นภินทร ศรีสรรพางค์ ชี้แจงว่าพิธีสารแก้ไขข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนมและโคเนื้อ โดยอธิบายความแตกต่างด้านประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงกว่า ทำให้ไทยต้องปรับมาตรฐานการแข่งขันเพื่อปกป้องเกษตรกร พร้อมระบุว่าไทยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA กับทั้งสองประเทศในสัดส่วนสูงถึง 60-70% นอกจากนี้ ยังหารือมาตรการใช้นมดิบไทยในโครงการนมโรงเรียน ส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์จากนม และเจรจาขยายตลาดโคเนื้อไปยังจีนโดยเสนอระบบกักกันโรค 30 วัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและปริมาณนมในประเทศ
เรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตตอบข้อซักถามแล้วก็ข้อห่วงใยของเหล่า สมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ในวันนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมมาเสนอพิธีสาร ฉบับที่สองเพื่อแก้ไขข้อตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านนั้นได้อภิปรายในประเด็นข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของนมแล้วก็ โคเนื้อ ซึ่งเปึนเกี่ยวกับ FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งไม่เกี่ยวกับพิธีสาร ฉบับที่สองฉบับนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามครับข้อเสนอแนะข้อห่วงใยที่ท่านได้นำเสนอนั้น เปึนความหวังดีต่อพี่น้องประชาชนนะครับ ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ดีทางรัฐบาลก็ดีก็จะรับ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปพิจารณานะครับ ขอตอบข้อชี้แจงนิดหนึ่งครับว่าในส่วนของการใช้สิทธิ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่าเราใช้สิทธิน้อยนะครับอยู่เพียง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้วก็ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าการใช้สิทธิประโยชน์ FTA นั้นของไทยกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เราไปใช้สิทธิในการนำเข้าอีกฉบับหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของออสเตรเลียนั้นเราใช้สิทธิในการนำเข้าป้ ๒๕๖๖ มีมูลค่าถึง ๖,๒๘๐ ล้านเหรียญ U.S. นะครับซึ่งใช้สิทธิถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับนิวซีแลนด์เราส่งออก ไปนิวซีแลนด์ ๑,๔๐๐ ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ใช้สิทธิถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น การใช้สิทธิในการนำเข้าสู่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้นเราใช้ FTA อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งให้สิทธิที่มากกว่าครับ กราบเรียนข้อเสนอแนะนะครับที่ท่านเปึนห่วงในเรื่องของน้ำนม ที่จะนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งจะเปึน ๐ เปอร์เซ็นต์ในต้นป้ ๒๕๖๘ ตลอดจนโคเนื้อ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าสิ่งหนึ่งที่เราพยายามปรับปรุงมาตรฐานในการแข่งขันซึ่งเราก็ได้ พยายามทำมาตลอดระยะเวลา ๒๐ ป้นะครับ แต่ปัจจัยที่สำคัญของน้ำนมที่มาจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลียนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศเขานั้นมีพื้นที่ที่มาก มีประชากรที่น้อย พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงโคนมเขามีพื้นที่ถึง ๒๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร คิดเปึน ๘ เปอร์เซ็นต์ สำหรับการเลี้ยงสัตว์ แล้วปรากฏว่าในธุรกิจของการเลี้ยงสัตว์นั้นเขาเปึนธุรกิจขนาดใหญ่ ในส่วนของนิวซีแลนด์มีจำนวนโคนมอยู่ประมาณ ๔.๗ ล้านตัว มีเกษตรกรนิวซีแลนด์อยู่ ๑๐,๔๘๕ รายด้วยกัน คิดเปึนอัตราเฉลี่ย ๑ คนต่อ ๔๔๘ ตัว นี่คือเกษตรกรรายใหญ่ ส่วนของออสเตรเลียนั้นมีโคนม ๒.๑ ล้านตัว มีเกษตรกร ๔,๑๕๓ ราย ถ้าคิดอัตราส่วนนั้น ๑ คนเลี้ยงโคนม ๕๐๔ ตัวนะครับ แต่สำหรับประเทศไทยนั้นเรามีโคนมอยู่ ๕๖๘,๐๐๐ ตัว มีเกษตรกร ๑๕,๐๐๐ กว่ารายด้วยกัน คิดเปึนอัตราส่วน ๑ ต่อ ๓๖ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เกษตรกร ๑ คนนั้นเรามีประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคนมเปึนเกษตรกรรายเล็กเพียง ๓๖ ตัวเท่านั้น แต่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ประมาณ ๑ ต่อ ๕๐๐ จึงเปึนเกษตรกรรายใหญ่ เขาสามารถใช้นวัตกรรมใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งลดต้นทุนการผลิตได้ แล้วที่สำคัญ ในส่วนของอาหารสัตว์นะครับ อาหารสัตว์ที่เปึนวัตถุดิบที่จำเปึนก็คือข้าวโพด ประเทศ ออสเตรเลียนั้นสามารถผลิตข้าวโพดได้ ๑ ไร่ อยู่ประมาณ ๑.