สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ หารือการกระจายอำนาจการบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะ โดยเสนอแก้ไข พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการเส้นทาง จำนวนรถ และค่าโดยสารในพื้นที่ตนเองได้อย่างคล่องตัว โดยเน้นให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ขณะที่การขนส่งข้ามจังหวัดและระหว่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลกลาง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการรัฐธรรมนูญและเสนอให้สภาพิจารณาต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่างที่ยื่นก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การขนส่งทางบกนะครับ
หลักการ เพื่อเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดทำบริการ ขนส่งสาธารณะ และมีบทบาทในการจัดการระบบขนส่งสาธารณะในท้องที่ของตนเองได้ มากยิ่งขึ้น
โดยในร่างก็จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๒๔ มาตรา เอกสารก็จะอยู่ในมือของ ทุกท่านยื่นเข้าไปเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ แล้วก็ลงรับเข้าสู่กระบวนการของสภา เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ แล้วก็มีการรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการของรัฐสภา ในช่วง ๑ กันยายน ถึง ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ แล้วก็มีการเปิดเผยรายงานผลการรับฟัง ความคิดเห็น และรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบอันเกิดจากร่างกฎหมายทางเว็บไซต์ ของรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ต่อร่าง พ.ร.บ. โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ นะครับ วันนี้นะครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะขออนุญาตเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังนะครับว่า จุดประสงค์ของการยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ หรือมีชื่อเรียกเข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นการกระจายอำนาจขนส่งคืออะไรนะครับ เดี๋ยวทาง ห้องโสตรบกวนนำสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
หากพวกเราจำกันได้นะครับ ในเรื่องของการกระจายอำนาจขนส่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่เรียกว่า ขนส่งสาธารณะ เพื่อทุกคน ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๖๒ พวกเราชาวอนาคตใหม่ พยายามที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศนี้ให้ดีกว่าเดิมเราจึงได้เสนอบ้านอนาคตใหม่ มีเรื่องสำคัญ ๆ หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปักธงประชาธิปไตย ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน เกษตรก้าวหน้า เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อประชาชน เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต โอนรับ ความหลากหลายทางสิ่งแวดล้อมยั่งยืน แล้วก็ปฏิรูปกองทัพ แล้วก็มีการปฏิวัติการศึกษา ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ไทยเท่าเทียม ถ้าเราจำกันได้ วันนี้นะครับท่านประธาน ผมจะนำเสนอ ในส่วนของภาพที่เราอยากเห็นในเรื่องของขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ถามว่าทำไม เพื่อทุกคนครับ จริง ๆ การเดินทางของคนมันก็มีแค่ ๒ รูปแบบหลัก ๆ อันหนึ่งก็คือ Private อย่างเช่น ขับรถยนต์ส่วนตัวหรือขับมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว กับ Public Public ก็คือสาธารณะ ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ ๆ ก็อย่างเช่น รถไฟ รถไฟฟ้า ส่วนเส้นเลือดฝอยก็คือ รถเมล์ สองแถว อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่ประเทศไทยขาดมาก ๆ ก็คือเส้นเลือดฝอยนี่ละครับ แล้วถามว่า ใครควรทำเส้นเลือดฝอยครับ ถ้าไม่ใช่ท้องถิ่น ต้องให้รัฐบาลกลางหรือครับที่จะบอกว่า ตรงนี้มีเลือดฝอยได้แล้ว ตรงนั้นห้ามมี แล้วเส้นเลือดฝอยนี้จะมีความถี่บ่อยเท่าไร มันไม่ใช่ มันจะต้องเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น จึงเป็นที่มาครับว่าเราได้เสนอนโยบายที่เรียกว่า ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน คำว่าทุกคน ก็คือทุกคนมีสิทธิใช้ หมายความว่า ถ้าเราเอาเงิน ไปแต่สร้างถนน ซ่อมถนน เฉพาะคนที่มีเงินซื้อรถ หรือประชาชนบางคนก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน มาซื้อรถ ถึงจะมีสิทธิใช้นะครับ แต่ถ้าลงกับขนส่งสาธารณะนี่ทุกคนมีสิทธิใช้ได้ แล้วถ้ารัฐ เข้าไปอุดหนุนให้ราคามันดี ให้มันครอบคลุม กระจาย ทุกคนก็มีสิทธิใช้ได้ นอกจากนั้น ทุกคนยังได้ประโยชน์ เพราะเมื่อคนส่วนหนึ่งหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ รถก็ติดน้อยลง มลพิษอะไรต่าง ๆ ก็น้อยลง แต่ทุกวันนี้สภาพขนส่งสาธารณะเป็นอย่างไรครับท่านประธาน นั่นจึงเป็นที่มาว่าเราต้องแก้ไขเชิงโครงสร้าง ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าเวลาบ่ายสามโมงนะครับ ศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร จะเป็นพรรคก้าวไกล หรือจะเป็นพรรคอื่นใด ผมก็อยากฝากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันคิด และช่วยกันกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นเขาได้ตัดสินใจเอง เรากำลังพูดถึงรถเมล์ เราไม่ได้พูดถึงรถไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ ๆ รถเมล์ในท้องที่เขาเองทำไมเขาจะตัดสินใจเองไม่ได้ นั่นจึงเป็นที่มาที่เราเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งก็คือ พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ คือโครงสร้างรัฐสมัยนั้น มันเก่ามากแล้วนะครับ จะรวมศูนย์อย่างนั้นอะไรต่าง ๆ มันพอไปได้ แต่ถ้าเราเหนี่ยวรั้ง การกระจายอำนาจ เหนี่ยวรั้งการพัฒนาไปเรื่อย ๆ ก็อย่างที่เห็นทุกวันนี้ว่าขนส่งสาธารณะ มันห่วย มันถึงจะต้องแก้ไขเชิงโครงสร้างอำนาจ โดยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มุ่งที่จะ กระจายอำนาจโดยเป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จำเป็น