เซีย สนับสนุนแนวทางช่วยแรงงานเมียนมา หลังน้ำท่วม-รัฐประหาร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗

เซีย จำปาทอง อภิปรายสนับสนุนรายงานการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยจากเมียนมา และเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง รวมทั้งปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนให้มีประสิทธิภาพและลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม

นายเซีย จำปาทอง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุนรายงานการพิจารณา ศึกษา เรื่อง การศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบในประเทศเมียนมา ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศ ท่านประธานครับ ตามรายงานฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลที่เปึนประโยชน์มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะในหน้าที่ ๑๙ ระบุไว้ว่า ประเทศไทยถือว่าเปึนประเทศที่มีการไหลเข้าของแรงงาน ข้ามชาติอยู่ในอันดับที่ ๑๗ ของโลก และเปึนอันดับ ๑ ของอาเซียน โดยเฉพาะแรงงาน ในอุตสาหกรรมหลัก ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. ภาคเกษตรกรรม ป์าไม้ และประมง ๒. ภาคการ ก่อสร้าง ๓. ภาคการผลิต ๔. ภาคบริการ โดยธุรกิจที่มีการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติสูง มักจะเปึนบริษัทที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น ท่านประธานครับ หากดูข้อมูลของสำนักงาน บริหารแรงงานข้ามชาติ กรมการจัดหางาน หรือบริหารแรงงานต่างด้าวของกรมการจัดหางาน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีจำนวนคนงานเมียนมาที่ได้รับอนุญาตทำงานในลักษณะ การเข้าเมืองคงเหลือทั่วประเทศประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน นี่ยังไม่นับรวมที่ไม่ได้รับอนุญาต นะครับท่านประธาน ซึ่งยอดตัวเลขของจำนวนแรงงานข้ามชาติของชาวเมียนมาที่เข้ามา ทำงานในประเทศไทยของเรานั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่เกิด เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเมียนมา หลังจากการรัฐประหารเมื่อ ๓ ป้ก่อน ท่านประธานครับ แรงงานเพื่อนบ้านเหล่านี้ต่างก็เปึนส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศเรามาอย่างยาวนาน แม้จะกระจัดกระจายกันอยู่หลายพื้นที่ หลายอุตสาหกรรม ทั่วประเทศของเรา ตามประสาคนที่หวังพึ่งเพื่อน บ้านใกล้เรือนเคียงมาขอพึ่งพิงยามที่ตนเอง มีปัญหา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติมักจะเต็มไปด้วยปัญหา จากนโยบายที่ไม่ชัดเจนของภาครัฐ มีระยะเวลาการดำเนินการที่สั้น เช่น ช่วงการยื่น Name List มีระยะเวลาเพียง ๑๕ วัน ทำให้คนจำนวนมากที่ขึ้นทะเบียน Name List ไม่ทันนะครับ และระบบก็ค่อนข้างมีความสลับซับซ้อน ยุ่งยาก อนุมัติช้า ทำให้นายจ้าง ลูกจ้างที่เปึน แรงงานข้ามชาติหลายแห่งไม่อยากเสียเวลาในการดำเนินการด้วยตนเอง จึงจำเปึนต้องใช้ บริการนายหน้าจัดหางานครับ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม จำนวนประมาณสัก ๒๕,๐๐๐- ๕๐,๐๐๐ ต่อลูกจ้างแรงงานข้ามชาติ ๑ คน จากควรที่จะเปึนแค่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อแรงงาน ข้ามชาติ ๑ คน ที่เพิ่มขึ้นมาเปึนค่าบริการของนายหน้า ค่าปรับล่าช้า และอาจรวมถึงสินบน เจ้าหน้าที่รวมอยู่ในนั้นด้วยก็ได้ อันนี้เราต้องยอมรับความจริงครับท่านประธานว่า เรื่องแบบนี้ มีอยู่จริง ๆ ในบ้านเรา ท่านประธานครับ ขณะเดียวกันคนงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานตาม