เชตวัน ชี้ไทยทบทวนท่าทีต่อผู้หนีภัยเมียนมา ยันยึดมนุษยธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗

เชตวัน เตือประโคน หารือบทเรียนจากวิกฤตเมียนมา โดยตั้งข้อสังเกตถึงมุมมองเชิงลบของไทยที่มีต่อพม่าซึ่งส่งผลต่อท่าทีนโยบายและความไม่ใส่ใจต่อผู้หนีภัย เห็นด้วยกับข้อเสนอของอนุกรรมาธิการและเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางปฏิบัติเพื่อยึดหลักมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้อพยพ พร้อมเสนอข้อคิดสำหรับทิศทางอนาคตของไทยในบริบทภูมิภาค

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคประชาชน จังหวัดปทุมธานี ตัวแทนประชาชน ชาวเขตเทศบาลเมืองคูคต เมืองลำสามแก้ว และเมืองลาดสวายครับ ผมขอร่วมอภิปราย สนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ เหตุผลในการสนับสนุนที่สำคัญสำหรับรายงานทั้ง ๒ ฉบับนี้เลยนะครับ ก็คือสิ่งที่ท่านกัณวีร์ได้พูดไว้เมื่อสักครู่ครับ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ได้ทำให้สังคมตระหนักถึงเรื่อง มนุษยธรรม หรือ Humanity ครับ ท่านประธานครับ แม้เมียนมาหรือพม่าจะเปึนประเทศ ที่อยู่ประชิดติดกับไทย มีแนวชายแดนติดกันยาวที่สุดถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร อันนี้เปึนตัวเลข ตามกรมแผนที่ทหารนะครับ จะมีเศษมา ๑ กิโลเมตร มีประเพณีวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่าง ที่คล้ายคลึงกับเรา แต่เหมือนว่าพม่าที่ไทยรับรู้กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ บาดแผลที่มาจากประวัติศาสตร์สงคราม ผมคิดว่าเปึนอีกส่วนหนึ่ง และอาจจะเปึนส่วนลึก ด้วยครับ ที่ทำให้คนที่เรียกตัวเองว่าไทย มองพี่น้องประชาชนชาวพม่า รวมถึงชาติพันธุ์อื่น ๆ ในดินแดนนี้ด้วยความไม่ไว้วางใจนโยบายรัฐ การปฏิบัติต่อผู้หนีภัยการสู้รบ ต่อผู้หนีภัย ความไม่สงบ จึงเจือไปด้วยอคติครับ ทั้ง ๆ ที่นักประวัติศาสตร์ย้ำกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่า พม่าไม่เคยรบไทย และไทยก็ไม่เคยรบพม่าครับ ยุคนั้นไม่มีไทย ยุคนั้นไม่มีพม่า มีแต่การรบพุ่งกัน เพื่อกวาดต้อนผู้คนและประกาศศักดาความเปึนจักรพรรดิราชของกษัตริย์ ซึ่งสำหรับใน ดินแดนนี้ก็คือกษัตริย์กรุงศรีอยุธยากับกษัตริย์กรุงหงสาวดี พม่าไม่เคยรบไทย และไทย ไม่เคยรบพม่า และที่สำคัญที่สุดก็คือไทยไม่เคยเสียเอกราชในความหมายของสมัยใหม่ อันหมายถึงอธิปไตยให้แก่พม่าด้วยครับ ไม่เคยมีใครสูญเสียเอกราชแบบที่ทำให้ต้องไปผูกใจเจ็บ กับวาทกรรมนี้ครับ ท่านประธานครับ บุเรงนองสามารถที่จะตีเอากรุงศรีอยุธยาได้ แต่ก็ยังคง ให้พระมหาธรรมราชา พระบิดาของพระนเรศวรเปึนกษัตริย์ครองกรุงศรี และบุเรงนอง ก็ดำรงความเปึนจักรพรรดิราช หรือกษัตริย์เหนือกษัตริย์ หรือ King of Kings ตามคติความเชื่อ ในยุคนั้น ดังนั้นในเวลาต่อมาเมื่อหนึ่งในบุคคลที่ถูกกวาดต้อนไปหงสาวดีอย่างพระนเรศวร กลับมากรุงศรีอยุธยาแล้วประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาวดี บุเรงนองต้องยกทัพมาตีนั้นก็ด้วยเหตุผลว่า พระนเรศวรกำลังจะทำให้บุเรงนองเสียเอกราช ซึ่งคำว่าเอกราชในความหมายนี้ก็คือ บุเรงนองกำลังจะสูญเสียความเปึนเอกะราชา หรือราชาเพียงหนึ่งเดียว หรือ King of King เพราะมีพระนเรศวรที่จะไม่สยบยอมต่อ พระองค์ ไม่ใช่เอกราชในความหมายแบบสมัยใหม่ ไม่ใช่คำว่าเสียเอกราชในแบบที่คนไทย ผูกใจเจ็บ สร้างหนัง สร้างละคร ปลูกฝังอคติ มีมุมมองเชิงลบต่อพม่าไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องครับ และเพราะเหตุนี้ครับนักวิชาการด้านความมั่นคงท่านหนึ่งถึงกับวิเคราะห์ไว้ว่า ขออนุญาต อ่านครับ กรณีมุมมองเชิงลบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้ ทำให้มีข้อสังเกตในความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านว่ากลายเปึนเรื่องรองในนโยบายของไทย และหลายครั้ง ทำให้ผู้กำหนดนโยบายในกรุงเทพฯ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ หรืออาจสรุปง่าย ๆ ว่า ไม่อ่อนไหว หรือ Incentive กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้เท่าที่ควร ท่านประธานครับ เมียนมา หรือพม่าแม้จะได้รับเอกราชจากอังกฤษ นับถึงวันนี้ก็ ๗๗ ป้แล้วนะครับ แต่คนไทยก็ยังรู้จัก ประเทศนี้น้อยมาก ๆ ผมอยากขอบคุณรายงานของกรรมาธิการชุดนี้ครับที่ได้ชี้ให้เห็น ประเด็นที่อาจจะเปึนบทเรียนให้กับประเทศไทยเราได้ในอนาคตว่า ถ้าวันหนึ่งหากมีการ รัฐประหารเกิดขึ้นอีกเราอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ต่างไปจากเมียนมาหรือไม่ หรือไม่แน่ว่า วันนี้เราอาจจะเหมือนกันแล้วก็ได้ เปึนคู่แฝดแห่งอาเซียนเหมือนกัน อย่างที่ท่านบอกว่า สถานการณ์กลุ่มผู้อพยพจากเมียนมาที่มีนโยบายและแนวทางปฏิบัติชัดเจนนั้นมีอยู่ ๒ กลุ่มหลัก คือ ๑. กลุ่มผู้หนีภัยสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ซึ่งเข้ามาตั้งแต่ป้ ๒๕๒๗ ๔๐ ป้แล้ว ที่เปึนเหตุการณ์การต่อสู้รบกันระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ใช่ไหมครับ อันนี้คือในส่วนกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ ผู้หนีภัยความไม่สงบซึ่งเดินทางเข้ามาหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ซึ่งในกรณีนี้นั้น มี ๓ กลุ่ม กลุ่มผู้หนีภัยทางการเมือง กลุ่มผู้อพยพเข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งรายงานฉบับนี้ก็ยอมรับอย่างที่ คุณเซีย จำปาทอง พูดไปครับว่าประเทศไทยเรายังบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่ดีพอ และกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ไม่ได้สัญชาติในประเทศต้นทาง หลุดจากระบบของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังดีที่มี เครือข่ายสังคมข้ามแดนเข้ามาช่วยเหลือคนที่รัฐบาลพม่าปฏิเสธสัญชาติ ในกลุ่มผู้หนีภัย ทางการเมืองนี่ละครับที่จะเปึนบทเรียนให้กับเรา รายงานชุดนี้ได้ช่วยขยายให้เห็นภาพ การรัฐประหารและปกครองโดยเผด็จการทหาร เมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ทำให้ประชาชน ชาวพม่าออกมาชุมนุมประท้วงเกือบทั้งประเทศ เกิดขบวนการอารยะขัดขืน Civil Disobedience Movement : CDM ที่ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะบุคลากร ทางการแพทย์และนักวิชาการ เกิดรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ Nation Unity Government ที่เปึนรัฐบาลพลัดถิ่น และเมื่อผู้ชุมนุมถูกปราบปรามอย่างรุนแรงก็ทำให้มีผู้เสียชีวิต มีผู้ถูก จับกุม ก็ทำให้เกิดกองกำลังปัองกันประชาชน People's Defence Force : PDF ที่จับอาวุธ ลุกขึ้นสู้ ผมก็หวังว่าภาพของรายงานชิ้นนี้ที่ช่วยฉายให้เห็นมานั้นจะไม่ทำให้ประเทศไทยเรา เดินไปสู่จุดนั้นนะครับ ให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เปึนครั้งสุดท้าย

และสุดท้ายครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของอนุกรรมาธิการ ที่ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการช่วยเหลือดูแลผู้หนีภัยการสู้รบ และผู้หนีภัยความ ไม่สงบชาวเมียนมา ทั้งหมดที่อภิปรายมาครับ ก็เพื่อที่จะเชิญชวนพวกเราลดความเปึนไทย เพิ่มความเปึนคนให้มากขึ้นครับ Humanity หรือมนุษยธรรม คือสิ่งที่ผมเห็นอยู่ในรายงาน ทั้ง ๒ ฉบับนี้ หวังว่ารัฐบาลจะนำไปปฏิบัติครับ ขอบคุณครับ