สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗

เลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาเกี่ยวกับปัญหานักโทษที่ล้นเรือนจำ โดยเน้นย้ำถึงสถิติผู้ต้องขังที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการคดีเพื่อลดภาระของรัฐในการดูแลผู้ต้องขัง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในเรือนจำที่ผู้ต้องขังถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเงิน และปัญหาการขายอาหารในเรือนจำที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สมบูรณ์

นายเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษา ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ผมได้อ่านรายงานฉบับนี้โดยละเอียดแล้วนะครับ ผมขอชื่นชมผู้เขียน ที่พยายามจะทำรายงานฉบับนี้ให้ออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุดนะครับ ผมเห็นด้วยและผมจะขอ อภิปรายสนับสนุนและจะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมในรายงานฉบับนี้นะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่ง ที่ตกใจจากการอ่านรายงานฉบับนี้ก็คือสถิติผู้ต้องขังต่อจำนวนประชากรของประเทศไทย สูงเปึนลำดับที่ ๖ ของโลกนะครับ แล้วก็เปึนลำดับที่ ๓ ของเอเชีย ลำดับที่ ๑ ของ ASEAN นี่เปึนสิ่งที่ไม่ค่อยน่ายินดีนัก ในขณะที่ประเทศเราเปึนประเทศเมืองพุทธนะครับ

ทีนี้พอมาดูสถิติผู้ต้องขังทั่วประเทศแล้วนะครับ ส่วนที่เปึนสีน้ำเงินก็คือในคดี ยาเสพติด ส่วนสีส้มก็คือคดีทั่ว ๆ ไป ทีนี้ถ้าเราดูตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าถ้าเปึนคดีทั่ว ๆ ไป นับตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๕๑ เปึนต้นมาจนถึงป้ปัจจุบัน จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำอยู่ในสถิติ ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ได้ลดลงนะครับ ก็คืออยู่ในระดับที่เรียกว่าทรงตัวมาโดยตลอด แต่สถิติ คดีที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มขึ้นตลอดก็คือคดียาเสพติดนะครับ แล้วเพิ่งมาลดลง ตอนป้ ๒๕๖๔ การลดลงตอนป้ ๒๕๖๔ ไม่ได้หมายความว่าจำนวนคดีลดลงนะครับ เพียงแต่ วิธีการดำเนินคดีเปลี่ยนไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ก็เลยไม่ได้มีการขังผู้ต้องขัง ในคดียาเสพติดเพียงแค่นี้เองนะครับ ทีนี้ในส่วนที่มีนัยสำคัญของคดีนี้อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องจำนวนร้อยละเท่ากับ ๗๒ นะครับ ร้อยละ ๗๒ ของคดีเปึนคดียาเสพติด สมมุติถ้าเราตัด ในส่วนนี้ออก ตัด หมายความว่า มีระบบ มีวิธีการในการจัดการผู้ต้องขังในคดียาเสพติด ออกไปเปึนอีกแบบหนึ่งอย่างนี้ เราจะสามารถลดภาระของรัฐในการดูแลผู้ต้องขังที่เรือนจำ ได้อีกนะครับ สถิติการปล่อยตัวชั่วคราว แต่อันนี้คือตัวเลขของศาลชั้นต้นที่ระบุว่า ตั้งแต่ ป้ ๒๕๖๐ จนถึงป้ ๒๕๖๔ สถิติการปล่อยชั่วคราวของศาลชั้นต้นอยู่ที่ เฉลี่ยประมาณ ร้อยละ ๙๒ คือหมายความว่า ๑๐๐ คดีที่ขึ้นสู่ศาลนะครับ ศาลมีแนวโน้มที่จะปล่อย ปล่อย หมายถึงว่าปล่อยชั่วคราวนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เปึนสถิติที่น่าสนใจนะครับ แต่ว่าถ้าเราไปดูเปรียบเทียบกับในสไลด์ต่อไปนะครับ แม้ว่าสถิติในการพิจารณาปล่อยชั่วคราวของศาลจะสูงมากนะครับ แต่ว่าเมื่อขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ มันเปลี่ยนแปลงไป เฉลี่ยนับตั้งแต่ป้ ๒๕๖๐ ถึงป้ ๒๕๖๖ จำนวนเฉลี่ยในคดีที่มีการขัง ระหว่างพิจารณาคดีเท่ากับ ๔๒,๐๐๐ คดีนะครับ ร้อยละ ๑๘ เปึนคดียาเสพติดที่ไม่ได้รับการ ประกันตัว ซึ่งคดีที่ไม่ได้รับการประกันตัวนี้ส่วนใหญ่เปึนคดียาเสพติดนะครับ แล้วสิ่งที่ น่าสนใจเมื่อสักครู่ศาลชั้นต้นจะสั่งปล่อยชั่วคราวอยู่ที่ประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหาก ศาลชั้นต้นพิจารณาว่ามีความผิดขึ้นสู่ศาลสูง สถิติการปล่อยไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าในคดีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินว่ามีความผิด ศาลมีแนวโน้มที่จะ ไม่ให้ประกันตัวสูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ นี่จึงเปึนสิ่งที่ค่อนข้างที่จะย้อนแย้งแล้วก็มี ปัญหาพอสมควร นี่ยังไม่นับนะครับว่าในคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินว่าจำเลยมีความผิดหรือจำเลย รับสารภาพว่าเปึนผู้กระทำความผิด แล้วศาลชั้นต้นสั่งรอลงอาญา ทุกคดีอัยการจะอุทธรณ์ ให้จำคุกหมดนี่เปึนสิ่งที่มีปัญหาอย่างยิ่งนะครับต่อระบบที่ทำให้จำนวนนักโทษในเรือนจำ ไม่ได้มีแนวโน้มที่มันจะลดลงหรอกครับ เพิ่มขึ้นต่างหาก ถ้าหากว่าวิธีการในการจัดการคดี ยังเปึนแบบนี้อยู่

อีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้พูด ไปแล้วนะครับว่า เรื่องเล่าของผู้ต้องขังในเรือนจำที่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องการเรียกรับ ผลประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ผมจะไม่พูดเพิ่มเติม แต่ผมอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้มันสะท้อน อะไรบ้างนะครับ ความแออัด ความยุ่งยาก ความไร้อิสรภาพ รวมทั้งความต้องการเลื่อนชั้น นักโทษเหล่านี้ ถูกใช้เปึนเครื่องมือหาเงินจากผู้ต้องขัง โดยผู้มีอำนาจนะครับ เรื่องนี้เท่ากับ เปึนการสูบเลือดสูบเนื้อของคนที่อยู่ในภาวะที่ลำบากที่สุดของชีวิตนะครับ เขาอยู่ในเรือนจำ ไร้อิสรภาพทั้งหมด เพียงแค่ต้องการอะไรบางอย่างที่มันจะทำให้ชีวิตดีขึ้นบ้าง มันต้องจ่ายนะครับ

อีกอันหนึ่งที่เปึนสาระสำคัญ ก็คือเรื่องของอาหารของผู้ต้องขัง ผมไปดูตัวเลข รัฐตั้งงบประมาณเปึนค่าอาหารให้ผู้ต้องขัง ๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ เฉลี่ยนะครับ เฉลี่ยวันละ ๔๕ บาทต่อคน หรือ ๑๕ บาทต่อมื้อนะครับ ในขณะที่อาหารของนักเรียนในสังกัด สพฐ. เฉลี่ย ๒๗ บาทต่อมื้อนะครับ สรุปก็คือว่าค่าอาหารด้วยเฉลี่ยของผู้ต้องขัง ๑๕ บาทต่อมื้อ น้อยกว่านักเรียนจริงนะครับ แต่หมายความว่ามีการตั้งงบประมาณเปึนค่าอาหารให้แก่ ผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าอาหารที่อยู่ในเรือนจำเปึนอาหารที่แย่มาก แย่จนผู้ต้องขังจำนวนมากไม่สามารถกินอาหารในเรือนจำได้ ต้องซื้อ เรื่องนี้ละครับ เปึนสาระสำคัญ ท่านลองคิดดูนะครับ คือผู้ต้องขังเฉลี่ยประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ คนใช่ไหมครับ ถ้าเราตีว่าครึ่งหนึ่งต้องซื้ออาหารกินเอง วันหนึ่งเท่ากับ ๑๕๐ บาท ป้หนึ่ง ๓๖๕ วัน ทั้งหมดนี้ มันจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเฉพาะการคำนวณตัวเลขคร่าว ๆ ของ ผู้ต้องขังที่ต้องซื้ออาหารกินเอง เฉลี่ยป้หนึ่งเท่ากับ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเราดูลึกไปว่า คนที่ขายอาหารหรือคนที่คุมการขายอาหารให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำเปึนใครนะครับ เราจึง จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจก็แล้วแต่ได้ทำให้มีเม็ดเงิน หมุนเวียนในอุตสาหกรรมเรือนจำที่มันสูงมาก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถจัดการ สิ่งเหล่านี้ได้นะครับ การแก้ไขปัญหาการลดจำนวนนักโทษในเรือนจำมันจึงเปึนไปได้ยากมาก เพราะว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากปัญหาเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากก็คือว่าต้องอาศัยเจตจำนงที่แน่วแน่ของรัฐบาลอย่างมาก ๆ ถึงจะแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ได้ ขอบคุณมากครับ