จุลพงศ์ อยู่เกษ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายล้มละลายฉบับปรับปรุง โดยเน้นความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาและกิจการขนาดย่อมได้รับการฟื้นฟูกิจการ พร้อมเรียกร้องไม่ให้เลื่อนการพิจารณาด้วยข้ออ้างความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากกรอบการฟื้นฟูกิจการมีอยู่แล้วกว่า 20 ปี และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับระบบยุติธรรม
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ โดยพื้นฐานแล้วกฎหมายล้มละลาย เป็นเรื่องของกฎหมายเศรษฐศาสตร์ และการเงินไปพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นในมุมมองเวลาพิจารณากฎหมายล้มละลาย เราไม่สามารถจะมองได้แต่ข้อกฎหมายอย่างเดียวนะครับ ผมขอเล่าให้ท่านประธานฟัง เล็กน้อย ช่วงปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๓ ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่สิงคโปร์ และช่วงนั้น ประเทศไทยมีวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมเดินทางมาประเทศไทยเดือนหนึ่ง ๓-๔ ครั้ง เพื่อมา แก้ปัญหาให้กับลูกหนี้ในยุคนั้น ขณะนั้นการฟื้นฟูกิจการ หรือในสหรัฐเรียกว่า Chapter 11 ได้มีการพูดถึงเป็นอย่างมาก IMF ได้พยายามกดดันรัฐบาลไทยขณะนั้นให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ล้มละลาย เพื่อให้มีการฟื้นฟูกิจการนะครับ ที่ผมเรียนมาทั้งหมด ในที่สุดแล้วก็มีการแก้ไข พ.ร.บ. ล้มละลาย เรื่องการฟื้นฟูกิจการมา ๒๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นการฟื้นฟูกิจการไม่ใช่ เรื่องใหม่ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กระทรวงยุติธรรมหรือศาล เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด ร่าง พ.ร.บ. ๒ ฉบับ ที่เรากำลังแก้ไขอยู่นี่นะครับ มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพียง ๓ หมวด คือหมวด ๓.๒ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็น กิจการขนาดย่อม ซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้วนะครับ แต่ใช้คำว่า วิสาหกิจขนาดย่อม หมวด ๒ ที่แก้ไข คือหมวด ๓/๓ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัด หมวด ๓.๔ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟู กิจการของลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลธรรมดา ๒ หมวดสุดท้ายนี้มันมีใน Chapter 11 ในสหรัฐ ที่เราไปก๊อบปี้เขามาในหลักเกณฑ์เรื่องการฟื้นฟูกิจการมานานครับ แต่ว่าประเทศไทยเรา ไม่มีการฟื้นฟูกิจการบุคคลธรรมดานะครับ ผมจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ ว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราควรเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดามีการฟื้นฟูกิจการได้ ขณะนี้ ท่านสมาชิกบางท่านก็อภิปรายไปแล้วว่า หนี้ครัวเรือนสูงถึง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ของ GDP เราอย่าสับสนนะครับว่า การล้มละลายกับการฟื้นฟูกิจการนี้เป็นคนละเรื่องนะครับ จริง ๆ เป็นคนละเรื่องกันเลย การล้มละลายวัตถุประสงค์ก็เพื่อนำทรัพย์สินของลูกหนี้มา แบ่งปัน ระหว่างเจ้าหนี้ตามสัดส่วนของหนี้ แต่การฟื้นฟูกิจการชื่อก็บอกแล้วครับ เป็นการ ฟื้นฟูสภาวะของลูกหนี้ให้สามารถกลับมาเป็นดังเดิมได้นะครับ ผมเองไม่ขอลงไปในเทคนิค กฎหมายหรอกครับ เพราะมีหลายจุดจริง ซึ่งสามารถจะไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการได้ ดังนั้น ผมสนับสนุนให้มีการรับหลักการไปก่อนนะครับ เพราะเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัด หรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา ผมเรียนซ้ำอีกครั้งนะครับ การฟื้นฟูกิจการไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเจ้าพนักงานผู้พิทักษ์ ทรัพย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่สำหรับกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ของศาล ผมจึงไม่เห็น เหตุผลอะไรครับ ที่ได้ยินแว่ว ๆ ว่าจะมีการอุ้มร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ไปพิจารณาก่อน ไปพิจารณาเรื่องอะไรครับ จะไปพิจารณาความพร้อมของเจ้าหน้าที่ แต่การฟื้นฟูกิจการ ในประเทศไทยนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ ทำมา ๒๐ กว่าปีแล้ว จะไปพิจารณาเรื่องข้อกฎหมาย ก็สามารถไปแก้ในชั้นกรรมาธิการได้นี่ครับ แล้วผมเห็นแล้วเป็นการแก้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะการกำหนดเรื่องห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือการเป็นนิติบุคคล หรือความเป็นบุคคลในการขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหลักกฎหมายแล้วคนที่จะถูกฟ้องหรือไปฟ้องเขา ต้องเป็นบุคคล คือเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล นิติบุคคลมี ๕ ประเภท คือห้างหุ้นส่วนสามัญ จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และมูลนิธิ ขาดตกบกพร่องอย่างไร ในร่างพระราชบัญญัตินี้เราไปแก้ในวาระที่ ๒ ได้ครับ อย่าเอาเทคนิคกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ มาเป็นปัญหาถึงขนาดว่า เราต้องการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนล่าช้าไป ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ การล้มละลายกับการฟื้นฟูกิจการนี้เป็นคนละเรื่องกันเลยนะครับ การฟื้นฟูกิจการนี้คือการดึงคนที่กำลังดำน้ำขึ้นมาให้สามารถลุกขึ้นเดินต่อไปได้ครับ แล้วเรา จะรออะไรละครับ ผมยิ่งมีความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งนะครับ ที่ได้ข่าวว่าจะมีการอุ้มร่าง ๒ ฉบับนี้ไปพิจารณาก่อน ผมอยากจะฟังความเห็นจริง ๆ ครับ เหตุผลว่าอุ้มไปทำไมครับ ผมขอย้ำ อีกทีเป็นครั้งที่ ๓ จะบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่พร้อม กระทรวงยุติธรรมไม่พร้อม ศาลไม่พร้อม ไม่ใช่ครับ เพราะมันเป็นเรื่องหลักเกณฑ์มาตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว มีการฟื้นฟูกิจการมาเยอะแยะไปหมดแล้ว ที่ขาดคือการฟื้นฟูกิจการบุคคลธรรมดา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เราไปลอก Chapter 11 ของสหรัฐอเมริกาเข้ามา แต่เราเลือกเฉพาะบางเรื่องผมเข้าใจ เพราะขณะนั้นส่วนใหญ่ลูกหนี้ เป็นบริษัทขนาดใหญ่ เป็นธนาคาร เป็นบริษัทข้ามชาติ แต่ ๒๐ ปีผ่านมา ขณะนี้ปัญหาคือ คนรากหญ้าครับ ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา ลูกหนี้ตอนนี้ไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ ลูกหนี้ตอนนี้ ไม่ใช่ธนาคาร ลูกหนี้ตอนนี้ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่อย่างนั้นหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยไม่สูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ครับ ขอย้ำอีกครั้งนะครับ ขอความกรุณารับหลักการไปก่อนแล้วเราไปแก้เทคนิคปัญหาทีหลังทางกฎหมายได้ แก้คำบางคำได้ แก้ขั้นตอนได้ สนับสนุนช่วยเหลือดึงคนรากหญ้าขึ้นมา ดึงบุคคลธรรมดาขึ้นมาจากการที่จะ จมน้ำในขณะนี้ ขอบคุณครับ