จาตุรนต์ ฉายแสง หารือกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวถ้อยคำไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ ซึ่งสะท้อนปัญหาอคติ ความไม่เป็นกลาง และการใช้อำนาจเกินขอบเขต พร้อมเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและตรวจสอบบทบาทของตุลาการที่เข้ามาแทรกการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญัติอย่างไม่เหมาะสม เพื่อฟื้นฟูหลักการประชาธิปไตยและผลักดันให้สภาเป็นแกนนำในการปฏิรูปผ่านกระบวนการประชามติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ท่านสมาชิก ๒ ท่าน จาก ๒ พรรคการเมือง ได้เสนอญัตติต่อท่านประธานเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ซึ่งเปึนเรื่องที่เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปกล่าวถ้อยคำในที่สาธารณะ ในเวทีสาธารณะ และเปึนข้อความที่ ท่านผู้เสนอเห็นว่าไม่เหมาะสม เปึนการพูดที่แสดงถึงความมีอคติ เย้ยหยัน และไม่เปึนกลาง นำไปสู่เรื่องที่จะเกี่ยวกับความเหมาะสมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งในทางตุลาการ ท่านผู้อภิปรายยังได้พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวโยงไปถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญและการที่จะต้องแก้ รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมฟังผู้เสนอญัตติและฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกแล้ว ก็ต้องตอบคำถามก่อนว่า เรื่องที่พิจารณากันนี้สภาผู้แทนราษฎรเราจะเกี่ยวข้องตรงไหน ท่านผู้เสนอญัตติก็เสนอและผู้อภิปรายก็เสนอว่า ส่งเรื่องไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้อง เสนอไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรที่เกี่ยวข้อง นั่นก็เปึนวิธีหนึ่งครับ แต่ว่าผมยังคิดว่าที่ท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไป พูดถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เปึนเรื่องที่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรของเรา เปึนเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรของเราพึงจะ พิจารณาเรื่องนี้ และทำความเห็นเสนอไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งโดยเฉพาะการที่จะทำให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดซึ่งเปึนสมาชิกรัฐสภาด้วย ได้ตระหนักว่าเราควรจะทำอะไร กันต่อไป เพื่อจะแก้ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นที่สะท้อนจากกรณีที่มีการกล่าวในเวทีสาธารณะ ครั้งนี้ ท่านประธานครับ การกล่าวในครั้งนี้โดยตัวเองก็อาจจะเปึนปัญหาต่อบุคคลผู้กล่าว ซึ่งก็คงจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือมีกระบวนการที่ดำเนินการกันไปได้ จะดำเนินการได้ จริงจังแค่ไหนเราก็ไม่ทราบ ก็ได้แต่หวังกันว่าจะมีการดำเนินการดังที่ท่านสมาชิกได้แสดง ความเห็นไป แต่ว่าท่านประธานครับ เรื่องนี้มันมาเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับบทบาท ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร ผมอยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ก็จากที่ท่านสมาชิก กล่าวกันมาผมเปึนผู้สรุปก็ถอดความได้ว่า การกล่าวในลักษณะที่แสดงถึงความมีอคติ ไม่เปึนกลาง เย้ยหยันต่อพรรคการเมืองที่เพิ่งยุบไปกับมือ การเย้ยหยันพรรคการเมืองที่ยุบไป กับมือ ไม่ได้เปึนปัญหาของบุคคลเท่านั้นครับ การแสดงความไม่เปึนกลาง มีอคติ ไม่ได้เปึน ปัญหาของตัวผู้พูดเท่านั้น แต่มันสะท้อนว่าท่านได้รู้สึกว่ามีอำนาจ มีอำนาจพิเศษ มีอำนาจ เหลือล้น ที่สามารถจะจัดการกับพรรคการเมือง และจริง ๆ ถ้าดูไปถึงคำวินิจฉัยจะพบว่า มีอำนาจเหนือฝ์ายนิติบัญญัติ ถ้าดูคำวินิจฉัยของอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งท่านอดิศร เพียงเกษ ได้กล่าวไป ก็คือกรณีที่มีการทำให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง อันนั้นก็เท่ากับมีอำนาจ หักล้างเจตนารมณ์ของประชาชนจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจเหนือฝ์ายบริหาร สามารถล้ม ฝ์ายบริหารไปได้ทั้งรัฐบาล จากเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นปัญหาถึงเรื่องที่ใหญ่กว่าการกล่าว ข้อความ ท่านประธานครับ จากกรณีที่มีการเพิ่งยุบพรรคไป มันเปึนการยุบพรรคที่ง่าย ทำได้อย่างง่ายดาย และไม่ต้องเปึนเหตุเปึนผล แต่ที่สำคัญกว่านั้น ความไม่เปึนเหตุเปึนผล และง่ายดายเราเจอกันมามากแล้ว เราในฐานะนักการเมือง ในฐานะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน เจอกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน พวกผมอยู่พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มานี้มีการยุบพรรคการเมืองไปโดยไม่เปึนเหตุเปึนผลอย่างง่ายดาย และส่งผลกระทบ อย่างรุนแรง คือยุบพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเปึนสิบ ๆ ล้าน ผ่านการเลือกตั้งโดยการ สนับสนุนของประชาชน ๑๙ ล้านคนก็เคยมาแล้ว แล้วก็ทำให้เกิดการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งก็เคย คนละ ๕ ป้ ผ่านกันมาแล้ว แต่ว่าในครั้งนี้ที่มีการยุบ พรรคการเมืองครั้งหลังสุด คือยุบพรรคก้าวไกล มีเรื่องพิเศษกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ไม่เปึนเหตุเปึนผลและโดยง่ายดาย แต่มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากและมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับ สภาผู้แทนราษฎร คือมีการก้าวล่วงเข้ามาตรวจสอบการทำหน้าที่และการใช้อำนาจของ ฝ์ายนิติบัญญัติ ทำไมผมจึงกล่าวอย่างนั้น ในคำวินิจฉัย ๒ ครั้งที่โยงมาถึงการยุบพรรค จากครั้งแรก ห้ามการกระทำที่เปึนการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาสู่การ ยุบพรรค เปึนการใช้เรื่องของการที่ว่าด้วยการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง แต่มาใช้กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอกฎหมาย อ้างว่าเปึนการใช้สิทธิจะล้มล้างการปกครอง จึงเข้ามาตรวจสอบได้ แล้วมาตรวจสอบการเสนอกฎหมาย ตรวจสอบถึงขั้นดูเนื้อหาของ ร่างกฎหมายที่เสนอ อันนี้มันทำไม่ได้ครับ โดยระบบแบ่งแยกอำนาจที่ท่านอดิศร เพียงเกษ ได้พูดไป ย้ำไป ท่านอื่นก็พูดไปบ้าง ฝ์ายตุลาการมีหน้าที่ทำให้คนปฏิบัติตามกฎหมาย องค์กร ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ์ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย จะออกกฎหมายอย่างไร เนื้อหากฎหมายดี หรือไม่ดี เปึนโทษหรือเปึนคุณต่อประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของฝ์ายตุลาการ ฝ์ายตุลาการมาวินิจฉัยไม่ได้ว่ากฎหมายฉบับไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร ฝ์ายตุลาการมีอำนาจ อย่างเดียวในเรื่องการเสนอกฎหมายและออกกฎหมาย คือการตรวจสอบว่า เมื่อร่างกฎหมายนั้น ผ่านสภาไปแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ในครั้งนี้พอใช้เรื่องสิทธิเสรีภาพแล้วไปล้มล้าง การปกครอง มาดูเรื่องการเสนอกฎหมาย กลายเปึนการบอกว่าการเสนอกฎหมายนั้น เปึนโทษเปึนภัยร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ขอบเขตอำนาจของฝ์ายตุลาการ คดียุบพรรคนี้ยังมีเรื่องที่เชื่อมโยงไปถึงการใช้กรณีหรือการกระทำที่ไม่อาจผิดกฎหมาย ได้เลย เช่น การประกันผู้ต้องหา การตกเปึนจำเลย หรือการตกเปึนผู้ต้องหาเสียเอง เหล่านี้ เขายังบริสุทธิ์อยู่ ผู้เกี่ยวข้องก็ยังบริสุทธิ์อยู่ จึงไม่ใช่กรณีที่ผิดกฎหมาย การเสนอนโยบาย ในการหาเสียงว่าจะแก้กฎหมายก็ไม่อาจเปึนการผิดกฎหมายไปได้ เมื่อรวมเอาเรื่องที่ไม่ผิด กฎหมายทั้งหมด ๔ เรื่องมารวมกัน สรุปออกมาเปึนการล้มล้างการปกครอง อันนี้มันจึง ไม่เปึนเหตุเปึนผล แต่ปัญหาของความไม่เปึนเหตุเปึนผลนั้นไม่สำคัญเท่ากับการก้าวล่วง ข้ามเขตมาสู่อำนาจอธิปไตยของฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งเปึนอำนาจของประชาชน ท่านประธานครับ จากกรณีนี้มันก็โยงไปซึ่งในการกล่าวในที่สาธารณะ ในที่ประชุมสาธารณะนั้นไม่ได้พูดถึง แต่ว่ามันก็เปึนกรณีที่ต่อเนื่องกัน คือการทำให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งและล้มไป ทั้งรัฐบาล ท่านอดิศร เพียงเกษ ได้พูดไปแล้ว ในเรื่องนี้ปัญหาที่สำคัญคือ การล้มนายกรัฐมนตรี เอานายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งโดยไม่เปึนเหตุเปึนผล แล้วไม่ได้สัดส่วนเลยกับความผิด ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้อื่นบ้าง การกระทำของตัวเองบ้าง ไม่ได้สัดส่วนกันเลย เราเกิด มาแล้ว เราคุ้นเคยกับมันแล้ว แต่ครั้งนี้พิเศษครับ มีเรื่องการเอาเรื่องจริยธรรมซึ่งท่าน สส. รังสิมันต์ โรม ได้อภิปรายไป ผมสรุปสั้น ๆ ก็คือว่า มีการเอาเรื่องจริยธรรมมาใช้ในการ ทำให้นายกรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งไปในครั้งนี้ เปึนการใช้เรื่องจริยธรรมที่ยังสับสนคลุมเครือ อย่างมาก เนื่องจากกรณีการใช้จริยธรรมนี้มาใช้กับเรื่องของคนที่มีการกระทำผิดกฎหมาย และมีการลงโทษไปแล้ว พ้นโทษไปแล้ว เกินกำหนดที่จะเปึนลักษณะต้องห้าม และกรณีนี้ ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าบุคคลนั้นขาดคุณลักษณะหรือมีลักษณะต้องห้ามเปึนรัฐมนตรีหรือไม่ แต่นายกรัฐมนตรีกลับถูกวินิจฉัยว่าไปตั้งคนที่ไม่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามประพฤติผิด จริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้ก็คือความคลุมเครือนี้มันเกิดขึ้นและทำให้ฝ์ายตุลาการมีอำนาจ และสามารถใช้อำนาจล้มรัฐบาลได้อีกครั้งหนึ่ง ผู้คนในยุคหลังนี้ ใน ๑๐ ป้นี้อาจจะไม่คุ้นเคยกับการที่ฝ์ายตุลาการมาล้มรัฐบาล หรือทำให้ นายกรัฐมนตรีพ้นตำแหน่ง อาจจะคุ้นเคยอยู่แต่เพียงเรื่องการยุบพรรคการเมือง แต่ครั้งนี้ มันเปึนการซ้ำ เปึนการต่อเนื่องของกระบวนการที่เรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๘ ด้วยข้ออ้างว่าจะมาทำให้การเมืองสุจริตเที่ยงธรรม จะมาทำให้การเมืองเข้าที่เข้าทาง แล้วในที่สุดไม่ได้ทำให้การเมืองเข้าที่เข้าทางเลย ทำให้การเมืองเสียหาย อ่อนแอมาตลอด จนกระทั่งทุกวันนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ จากทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่ว่า ถ้าเราจะให้บ้านเมือง เปึนประชาธิปไตย ถ้าจะไม่ให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปพูดในเวทีต่าง ๆ ในลักษณะเย้ยหยัน พรรคการเมือง ในลักษณะแสดงความมีอคติและไม่เปึนกลาง ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ก็คือต้องแก้ปัญหาการมีอำนาจเกินขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องแก้ปัญหาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ซึ่งได้ถูกบิดเบือนทำให้เสียหายไปหลายครั้ง หลายหนในกระบวนการ ในการใช้กระบวนการตุลาการวิวัฒน์ที่ผ่านมา