ศิววงศ์ สุขทวี หารือสถานการณ์ผู้อพยพจากความไม่สงบในเมียนมาที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังรัฐประหารที่ส่งผลให้เกิดผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้ลี้ภัยทางการเมือง และแรงงานข้ามชาติหลากหลายกลุ่ม เข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ทบทวนแนวทางการบริหารจัดการที่ล้าสมัย ปรับปรุงกฎหมาย และวางมาตรการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือทั้งด้านความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคตอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายศิววงศ์ สุขทวี เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ขอนำเสนอรายงาน การศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้หนี้ภัยการสู้รบในประเทศเมียนมา ขอสไลด์ การนำเสนอแผ่นที่ ๑ และแผ่นที่ ๒ ต่อเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
จากสถานการณ์ผู้อพยพ หนีภัยความไม่สงบหลังจากการรัฐประหารในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เกิดการปะทะกันระหว่างกระบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา และการปราบปรามด้วยความรุนแรง เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต หลายคนถูกจับกุมคุมขัง บางส่วนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวด้วยกำลังอาวุธ บางส่วนเข้าร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต่อต้าน รัฐบาลทหารของพม่ามาก่อนหน้านี้แล้ว ปลายป้ ๒๕๖๖ สถานการณ์ความไม่สงบ มีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะใน ๗ รัฐชาติพันธุ์ และ ๕ เขตปกครองของเมียนมา ได้แก่ รัฐฉานตอนเหนือ รัฐยะไข่ รัฐชิน รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง ภาคสะกาย ภาคมะกเว ภาคตะนาวศรี ภาคพะโค และภาคมัณฑะเลย์ ประเทศไทยได้รับผลกระทบหลายครั้ง มีผู้เสียชีวิต จำนวนมาก
จากสถานการณ์และจำนวนผู้พลัดถิ่นความไม่สงบภายในประเทศเมียนมา กลุ่มผู้พลัดถิ่นความไม่สงบภายในประเทศเมียนมา คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ที่สุดที่จะอพยพ หนีเข้ามาในประเทศไทยในอนาคต จากรายงานของหน่วยงานสหประชาชาติ เมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๖ มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมามากกว่า ๒.๓ ล้านคน และในเดือน กรกฎาคม ๒๕๖๗ มีจำนวนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมาเพิ่มขึ้นเปึน ๒,๙๔๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้เปึนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมาที่อยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทยมากกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน มากที่สุดอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงที่ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี รองลงมาคือรัฐกะยา ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในขณะที่บทเรียนจากในหลายประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกาหรือในสหภาพยุโรป ซึ่งมีการพัฒนาที่มากกว่า ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้ง การโยกย้ายถิ่นไม่ปกตินี้ได้ หากการรับมือการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกตินี้ไม่ได้มี ประสิทธิภาพเพียงพอ อาจถูกนำมาใช้เปึนเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งภายใน สังคมไทยในอนาคต ฉะนั้นเราจำเปึนต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์การอพยพย้ายถิ่น บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และประเมินผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย เพื่อบริหารจัดการการอพยพโยกย้ายย้ายถิ่นให้มีประสิทธิภาพประเมินและจัดการกับ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงให้กับสังคมไทย ในอนาคตที่มากขึ้น
กลุ่มผู้อพยพหนีภัยความไม่สงบภายในประเทศเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทย แล้วหลังจากป้ ๒๕๖๔ มีความหลากหลาย ทั้งที่การเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีหนังสือเดินทาง มี Visa หรือใช้บัตรผ่านแดนที่ถูกต้อง แต่มีจำนวนที่มากกว่าที่เข้ามาใน ช่องทางธรรมชาติซึ่งไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีชาวพม่าที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทั้งที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง หรือบางส่วนการอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่บางส่วนเข้ามา ไม่ถูกต้อง และมาขอรับการอนุญาตให้อยู่อาศัยหลังจากที่เข้ามาแล้ว โดยผ่านการ ขึ้นทะเบียนเปึนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย รวมถึงกลุ่มผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมา ซึ่งเปึนกลุ่มคนที่มีบทบาททางสังคม การเมืองที่อยู่ในระหว่างการเดินทางไปประเทศที่ ๓ ซึ่งคาดว่ากลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก กลุ่มผู้อพยพหนีภัยความไม่สงบในประเทศเมียนมาที่เข้ามา ในประเทศไทยแล้วเราจะจำแนกออกเปึน ๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา หรือ ผภร. ที่เข้ามาตั้งแต่ป้ ๒๕๒๗ มีจำนวนประมาณ ๗๗,๐๐๐ คน อยู่ในพื้นที่พักพิง จำนวน ๙ แห่ง ๔ จังหวัด ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่ม ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา หรือ ผภสม. อยู่ในพื้นที่ชายแดน เมื่อเกิดการสู้รบขึ้นหลบหนี เข้ามาในประเทศไทย และเมื่อการสู้รบสงบลงจึงเดินทางกลับออกไป เมื่อสิ้นป้ ๒๕๖๖ กลุ่มผู้หนีภัยกลุ่มนี้เดินทางกลับไปภูมิลำเนาเรียบร้อยแล้ว จำนวนที่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อสิ้นป้ ๒๕๖๖ มีจำนวนประมาณ ๕๑,๒๓๐ คน เข้ามาในหลายระลอก กลุ่มที่ ๓ คือ กลุ่มผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาที่เดินทางเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมืองและอยู่ ภายนอกพื้นที่ที่รัฐจัดให้ มีจำนวนที่ขอความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคมประมาณ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน กลุ่มที่ ๔ คือกลุ่มผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาด้วยเหตุผล ทางเศรษฐกิจ เราพิจารณารวมอยู่ในกลุ่มแรงงานสัญชาติเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทย มีจำนวนทั้งหมด ๒.๔ ล้านคน กลุ่มที่ ๕ กลุ่มล่าสุดคือกลุ่มผู้หนีภัยจากการบังคับเกณฑ์ทหาร เข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่เปึนกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เปึนคนทำงานรุ่นใหม่ มีทักษะวิชาชีพ เปึนชนชั้นกลาง ซึ่งปัจจุบันเรายังไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน
กลุ่มผู้อพยพหนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาที่มีแนวโน้มจะเข้ามาในประเทศไทย ในอนาคต เราประเมินว่าจะประกอบด้วย ๓ กลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มที่เปึนผู้พลัดถิ่น ภายในประเทศเมียนมาอยู่แล้ว ที่มีจำนวนมากกว่า ๒.๙ ล้านคน และในจำนวนนั้นประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คนอยู่ตามแนวชายแดนไทย กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มผู้หนีภัยจากการบังคับเกณฑ์ทหาร เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เปึนนักเรียนนักศึกษา เปึนคนทำงานรุ่นใหม่ คาดว่า มีจำนวนที่ได้รับผลกระทบประมาณ ๑๔ ล้านคน โดยประเมินว่าประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะตัดสินใจเดินทางออกมานอกประเทศเมียนมา กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มที่ไม่ได้สัญชาติในประเทศ ต้นทาง เปึนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาอย่างยาวนาน หรือกลุ่มคนสัญชาติที่ ๓ ที่อาจเปึนทั้งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เปึนแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติที่มีมากขึ้นตาม ชายแดนไทยในปัจจุบัน
ในปัจจุบันรัฐบาลไทยใช้แนวทางการบริหารจัดการที่มีมาอยู่แล้ว ซึ่งมีความ ล้าสมัย มีความซับซ้อน และไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน เครื่องมือที่รัฐบาลไทยมีอยู่ ในปัจจุบัน ประกอบด้วย ๑. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ป้ ๒๕๒๒ ซึ่งใช้มาแล้วเปึนเวลา มากกว่า ๔๐ ป้ ๒. พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว ป้ ๒๕๖๐ แก้ไข ป้ ๒๕๖๑ ๓. พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทรมาน การกระทำให้บุคคล สูญหาย ป้ ๒๕๖๕ ๔. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามา ในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเปึนภูมิลำเนา ป้ ๒๕๖๒ ๕. แนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการกรณีชาวเมียนมาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตามแนวชายแดน อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ๖. การทำบันทึกความเข้าใจด้านการจ้าง แรงงานระหว่างรัฐบาล หรือ MOU กับประเทศเพื่อนบ้าน อันประกอบด้วย ลาว เมียนมา และกัมพูชา
เมื่อพิจารณาถึงข้อท้าทายมิติด้านเศรษฐกิจ แรงงานและแนวโน้มประชากร ของไทย เราพบว่าประเทศไทยยังคงต้องการแรงงานจำนวนมากในการขับเคลื่อนทาง เศรษฐกิจ จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน ณ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๗ เรามีแรงงานต่างด้าว ๔ สัญชาติ ประกอบด้วยเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม จำนวน ๓,๔๐๐,๐๐๐ คน ถือว่าเปึนประเทศที่มีการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอยู่ในระดับสูง อันดับที่ ๑๗ ของโลก และอันดับ ๑ ในประเทศกลุ่มอาเซียนภาคธุรกิจที่มีการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวสูง เปึนบริษัท ที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น เปึนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีสัดส่วนถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ และจ้างงานมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของภาคธุรกิจทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ใน ๔ อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย ภาคเกษตรกรรม ป์าไม้ และประมง ภาคการก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคบริการ นอกจากนี้ประเทศไทยยังเปึนประเทศแรกในเอเชียที่จะเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงวัย ขั้นสมบูรณ์ไปสู่สังคมสูงวัยสุดยอดภายในป้ ๒๕๗๒ หรืออีก ๕ ป้ข้างหน้า และคาดการณ์ว่า ภายใน ๖๐ ป้ข้างหน้าประชากรไทยจะเหลือ ๓๓ ล้านคน และวัยแรงงานของไทยจะเหลือ เพียงแค่ ๑๔ ล้านคน ฉะนั้นการแก้ไขปัญหากลุ่มผู้อพยพหลบหนีภัยความไม่สงบ ภายในประเทศเมียนมาอย่างยั่งยืน สามารถเปึนแนวทางที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถ วางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อรองรับกับประชากรลดลงได้ในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายมิติ ด้านความมั่นคงแห่งชาติและความมั่นคงของมนุษย์ ในส่วนข้อสังเกตของคณะกรรมการ ขอให้ คุณฐานิดา ป่ยโชติ นำเสนอต่อครับ ขอบคุณครับ