๕ ตันต่อไร่นะครับ ในขณะที่ ประเทศไทยนั้นผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๑ ไร่ได้ประมาณ ๘๐๐ กิโลกรัมนะครับ ต้นทุน ของประเทศไทยนั้นอยู่ ๗.๕๘ สตางค์ต่อกิโลกรัม นี่คือต้นทุนที่แตกต่างกันซึ่งออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์นั้นมีต้นทุนอยู่เพียง ๔ บาทด้วยกันนะครับ ซึ่งเราก็พยายามทำให้ต้นทุน อาหารสัตว์นั้นต่ำลงแต่ต้องเข้าใจครับว่าพี่น้องเกษตรกรไทยเราก็มีความจำเปึนที่จะต้องทำ อย่างไรให้เขาสามารถอยู่ได้โดยการดึงราคาให้เขานั้นสามารถขายได้ในราคาประมาณ ๙ บาท ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์ของประเทศไทยนั้นตกกิโลกรัมละประมาณ ๑๐ บาทด้วยกันทำให้ ต้นทุนอาหารสัตว์ของประเทศไทยสูงกว่าต่างประเทศนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าในส่วน ของแนวทางในการที่จะปัองกันทำให้น้ำนมดิบของประเทศไทยนั้นสามารถขายได้และอยู่ได้ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงโคนมนะครับ
มาตรการแรกก็คือนมโรงเรียนทั้งหมดเราต้องใช้นมดิบของประเทศไทย เท่านั้น ไม่สามารถเอานมผงของต่างประเทศมาละลายน้ำและที่สำคัญก็คือพยายาม เสริมสร้าง Know-How นวัตกรรมต่าง ๆ ให้คนไทยนั้นสามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากนม ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ Yoghurt ก็ดี เนยก็ดี นมข้นหวานก็ดี ตลอดจน Bakery ต่าง ๆ แล้วก็พยายามขยายตลาดในการส่งออก เราส่งออกในอาเซียนด้วยกันเราเปึนอันดับ ๑ นะครับ ตลอดระยะเวลา ๑๐ ป้ที่ผ่านมา แล้วก็เปึนอันดับ ๗ ของการส่งออกนมในระดับโลกนะครับ ในส่วนของโคเนื้อนั้นผมเรียนอย่างนี้ครับว่าประเทศไทยได้พยายามเจรจากับประเทศจีน ตอนนี้ประเทศจีนให้เซ็นสัญญากับเวียดนามในการส่งออกสุกร ส่วนโคเนื้อนั้นให้ประเทศลาว ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้พยายามเจรจากับรัฐบาลของจีนว่าให้ประเทศไทยนั้น สามารถส่งออกโคเนื้อไปยังประเทศจีน เพียงแต่ว่าติดตรงรายละเอียดตรงที่ว่าประเทศไทยนั้น การเลี้ยงโคก็ดี การเลี้ยงสุกรก็ดี เรายังไม่ปลอดจากโรคปากเป๋ือยเท้าเป๋ือย เรามีเขตปลอดโรค ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกแล้วก็อยู่ในภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไปนะครับ แต่การปลอดโรค ของประเทศไทยนั้นยังใช้วัคซีนอยู่ ซึ่งยังไม่เปึนที่ยอมรับในเวทีสากล แต่เราได้เจรจากับ ประเทศจีนว่าในกรณีที่เราจะส่งออกไปจีนนั้นเราจะสร้างด่านกักสัตว์ขึ้นมาที่เชียงของซึ่งจะ กักเนื้อโคไว้ประมาณ ๓๐ วันนะครับ กักโคไว้ ๓๐ วัน เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นปลอดจากโรคปากเป๋ือยเท้าเป๋ือยจริง แล้วก็สร้างโรงชำแหละ ที่ฝัืงประเทศไทยหรือฝัืงประเทศจีนนะครับอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อทำอย่างไรให้โคเนื้อ ของประเทศไทยนั้นมีตลาดในการส่งออกและไม่ทำให้ราคานั้นตกต่ำ นอกจากนี้เรายังตั้ง กองทุนช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงภาคการเกษตรและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเป่ด ตลาดการค้าเสรี นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำในส่วนของรัฐบาลนะครับ ในส่วนของการเผยแพร่ FTA ต่าง ๆ ตลอดจนสิทธิบัตรยาต่าง ๆ นี้กรมเจรจาการค้านั้นได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผมขอให้ท่านโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้านั้นเปึนผู้ชี้แจงในรายละเอียด
ส่วนในประเด็นเรื่องของการนำเข้าโควตานมซึ่งเรามีพระราชบัญญัติโคนม และผลิตภัณฑ์นม ป้ ๒๕๕๑ ซึ่งมีคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์โคนมหรือ Milk Board ซึ่งจะมีอำนาจในการกำหนดปริมาณและเงื่อนไขการนำเข้าและการส่งออกโคนม เรายังมี อำนาจตรงนี้อยู่ซึ่งในขณะนี้มีการขอนำเข้าโคนมจากออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์อยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตัน แต่อนุ Milk Board ก็ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติฉบับนี้พิจารณานำเข้าอยู่ ประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ต่อไปนะครับ นี่คือสิ่งหนึ่งที่เรา พยายามที่จะรักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมและปริมาณน้ำนมที่ใช้ในประเทศให้เหมาะสม ซึ่งเดี๋ยวผมจะขอให้คุณวรางคณา โตรส เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กรมปศุสัตว์เปึนผู้ชี้แจงครับ ก็ขอขอบพระคุณครับ