จนกระทั่งถึง ๒ กรณี ๒ คดี ที่เพิ่งผ่านมาในช่วง ๒ สัปดาห์มานี้ ท่านประธานครับ การแบ่งอำนาจ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปไตยที่เสียหายไปนี้ ต้องถูกทำให้กลับคืนมา ให้เข้าที่เข้าทาง ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ นี้ได้ ไม่ใช่อย่างที่ เปึนอยู่ เพราะฉะนั้นที่ผมกล่าวแต่ต้นว่าจะมาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรเรา ก็คืออย่างที่คุณรังสิมันต์ โรม พูดไปเรื่องของรัฐธรรมนูญ และผมกำลังกล่าวอยู่นี้ก็คือว่า ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญไม่เปึนประชาธิปไตย เปึนต้นเหตุสำคัญของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเราจึง ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้มีการแก้ พ.ร.บ. ประชามติผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปเมื่อวานนี้ ท่านประธานครับ แต่เรื่องที่ยังค้างอยู่คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของอย่างน้อย ๒ พรรคการเมืองยังค้างอยู่ ท่านประธานยังไม่ได้บรรจุวาระ ซึ่งก็เข้าใจว่าท่านประธาน ได้รับคำชี้แจงจากฝ์ายกฎหมายมาแบบหนึ่ง ยังไม่ได้บรรจุ ที่ผมจะกล่าวก็คือว่า การทำ ประชามติครั้งต่อไป ครั้งแรกที่จะเกิดขึ้น ไม่แน่เลยครับว่าจะมีคนไปร้องหรือเปล่า ไม่แน่เลย ว่าจะมีคนไปขัดขวางทักท้วงหรือไม่ว่า จะทำประชามติอย่างไรในเมื่อรัฐสภายังไม่มีมติ ยังไม่แสดงความต้องการแก้รัฐธรรมนูญ และจะทำประชามติได้อย่างไร ทำประชามติแล้ว จะมีผลทางกฎหมาย ผลผูกพันทางรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่มีใครตอบได้ หรือถ้าตอบก็ตอบว่า ไม่มี ถ้าไปถึงจุดนั้นการแก้รัฐธรรมนูญอาจจะทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีการทำประชามติ ยังไม่ผ่านการทำประชามติ ปัญหาก็จะกลับมาเปึนว่ารัฐสภาจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เสนอแล้วได้หรือไม่ ถ้าถึงวันนั้นมันอาจจะเปึนเวลาครับ ที่รัฐสภาโดยสภาผู้แทนราษฎรเรา ต้องเปึนกำลังสำคัญในการที่จะเสนอว่า ถ้าไปถึงทางตันอย่างนั้นอาจจะต้องพิจารณาร่วมกัน ขอให้มีการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีมติว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ หรือไปถึงขั้นที่มีการแก้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ก็จะไปเข้าตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า หากรัฐสภา ต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการทำประชามติเสียก่อน ก็จะเข้าไปสู่ประเด็น ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ และเราก็จะสามารถแก้รัฐธรรมนูญต่อไป เรื่องนี้ละครับ ผมจึงได้กล่าวว่า การเสนอญัตตินี้ดูตอนต้น ๆ ดูอย่างผิวเผินอาจจะมีความรู้สึกว่าเปึนเรื่อง ของฝ์ายตุลาการ ฝ์ายนิติบัญญัติจะไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร สภาผู้แทนราษฎรจะไปแสดง ความเห็นกันได้อย่างไร แต่ทั้งหมดที่เสนอญัตติและที่อภิปรายมา รวมถึงที่ผมได้สรุปไปนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนครับว่าการเสนอญัตติในครั้งนี้จะเปึนประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่ เพียงแค่ไปแก้ปัญหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง แต่มันจะเปึนการมีส่วนช่วยอย่างสำคัญ ในการที่จะทำให้สภาผู้แทนราษฎรเรามีทิศมีทางอย่างชัดเจนในการที่จะไปแก้รัฐธรรมนูญ ให้เปึนประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองของเราเจริญก้าวหน้าต่อไป ขอบคุณครับ