เปรมศักดิ์ เพียยุระ เสนอความเห็นต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองคณะ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นกระผมขอสดุดีวีรชน ทั้ง ๙ ท่านที่สูญเสียชีวิตที่แนวหน้าและขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่อยู่ในช่วงอพยพ หลบภัย ขอให้ทุกท่านได้รับความปลอดภัยจากใจจริงของสมาชิกรัฐสภาของเรา ท่านประธานครับ เรื่องนี้ขอเท้าความนิดหนึ่งว่าก่อนหน้าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะมีการลงมติให้มีคณะกรรมาธิการ ๒ ชุด คือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่าง รัฐธรรมนูญนั้น มีความเห็นอีกกระแสหนึ่งว่าต้องการให้การร่างรัฐธรรมนูญใช้องค์กร ที่เรียกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ซึ่งเป็นที่รับรู้และมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ มาตลอด แต่ปรากฏว่ากลไกที่เรียกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญโหวตลงมาแล้วแพ้ในเรื่องของ คณะกรรมาธิการ ๒ คณะที่กราบเรียน อย่างไรก็ตามภาพจำของประชาชนที่พูดถึง สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. โดยเฉพาะเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านประธาน ในช่วงนั้นก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเองก็ดำเนินบทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ปรากฏในช่วงนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มีบทบาทในการให้ข่าวและความเคลื่อนไหว ของการดำเนินการตลอดเวลา โดยมีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนยกร่างขึ้นมา การเคลื่อนไหวของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ในปีนั้นก็ได้มีการออกไปต่างจังหวัด มีการไปให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อมหรือปัญหาต่าง ๆ จนเกิดเป็นกระแส รัฐธรรมนูญธงเขียวและผ่านการรับรองจากสมาชิกรัฐสภาในที่สุดโดยการขานชื่อ ปรากฏเป็น รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในประเทศไทย ผมขอเท้าความนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีคณะกรรมาธิการ ๒ คณะ เป็นกลไกทดแทนสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงเห็นว่ากลไกทั้ง ๒ คณะกรรมาธิการนี้ จะต้องมีความโปร่งใสในการทำงานไม่แพ้สภาร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ที่ผมเคยมี ประสบการณ์ นั่นก็คือจะต้องมีการรายงานความเคลื่อนไหวต่อประชาชนอยู่ตลอด รายงาน อย่างไร กลไกหนึ่งก็คือการถ่ายทอดการประชุมและรายงานให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาเป็น อนุกรรมาธิการหรือเป็นคณะทำงานให้ได้มีส่วนร่วมอย่างน้อยการประชุมร่วมของ ๒ คณะกรรมาธิการนี้ควรจะมีอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง เพื่อจะติดตามความเคลื่อนไหว ของข้อคิดเห็นต่าง ๆ เพราะคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นก็จะออกไปรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้วก็มาพูดคุยกับคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในมาตราต่าง ๆ ทีละเรื่อง ทีละบท ทีละมาตรา ซึ่งถ้าหากไม่มีการสื่อสารถึงกันอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ รัฐธรรมนูญ ที่ร่างออกมาก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการของประชาชนก็ได้ ดังนั้นภารกิจของ ๒ คณะกรรมาธิการนี้จึงจะต้องควบคู่กันไปอย่างแนบแน่นตลอดระยะเวลา คำว่า แนบแน่น ไม่ใช่หมายความว่าจะต้องเห็นตามกันเสมอไป จะเห็นแตกต่างกันก็ได้ จะขัดแย้งกันก็ได้ แต่ขอให้มีความเห็นร่วมกันในทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในท้ายที่สุด ท่านประธานครับ อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าจะต้องรายงานเป็นระยะ เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ชี้ว่าหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วัน นับแต่มีการประชุม คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก นั่นคือประมาณเกือบ ๑ ปี ขาดเพียง ๕ วัน แต่ว่า ก็ไม่จบสิ้นเท่านั้น เพราะการดำเนินการของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญหลังจากที่มี ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็จะต้องยื่นร่างรัฐธรรมนูญนั้นให้ประธานรัฐสภา เพื่อประธาน รัฐสภานั้นนำร่างรัฐธรรมนูญมาพิจารณาโดยให้ฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สส. และ สว. และกลับคืนไปยังคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอีก หลังจากนั้นถ้าหาก ไม่แล้วเสร็จก็ยังขอขยายเวลาได้อีก รวมแล้วเป็น ๓๐ วัน บวก ๓๐ วัน และอีก ๓๐ วัน เป็นถึง ๙๐ วัน หรือ ๓ เดือน เพราะฉะนั้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแล้วเสร็จ เพื่อดำเนินการนำมาบังคับใช้ต่อไป ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ ๑ ปี หรือไม่เกิน ๑ ปี ๓ เดือน ดังนั้นบทบาทสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ต้องการของประชาชน หรือสอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชน นั่นคือบทบาทของคณะกรรมาธิการ ๒ คณะนี้ คือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๓๕ คน และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น อีก ๓๕ คน จะต้องมีการดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นระบบ และรายงานต่อประชาชน อยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งหลังจากที่มีคณะกรรมาธิการ ๒ คณะแล้วนั้นก็จะต้องมีการจัดสัดส่วน การทำงาน ผมเองก็ขอให้ได้มีการจัดลำดับว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็น ประธานคณะในการประชุมทั้ง ๒ คณะ ส่วนกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นเป็นรองประธาน คณะในการประชุมร่วมกัน โดยใช้ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมของ ทั้ง ๒ คณะในการพิจารณาร่วมกัน จุดนี้ผมอยากจะให้ที่ประชุมของรัฐสภาเราพิจารณาว่า เราจะได้มีการรับฟังเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร ถ้าหากเป็นเรื่องที่ปิดกันอยู่ภายในของ ๒ คณะกรรมาธิการ ผมจึงอยากให้มีการแก้หรือเพิ่มเติมตรงนี้ว่าให้มีการรายงานการประชุม ในการร่างรัฐธรรมนูญทางสื่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนทราบความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เรื่องใดที่ไม่สอดคล้องต้องการของประชาชนก็จะได้ถูกปรับให้เป็นตามแนวของประชาชน มิฉะนั้นนั้นที่เราบอกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ดีกว่าที่เราแก้ไขของปี ๒๕๖๐ นั้น ก็อาจจะไม่เป็นความจริง ดังนั้นผมคิดว่าดีที่สุดก็คือการเปิดกลไกให้มีการตรวจสอบ จากสาธารณะ เพื่อให้เป็นกลไกในการที่ทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประชาธิปไตยและเป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด และเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา ขอบพระคุณท่านประธานครับ