MOU กลับมีข้อจำกัดมากมาย แต่ละขั้นตอนก็มีความล่าช้า ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินการค่อนข้างสูง ซึ่งประเด็นค่าใช้จ่ายที่สูงเหล่านี้ก็ล้วนเปึนภาระของคนงาน และนายจ้างที่เปึนปัจจัยเสี่ยงต่อการหลบหนีการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติให้ถูกต้องตาม กฎหมาย และเมื่อไม่ถูกกฎหมายพวกเขาก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในประเทศไทย หลายกรณี ทั้งการถูกละเมิดสิทธิจากผู้จ้างงานที่ผิดกฎหมาย หรือขาดหลักประกันในการ รักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป์วย เปึนต้น ท่านประธานครับ หากเรามองว่าคนทำงาน ทุกชนชาติเปึนพลเมืองโลกเฉกเช่นเดียวกับพวกเรา ผมว่าเรื่องเหล่านี้มันเปึนเรื่องเจ็บปวดครับ ท่านประธานครับ เพื่อนมนุษย์ของเราหนีความตายเอาตัวรอด สร้างความมั่งคั่งให้กับ นายจ้าง เขาเดินทางมาจากบ้านเมืองของเขา ซึ่งไกลจากบ้านของตนเอง ซ้ำร้ายเขากลับต้อง มาเจอการกดขี่ซ้ำเติมเข้าไปอีก ไม่ต่างกับสุภาษิตโบราณบอกว่า หนีเสือปะจระเข้เลยครับ ท่านประธาน ดังนั้น ผมจึงหวังว่าข้อสังเกตในรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้จะเปึน ข้อมูลให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทราบและนำไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน จึงเปึนเรื่องที่ผมเห็นสมควรและขอสนับสนุนครับท่านประธาน โดยเฉพาะกรณีคนงาน แรงงานข้ามชาติผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจชาวเมียนมาและกลุ่มแรงงานข้ามชาติเมียนมา ที่อยู่อาศัยและทำงานในปัจจุบัน ที่การอนุญาตกำลังจะสิ้นสุดและมีความเสี่ยงจาก กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทาง ให้กลุ่มคนเหล่านี้ไปดำเนินการรายงานตัว เพื่อขอรับการผ่อนผันและขออนุญาตทำงานที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ สำนักงานจัดหางาน จังหวัดทุกจังหวัดได้ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ผมเองเห็นว่ารัฐบาลไม่รู้จะปฏิบัติตาม ข้อสังเกตของรายงานฉบับนี้หรือไม่ เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองครับ หลังจากที่มีการ ประชุมร่วมไทยกับเมียนมานะครับ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาไม่กี่วัน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพิ่งมีคำสั่งให้ป่ดศูนย์บริการจัดการทำงานของคนงานเมียน มาแบบเบ็ดเสร็จ หรือศูนย์พิสูจน์สัญชาติ หนังสือรับรองสถานะบุคคล หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ศูนย์ CI ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ ประกอบด้วยจังหวัดปทุมธานี นครสวรรค์ สมุทรปราการ ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา ให้เป่ดทำการแค่ศูนย์เดียว ในจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๗ กรกฎาคมเปึนต้นไป จนกว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น พอป่ดศูนย์ปุ็บมันเกิดต้นทุนกับพี่น้องแรงงานข้ามชาติครับ เขาอยู่จังหวัดสมุทรปราการเขาต้องเดินทางไปสมุทรสาคร เกิดต้นทุนค่าพาหนะ ค่าใช้จ่าย ของเขาเพิ่มขึ้น จึงฝากท่านไปด้วยนะครับว่า คณะรัฐมนตรีควรมาอ่านรายงานฉบับนี้ แล้วก็ ควรนำไปปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามผมหวังว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะช่วยพิจารณาข้อสังเกตของรายงานฉบับนี้ และนำรายงานฉบับนี้ในบางเรื่องที่เปึนประโยชน์ ไปปฏิบัติให้เกิดผลเปึนจริงได้ ขอบคุณครับท่านประธาน