ต่อการจัดทำระบบขนส่งสาธารณะในเขตพื้นที่ของตนเองได้ ย้ำนะครับ ในเขตพื้นที่ ของตนเอง ทำไมเขาจะไม่มีสิทธิครับ แต่ทุกวันนี้เขาต้องมาขอ แล้วกว่าจะขอ กว่าจะรอ การอนุมัติ ฉะนั้นเขาควรจะต้องได้อำนาจนี้ไปนะครับ และแน่นอนร่างที่แก้ไขก็จะไม่สร้าง ภาระเกินควร ไม่ได้เพิ่มอำนาจหน้าที่เกินกว่าศักยภาพ แล้วก็ภาระเกินควร ยกตัวอย่างเช่น การตรวจสภาพรถ การขนส่งระหว่างจังหวัด การขนส่งสินค้า ขบ. หรือว่ากรมการขนส่ง ทางบกยังมีอำนาจอยู่ เนื้อหาสาระในการแก้ไขนี้เน้นในเรื่องของรถเมล์ ย้ำนะครับ เราพูดถึง เฉพาะรถเมล์หรือว่ารถสองแถวขนาดเล็ก ๆ ไม่ได้พูดถึงรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ไม่ใช่นะครับ รถเมล์คันเล็ก ๆ ๑ ล้านบาท คันใหญ่ ๆ อย่างมาก ๓ ล้านบาทเอาอยู่ ทำไมท้องถิ่นเขาจะต้องวิ่งมาขอส่วนกลางครับเรื่องแค่นี้ ฉะนั้นเราต้องการให้กระจายอำนาจ ขนส่งออกไปให้ท้องถิ่นทำได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น แล้วก็เอาเงินไปอุดหนุนได้เยอะขึ้น และแน่นอนตอนนี้ท้องถิ่นแต่ละที่ก็ของบประมาณจากรัฐบาลกลาง ไปช่วยอุดหนุนได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทำอย่างนี้จะเป็นการปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาขนส่งสาธารณะ หรือว่ารถเมล์ในพื้นที่ของตนเองได้ ฉะนั้นจุดหมายปลายทางตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือ
ข้อที่ ๑ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจจัดทำบริการขนส่งสาธารณะ ได้ด้วยตัวเอง
ข้อที่ ๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจจัดการระบบขนส่งสาธารณะ ในพื้นที่ของตนเอง
ข้อที่ ๓ ยังคงอำนาจของรัฐส่วนกลางไว้ในเรื่องของการขนส่งระหว่างจังหวัด แล้วก็ระหว่างประเทศ
ถ้าพูดเป็นภาษาง่าย ๆ นะครับ อำนาจที่เราจะกระจายออกไปให้ท้องถิ่นก็คือ เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร แล้วก็เมืองพัทยา ที่เขาควรจะสามารถขีดเส้นรถเมล์ได้ จะเอา ๒ สายลากไปตรงไหน หรือจะเอา ๕ สายยาวสั้นเท่าไร มีรถวิ่งกี่คัน มาถี่บ่อยแค่ไหน มันต้องปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น เขาควรจะมีอำนาจ ไม่ใช่ต้องมาร้องขอ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าท้องถิ่นเข้าใจปัญหาในพื้นที่ เพราะว่าท้องถิ่นจะได้ดำเนินการได้เลย ไม่ต้องขอ ส่วนกลางให้อนุมัติ ส่วนในเรื่องเงินส่วนกลางก็ยังช่วยอุดหนุนได้ เดี๋ยวนี้เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร พัทยา อะไรต่าง ๆ ก็ของบจากรัฐบาลกลางได้ จริง ๆ ก็คือเพราะว่ารัฐบาล ไปเก็บเขามาเยอะ แต่ไม่ยอมคืนให้ แล้วก็มีแต่รัฐราชการรวมศูนย์ แล้วก็สร้างโครงการใหญ่โต มากมาย แต่ว่าที่เราขาดจริง ๆ คือเส้นเลือดฝอย รถเมล์ รถเมล์เล็กในต่างจังหวัดนะครับ เพราะฉะนั้นให้อำนาจเขาไปเถอะครับ นั่นคือจุดหมายปลายทาง คราวนี้ถามว่าทำไม ถึงจะต้องแก้ไข เรามาดูสภาพปัญหาหลักตามโครงสร้างอำนาจปัจจุบันกันครับ ปัจจุบันนี้ โครงสร้างอำนาจก็จะมีในส่วนที่เรียกว่าขนส่งทางบกกลางที่ดูภาพรวมของทั้งประเทศ แล้วก็ จะมีขนส่งทางบกประจำแต่ละจังหวัด โครงสร้างในแต่ละจังหวัดนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มาจากการแต่งตั้งเป็นประธาน องค์ประกอบทั้งหมดก็คือรัฐราชการส่วนกลาง มีแค่ ๑ ตำแหน่งที่มาจากท้องถิ่น ก็คือให้มีนายกเทศมนตรีรวมอยู่ด้วย ๑ คน เพราะฉะนั้นสภาพ ปัญหาก็คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยความเคารพนะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดเก่ง ๆ ก็มีเยอะนะครับ แต่ว่าเขาไม่ได้เข้าใจพื้นที่ ปีแรกกว่าจะเข้าใจสภาพพื้นที่ ถนนเส้นไหน ชื่ออะไร รถติดตรงไหน ตรงไหนคนเยอะ คนน้อย การเชื่อมโยงระหว่างชุมชนไปตลาด ไปวัดอะไรต่าง ๆ เขาจะสู้คนในพื้นถิ่นได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะแก้ก็คือ เราก็เลยอยากให้หัวโต๊ะเป็นคนจากในพื้นที่ จะได้เข้าใจ ปัญหา แล้วเรากำลังพูดถึงเรื่องเล็ก ๆ เรื่องรถเมล์ จะไปหวงอำนาจไว้ทำไม นอกจากนั้น ตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นกรรมการนี้อย่างที่เรียนมีแค่ ๑ เสียง ในคณะกรรมการประจำจังหวัดชุดเบ้อเร่อ มันไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่เลย แถมพอผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการขนส่งจังหวัด หากมันเกี่ยวข้องกับการกำหนด เส้นทางแม้แต่อยู่ในจังหวัดของตนเอง จำนวนรถแม้แต่อยู่ในจังหวัดของตนเอง อัตรา ค่าขนส่งหรือว่าค่าโดยสารแม้แต่อยู่ในจังหวัดของตนเอง ก็ต้องขออนุมัติมาที่ขนส่งทางบก กลางก่อน แล้วมันจะเดินอย่างไรครับ มันถึงห่วยอย่างนี้ครับ คือทุกวันนี้ทุกอย่างก็ต้องขอ แล้วไม่ใช่แค่ขอระดับจังหวัด จังหวัดต้องส่งมาให้ส่วนกลางอนุมัติอีกนะครับ แล้วก็แผนอะไร ต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่เลย มีแค่ ๑ เสียงในคณะกรรมการ ชุดเบ้อเร่อ ขอจังหวัดเสร็จแล้วต้องขอมาส่วนกลางอีกต่างหาก ฉะนั้นแนวทางที่เราอยาก เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจนะครับ อันนี้ก็จะปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ. มาตรา ๓ ที่อยู่ ในมือของทุกท่านนะครับ ร่างมาตรา ๓ นี้จะเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจที่เราอยากจะ เปลี่ยนแปลงว่า เดิมนี่เรามี ๒ ก้อน ก้อนที่ ๑ ก็คือเขาเรียกว่า คณะกรรมการควบคุม การขนส่งทางบกกลาง ที่จะดูกรุงเทพฯ ปริมณฑล แล้วก็ทั่วประเทศนี่ครับ ใหญ่มากครับ แต่ว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเลยครับ แล้วเราก็มีคณะกรรมการขนส่งทางบกจังหวัดแต่ละ จังหวัด ๗๖ จังหวัดก็จะมี ๗๖ ที่ อย่างไรก็ตามข้อเสนอของเราก็คือ ทุกวันนี้นนทบุรีก็มี ปทุมธานีก็มี สมุทรปราการก็มี แต่กรุงเทพฯ ไม่มี เพราะฉะนั้นคนที่มาจากการเลือกตั้งอย่าง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนี่แก้ปัญหาไม่ได้เลย กระทั่งจะทำรถเมล์ต้องขอขนส่งทางบก กลางก่อน เพราะฉะนั้นเราจึงเสนอให้มีคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกรุงเทพฯ ถ้าจะทำอะไร หมายถึงว่ารถเมล์ รถสองแถวอะไรต่าง ๆ ในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ที่มันไม่ได้ เชื่อมต่อก็เอามาไว้ตรงนี้ให้เขามีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ถ้าเกิดเชื่อมโยงไปจังหวัดอื่น เชื่อมโยงไปนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี หรือจังหวัดอื่น ๆ อำนาจก็ยังอยู่ที่ขนส่งทางบกกลาง ไม่ได้ยุบนะครับ แต่กระจายอำนาจออกไป ไม่อย่างนั้นดูเทอะทะไปหมด ไม่ไหว นอกจากนั้น ในส่วนของแต่ละจังหวัดนะครับ เราก็ยังคิดว่ายังมีเหตุผลที่จะคงไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริงถ้าเกิดอยู่ในพื้นที่ของเทศบาล เทศบาลก็ควรจะสามารถทำได้ จังหวัดนี่คือ ดูระหว่างเทศบาล หรือว่าระหว่างเทศบาลกับ อบต. อะไรอย่างนั้นพอนะครับ เนื่องจาก สภาพปัญหาหลักตามโครงสร้างอำนาจปัจจุบันนี้ ก็มาสู่ข้อเสนอหลักที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะทำการแก้ไขนะครับ ข้อเสนอหลักในแต่ละจังหวัดก็คือ ไปปรับโครงสร้างของ คณะกรรมการให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
รูปซ้ายนะครับ คือโครงสร้างปัจจุบัน ที่ผู้ว่ามาจากการแต่งตั้ง แล้วโดยปกติก็เทอม ๔ ปี แต่ว่าอยู่จริง ก็อาจจะ ๒ ปี ๓ ปีนะครับ เพราะเปลี่ยนไปตำแหน่งที่ใหญ่กว่า ไปอยู่จังหวัดที่ใหญ่กว่า หรือเข้ามาเป็นอธิบดีในส่วนกลาง หรือขึ้นไปเป็นปลัดกระทรวง ฉะนั้นสมมุติเฉลี่ย ๆ อยู่ที่ ๓ ปี ปีแรกเขายังไม่เข้าใจสภาพพื้นที่เลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเคารพในความรู้ความสามารถ แต่ว่าอันนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องเล็ก ๆ ในท้องถิ่น เราไม่ได้พูดถึงรถไฟ รถไฟฟ้าโครงการ Megaproject เราพูดถึงรถเมล์คันเล็ก ๆ ๑ ล้านบาท คันใหญ่ ๆ ๓ ล้านบาท แล้วก็กรรมการ อย่างที่เรียนครับ มีแต่ส่วนกลาง รัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกิน ๕ คน ให้นายกเทศมนตรีรวมอยู่ด้วย ๑ คน ในคณะกรรมการจังหวัดในปัจจุบัน แทบไม่มีการยึดโยงกับประชาชน ฉะนั้นข้อเสนอ ของเราซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ เราไปคุยกันในวาระที่ ๒ ก็ได้นะครับ ถ้าท่านไม่เห็นด้วย กับองค์ประกอบนี้ แต่เราคิดว่าถ้าหัวโต๊ะมาจากนายก อบจ. ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นคนในพื้นที่ เข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่มันน่าจะดีกว่า และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ องค์ประกอบครับ องค์ประกอบเราจะให้มีผู้แทนในระดับเทศบาลหรือว่า อบต. ไม่เกิน ๕ คน แล้วก็ระดับเทศบาลนคร แล้วก็เทศบาลเมืองอีกไม่เกิน ๓ คน จะเห็นได้ว่าโครงสร้างอำนาจ ที่เปลี่ยนไปนี่มันยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นมาก ๆ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ได้มากกว่าอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นไปตามหลักการนะครับ หลักการเราต้องการกระจาย อำนาจในการทำรถเมล์ในพื้นที่ของตัวเอง ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง ของจังหวัด เราต้องการให้ภายในจังหวัดสามารถใช้อำนาจได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางอีกต่อไป แต่มีการแจ้งให้ทราบ มีการซิงก์ข้อมูลบูรณาการอะไรก็ได้นะครับ แต่จำกัดให้ใช้ในกรณีของขนส่งระหว่าง อปท. เพราะว่าเดี๋ยวเราจะมี Level ที่เป็น อปท. จริง ๆ ที่เป็นไม้เป็นมือ แล้วก็เข้าใจคนในพื้นที่ จริง ๆ ก็คือระดับเทศบาล ระดับ อบต. นะครับ อันนั้นเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง แต่โครงสร้าง ระดับจังหวัดที่เปลี่ยนไปก็คือ มีอำนาจการตัดสินใจมากขึ้นอย่างสมบูรณ์นะครับ ดึงอำนาจ จากขนส่งทางบกกลาง ไม่ต้องไปขออนุมัติอีกรอบ แล้วก็จะมีเรื่องของการแก้ปัญหาในเรื่อง ของสถานีขนส่งที่กระจายอำนาจแล้ว แต่เป็นปัญหาคาราคาซังนะครับ แล้วก็สามารถแต่งตั้ง อนุกรรมการเพื่อไปศึกษาเรื่องนั้น ๆ หรือว่าพื้นที่นั้น ๆ ได้ในรายละเอียด นี่คือโครงสร้าง ที่เปลี่ยนไป ซึ่งปรากฏอยู่ในร่างตามมาตรา ๑๐ ในสิ่งที่เสนอนะครับ สิ่งที่สำคัญเลยนะครับ ที่เป็นรูปธรรมต่อท้องถิ่นเลยก็คือ การเพิ่มบทบาทให้ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ที่ปรากฏดัง ในร่างมาตรา ๑๑ นะครับ มาตรา ๑๑ เขียนไว้ว่าอะไรครับ เราจะเพิ่มอำนาจให้กับเทศบาล ไม่ว่าเทศบาลนคร เทศบาลเมือง หรือว่าเทศบาลตำบล รวมถึง อบต. นะครับ องค์การบริหาร ส่วนตำบล ส่วนในรูปแบบพิเศษก็คือ กรุงเทพมหานครกับเมืองพัทยา ๔ หมวดนี้ที่จะได้ อำนาจที่เป็นรูปธรรม อำนาจที่เป็นรูปธรรมคืออะไรครับท่านประธาน สามารถกำหนด เส้นทางได้ แต่ละสายจะยาวเท่าไร จะวิ่งเชื่อมระหว่างชุมชนไหน ไปตลาด ไปวัด ไปโรงเรียน จะมีกี่สาย เขาควรจะสามารถวางเส้นทางได้ กำหนดเส้นทางได้ นอกจากนั้นนะครับ ในแต่ละสายนี้เขาควรจะมีอำนาจในการตัดสินใจว่าต้องใช้รถกี่คัน ถ้าอยากให้มันถี่มากขึ้น ก็ต้องอุดหนุนเงินเยอะขึ้น มีรถมากขึ้น คนจะได้ไม่ต้องรอนาน แต่ถ้าถี่เกินไปก็แน่นอน คนน้อย เรื่องอย่างนี้ที่มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และการพัฒนา ก็เปลี่ยนแปลง ถึงบอกว่ามันไม่ต้องขออนุมัติจากส่วนกลาง อำนาจควรจะอยู่กับท้องถิ่น แค่เรื่องของจำนวนรถแค่นี้ต้องขอส่วนกลางหรือครับ รถคันหนึ่งอย่างที่เรียนนะครับ ๑ ล้านบาท ไม่เกิน ๓ ล้านบาท เอาอยู่แน่นอน รวมถึงค่าโดยสารครับ เมืองบางเมืองนี่ อาจจะอยากพัฒนาให้เป็นเหมือน Green City ไม่อยากให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวเยอะ ไม่อยากให้ คนขับมอเตอร์ไซค์เยอะ อยากจะลดอุบัติเหตุทางถนน เขาควรจะมา Invest หมายถึงว่า ใส่เงินงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ในการพัฒนาขนส่งสาธารณะในพื้นที่เขาให้มัน สะดวกสบาย คุณภาพดี ราคาถูก เข้าถึงได้ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐต้องเข้าไปอุดหนุนเงิน ฉะนั้นรัฐก็ต้องเลือกว่าจะอุดหนุนเงินไปกับการขนส่งสาธารณะ หรือว่าจะไปสร้างถนน หรือว่าซ่อมถนน หรือจะไปพัฒนาแหล่งน้ำ เราต้องการเห็นภาพอย่างนั้น ให้อำนาจอยู่กับ ท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า ไม่มี อบจ. อยู่ในส่วนนี้นะครับ เพราะว่ารัฐราชการไทยเราต้องการกระจายไปสู่ระดับล่างสุดก็คือ เทศบาล อบต. กรุงเทพฯ พัทยา ส่วน อบจ. ก็เหมือนแบบคุม ถ้ามันอยู่ในจังหวัด ส่วนขนส่ง ทางบกกลางก็คือ ระหว่างจังหวัดหรือระหว่างประเทศ เราต้องการขีดเส้นเพื่อกระจายอำนาจ เพื่อแบ่งอำนาจให้ชัดเจนขึ้นนะครับ ฉะนั้นปลดล็อกท้องถิ่นในการให้บริการขนส่งสาธารณะ ในพื้นที่ตนเอง ย้ำนะครับ เราพูดถึงในพื้นที่ของเขา ในเทศบาลของเขา ในกรุงเทพมหานคร ในเมืองพัทยา ทำไมเขาจะมีอำนาจไม่ได้ครับ ฉะนั้นเรื่องหลัก ๆ ที่จะกระจายไปก็เป็นเรื่อง ของรถเมล์ เส้นทาง จำนวนค่าโดยสาร ควรจะปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัวในท้องถิ่น ของตนเอง นอกจากนั้นในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะมีประเด็นรองอื่น ๆ อย่างที่ทุกท่าน ได้เห็นในเอกสารนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้อำนาจกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น การอนุมัติ การเพิกถอนใบอนุญาตเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับการจัดการการขนส่ง แล้วก็แก้ปัญหา เรื่องสถานีขนส่งที่คาราคาซังมานานนะครับ อย่างไรก็ตามรายละเอียดพวกนี้เราไป ปรับเปลี่ยนได้ในวาระ ๒ ถ้าข้อไหนไม่ดี ท่านก็บอกมาว่ามันไม่ดีอย่างไร แล้วข้อเสนอท่าน ที่คิดว่าดีกว่าคืออย่างไร ฉะนั้นผมก็พยายามเดาว่าจริง ๆ มันเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่สร้างสรรค์ ทำไมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมาร่วมกันทำเพื่อประชาชนไม่ได้ ก็พยายามหาเหตุผล จนผมไปเจอหนังสือฉบับนี้ครับ หนังสือฉบับนี้คืออะไรครับท่านประธาน คือความเห็นของรัฐบาล รัฐบาลได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็คือ ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ไปดูสิว่าที่พรรคก้าวไกล เขาเสนอร่างมานี้คุณมีความเห็นอย่างไร จะเอาหรือไม่เอาร่างนี้ แล้วก็ส่งหนังสือนี้ เป็นความเห็นจากรัฐบาลไปให้วิปรัฐบาล แล้ววิปรัฐบาลล่าสุดที่ผมได้ยิน ณ นาทีนี้ก็ยัง ได้ยินว่าจะโหวตไม่รับร่างนี้ ก็ต้องตอบให้ได้ ตอบเหตุผลให้ได้ แต่มาดูเหตุผลที่ท่านสุริยะ ให้ว่า ท่านสุริยะมองท้องถิ่นอย่างไร มองประชาชนอย่างไร ท่านบอกอย่างนี้ว่า ด้วยอำนาจ ตาม พ.ร.บ. ปัจจุบัน ก็คือฉบับปี ๒๕๒๒ แล้วมีการแก้ไขอยู่บ้าง มีลักษณะเป็นการกระจาย อำนาจให้ท้องถิ่นอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ซึ่งบัญญัติ ให้มีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมเป็นองค์ประกอบ อันนี้ฉบับเต็มเข้าไปดู ในเฟซบุ๊กของผมได้นะครับ ท่านไปอ่านได้เลยครับ ในเฟซบุ๊กสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นอกจากนั้นท่านยังให้เหตุผลว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถยื่นขอรับใบอนุญาต แล้วท่านก็อธิบายมาว่า มันเพียงพอแล้วสำหรับการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ผมอยากเข้าใจ จริง ๆ ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นรัฐมนตรี ว่าการคมนาคมในสมัยนี้ที่มาจากการเลือกตั้ง