ขัตติยา จี้แก้กฎหมายล้มละลาย ระบุโทษผู้ทุจริตต่ำเกินไป

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๗

ขัตติยา สวัสดิผล หารือประเด็นการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูฐานะ โดยเสนอให้ขยายเพดานหนี้และเพิ่มกระบวนการฟื้นฟูสำหรับบุคคลทั่วไปและ SMEs พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่าอาจนำไปสู่การใช้กระบวนการล้มละลายโดยเจตนา จึงเรียกร้องให้มีการจัดระบบคัดกรองลูกหนี้เพื่อตรวจสอบเจตนาและความสามารถในการชำระหนี้ก่อนยื่นขอฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้ ขัตติยา สวัสดิผล ยังหารือปัญหาการบังคับใช้กฎหมายล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่โทษผู้ทุจริตต่ำเกินไป และเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอร่วมอภิปรายเพื่อให้ความเห็นต่อการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย ท่านประธานคะ ระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการหมุนเวียนของหนี้ หนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แล้วก็การเติบโตของภาคการผลิตนะคะ เพราะหนี้คือกลไกที่จะช่วยให้ผู้ผลิต หรือว่าผู้ประกอบการนั้น มีต้นทุนที่เพียงพอสำหรับ การลงทุนเพื่อที่จะผลิตสินค้า แล้วก็ขยายธุรกิจของตัวเองค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม หนี้ในระบบ ทุนนิยมมันก็ไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ดิฉันได้กล่าวมาสักเท่าไร เพราะว่าเรามีหนี้ที่ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เรามีหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ น้อยกว่าเงินต้นรวมดอกเบี้ย หรือเรามีหนี้ ที่ลูกหนี้ไม่สามารถที่จะชำระได้ ซึ่งเราเรียกหนี้ประเภทเหล่านี้ว่า หนี้เสียค่ะ และหนี้เสียนี้ ก็เป็นปัญหาที่ร้ายแรงอย่างหนึ่งต่อระบบเศรษฐกิจ แล้วก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งลูกหนี้ ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ แล้วก็ส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้ที่ต้องสูญเสียเงินไป ทำให้ลูกหนี้ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องเอาตัวรอดด้วยการไปกู้หนี้ยืมสินจากนอกระบบนะคะ เกิดเป็นวงจร ปัญหาอย่างไม่รู้จักจบสิ้นค่ะ ท่านประธานคะ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ หรือราว ๑๖.๙ ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ ที่เกิดจากบัตรเครดิต แล้วก็สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึง Leasing ด้วยนะคะ และเมื่อเรา พิจารณาถึงสถานการณ์ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย จากงานวิจัยของสำนักงานส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่าภาระหนี้สินของ SMEs สูงขึ้นต่อเนื่องถึงร้อยละ ๖๓.๙ จากปัญหาที่รายได้น้อยกว่ารายจ่าย ดอกเบี้ยสูง ซึ่งนี่เป็นปัญหาสำคัญต่อการเข้าถึง สินเชื่อของ SMEs สร้างภาระต้นทุนทางการเงิน ซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจนั้นยัง ไม่กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย ฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียม หรือเราเรียกการฟื้นตัวแบบนี้ว่า K-Shaped Recovery เพราะเมื่อเรา มองดูกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศที่อยู่ขีดบนของ K-Shaped Recovery จะเห็นได้ว่า มีการปรับตัวแล้วก็มีการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่ในขีดล่างของ K-Shaped Recovery เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหลายปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปัญหา สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐนะคะ มาจนถึงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ ท่านประธานคะ วัตถุประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติล้มละลายที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ในวันนี้นะคะ ที่ผ่านมาค่ะ เราได้มีการกำหนดหนี้แน่นอนขั้นต่ำ ๑๐ ล้านบาท เพราะต้องการให้ ความช่วยเหลือในการเข้าถึงการฟื้นฟูกิจการของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ว่า หากเกิดการล้มละลาย จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่อีกทางหนึ่งค่ะ มันก็เป็นการกีดกัน การเข้าถึงการฟื้นฟูกิจการของผู้ประกอบกิจการรายเล็ก และนี่คือความสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยความที่เราเห็นความสำคัญในประเด็นนี้ค่ะ และมุ่งหวังที่จะให้ ผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถที่จะเข้าถึงการฟื้นฟูกิจการได้ โดยสะดวก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสู่การล้มละลาย นี่จะเป็นการให้ความช่วยเหลือ ลูกหนี้และเป็นการคุ้มครองเจ้าหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้ได้รับความคุ้มครองตาม กระบวนการยุติธรรมให้ดีที่สุด อีกทั้งเป็นการมอบโอกาสให้กับลูกหนี้ในการที่จะดำเนิน กิจการได้อย่างต่อเนื่อง ตามแผนที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สิ่งนี้ถือว่าจะเป็นการสร้าง บรรทัดฐานใหม่ในการสร้างองค์ความรู้ทางการเงิน แล้วก็เป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้กับ ผู้ประกอบการในไทยด้วย ท่านประธานคะ และสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ คือร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ จะเป็นการแก้ไขเพื่อให้สอดรับกับตลาดในปัจจุบัน ที่ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มขยายตัว เพิ่มมากขึ้น ภาครัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นตาข่ายทางสังคม ไม่ให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้น ล้มเหลวได้ง่าย

หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของร่างพระราชบัญญัตินี้ ก็คือการแก้ไขปัญหา หนี้ค่ะ การที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นนะคะว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนขณะนี้สูงถึง ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ดังนั้น การเสนอทางให้ธุรกิจขนาดย่อมและบุคคลธรรมดา สามารถเข้าขอฟื้นฟูกิจการได้ จะช่วยบรรเทาสถานการณ์หนี้ในภาพรวมให้ลดลงได้ ช่วยให้ ลูกหนี้มีแนวทางในการชำระหนี้ได้มากขึ้น เป็นการลดหนี้เสียลง และช่วยให้ลูกหนี้สามารถที่จะตั้ง ตัวใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การลดเพดานหนี้แน่นอนลงให้เหลือ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑ ล้านบาท สำหรับลูกหนี้บุคคลทั่วไป ในการยื่นขอฟื้นฟูฐานะ ๑ ล้าน ถึง ๕๐ ล้านบาท สำหรับลูกหนี้บุคคลธรรมดา และ ๒ ล้าน ถึง ๕๐ ล้านบาท สำหรับ ลูกหนี้ SMEs ในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการนั้น แม้ว่าจะเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบกิจการรายย่อย ได้เข้าถึงการคุ้มครองทางกฎหมายได้มากขึ้น ดังที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว แต่ดิฉันก็ยังมี ข้อกังวล ยกตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติแล้วแนวทางตามร่างพระราชบัญญัตินี้จะเป็นไปตาม วัตถุประสงค์หรือไม่ เนื่องจากว่าการเพิ่มกระบวนการเพื่อให้บุคคลธรรมดานั้นสามารถ แก้ปัญหาหนี้สินของตนได้ โดยการใช้กระบวนการล้มละลาย อาจไม่ใช่วัตถุประสงค์ของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่เน้นการฟื้นฟูกิจการมากกว่าการแก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคล ซึ่งทั้งหนี้ ส่วนบุคคลและหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย เรายังมีช่องทางในการที่จะปรับโครงสร้างหนี้ อยู่แล้ว การให้มีกระบวนการฟื้นฟูได้ง่ายอาจนำไปสู่การยื่นขอฟื้นฟู โดยมีเจตนาแอบแฝง อันการมุ่งสู่การล้มละลายโดยลูกหนี้ที่ไม่สุจริตค่ะ ซึ่งนอกจากจะทำให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จากการไม่ได้รับชำระหนี้ตามสมควรแล้ว อาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับทางศาลล้มละลาย ที่อาจจะมีคดีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากฝากไว้พิจารณาในวาระต่อไป นั่นก็คือการหา มาตรการในการที่จะคัดกรองลูกหนี้ที่มาขอฟื้นฟูกิจการ หรือว่าฟื้นฟูฐานะว่าเป็นลูกหนี้ที่มี เจตนาที่จะขอฟื้นฟู เพื่อให้ตัวเองนั้นได้ชำระหนี้ได้จริงหรือไม่ เช่น อาจจะมีการจัด Rating ตัดคะแนนนะคะ เพื่อให้ง่ายต่อการคัดกรองแล้วก็เพื่อให้มีประสิทธิภาพค่ะ

ปัญหาอีกประการหนึ่ง ในการบังคับใช้กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการล้มละลาย ที่อยู่ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งได้มีบทกำหนดโทษทางอาญาไว้ แต่การ กำหนดโทษดังกล่าวนั้นยังถือว่าเป็นอัตราโทษสำหรับผู้ทุจริตที่น้อย เมื่อเทียบกับความ สูญเสียของเจ้าหนี้ที่อาจเกิดขึ้น ลูกหนี้จึงอาจใช้ช่องทางนี้เพื่อให้ตนเองนั้นหลุดพ้นจาก หนี้สินด้วยการเป็นบุคคลล้มละลาย แล้วก็ไม่มีผลผูกมัดที่จะเอาผิดทางอาญาได้ให้สมกับ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ท่านประธานคะ การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะ ช่วยแก้ไขปัญหาความซบเซาของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน แล้วก็ สถานะของหนี้ที่หมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพ อันจะเป็นตัวชี้วัดความเข้มแข็งของระบบ เศรษฐกิจในภาพรวม ดิฉันหวังว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้จะเป็นบันไดสำคัญที่ทำให้ปัญหาหนี้ ที่คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่นั้น ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อให้คนไทยและ เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นกำลังและแข็งแรงอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะ