมีหน้าที่ ให้คำปรึกษา ให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่เป็นองค์คณะที่คอยรุมชี้ รุมสั่งการ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องทำตามคำสั่งอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ การขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจำเป็นต้องมีการเมืองที่มีเสถียรภาพครับ ท่านประธาน และการเมืองที่มีเสถียรภาพ ประเทศชาติต้องปลอดจากการทำรัฐประหาร การแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายที่สำคัญ ในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่กองทัพอยู่ภายใต้อำนาจของ รัฐบาลพลเรือน ที่มาจากพี่น้องประชาชน สมาชิกในสภาแห่งนี้ส่วนใหญ่รับรู้ถึงความบอบช้ำ จากการทำรัฐประหารดีอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนปัจจุบัน คือ คุณสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เป็นพลเรือน และเคยถูก คสช. เรียกให้ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ที่ ๕/๒๕๕๗ โดยในครั้งนั้นคุณสุทินอยู่ในลำดับที่ ๑๒ คุณสุทินรู้ดีกว่าใครว่าความบอบช้ำจากการทำรัฐประหารเป็นอย่างไร ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนพ้องน้องพี่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะรับหลักการในการแก้ไขพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฉบับนี้ร่วมกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน