จิตติพจน วิริยะโรจน ทักทายประธานสภาฯ อภิปรายข้อดีเอฟทีเอ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗

จิตติพจน วิริยะโรจน กล่าวทักทายประธานสภาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนอภิปรายถึงข้อดีของข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยชี้ให้เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวสร้างประโยชน์ทั้งด้านการส่งออกที่เกินดุล การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำซ้อน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการเปิดตลาดจะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการยกระดับคุณภาพผลผลิต

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นแรกที่ผมจะขออนุญาตอภิปรายก็คือข้อดีของ FTA ระหว่างอาเซียน -ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ครับ จากผลที่พวกเราได้มีการทำ FTA กับออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์ในฐานะอาเซียนนั้น ผลที่ออกมาถือว่าน่าพึงพอใจมากครับ เพราะว่าในป้ที่แล้ว เราส่งออกไปประเทศออสเตรเลียถึง ๑๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกินดุลถึง ๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการใช้สิทธิประมาณ ๑ ใน ๓ ของยอดส่งออกทั้งหมดแสดงว่า มีประชาชนผู้ประกอบการคนไทยได้ผลประโยชน์จากการใช้ FTA ถึงประมาณ ๑ ใน ๓ ของยอดส่งออกทั้งหมดครับ ส่วนนิวซีแลนด์ก็ทำนองเดียวกันถึงประเด็นสัดส่วนที่ได้ ประโยชน์จะน้อยกว่า ๑ ใน ๓ แต่ก็ประมาณ ๑ ใน ๘ ก็ถือว่ามีผลที่ดีนะครับ แล้วก็มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า FTA ที่อาเซียนทำกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้น เปึนประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ นอกจากจะมีผลประโยชน์ ในเรื่องของการส่งออกการเกินดุลแล้วยังมีเรื่องผลประโยชน์ในเรื่องของการลงทุนที่ประเทศ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้มาลงทุนในประเทศไทยครับ ในป้ที่แล้วมียอดลงทุนจาก ออสเตรเลียถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเปึนนิมิตหมายอันดีครับ เพราะว่าการมีการลงทุน โดยตรงจากต่างประเทศนั้นเปึนการสร้างรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ในระยะยาวครับ ถึงแม้ว่าการตกลงเพิ่มเติมในครั้งนี้เปึนการเซ็นสัญญาปรับปรุงในครั้งที่ ๒ ครั้งนี้จะไม่ได้มีการเพิ่มรายการสินค้าแต่ก็ได้มีการทำให้มีความร่วมมือที่แนบแน่นแน่นแฟัน ยิ่งขึ้นระหว่างประเทศคู่สัญญาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปึนที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ Invoice ก็ดี หรือใบแจ้งหนี้ทางอิเล็กทรอนิกส์ถ้าหากมีการเชื่อมโยงกันในที่สุดไม่ว่าจะเปึนการนำเข้า หรือส่งออกระหว่างประเทศคู่สัญญาก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วครับ เพราะว่า ปกติแล้วถ้าหากว่าไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เราต้องมีการส่งเอกสารต้องมี การส่งข้อมูลจำนวนมากจากประเทศไทยไปยังประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ใช้เวลานานแล้วต้องมีการ ตรวจสอบนะครับ แต่ถ้าหากว่าได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบ Single Window ในที่สุดมันก็เหมือนกับว่าแทนที่พวกเรากับประเทศคู่สัญญาเหมือนกับการส่งออก ข้ามประเทศ แต่ถ้าหากว่ามีการร่วมมือที่แน่นแฟันมันก็คงจะไม่ได้แตกต่างอะไรกับที่ กรุงเทพฯ จะค้าขายกับอุบลราชธานี อีกหน่อยประเทศไทยค้าขายกับออสเตรเลียหรือ นิวซีแลนด์ก็คงจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ จนเปรียบเสมือนเปึนประเทศเดียวกันก็เปึนสิ่งที่ดี และน่าสนใจครับ นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นในเรื่องที่มีการยอมรับในเรื่องของการตรวจสอบ ระหว่างประเทศคู่สัญญา แต่เดิมเวลาที่มีการส่งสินค้าโดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากประเทศไทย ไปประเทศอื่น ๆ นอกจากในประเทศของเราจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพสินค้า มีการตรวจสอบ ในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ พอไปถึงประเทศปลายทางนะครับ ประเทศปลายทางก็ต้อง ตรวจสอบในทำนองเดียวกันอีก ทำให้การตรวจสอบต่าง ๆ เหล่านี้เปึนการตรวจสอบ ที่ซ้ำซ้อนนะครับ แต่ถ้าหากว่ามีการยอมรับในเรื่องของการตรวจสอบต่าง ๆ โดยประเทศ คู่สัญญามันก็จะทำให้ลดความซ้ำซ้อนหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเปึนลงได้ครับ เพราะว่ามีหลายครั้ง ที่เราจะเห็นว่ามีการส่งสินค้าการเกษตรจากประเทศไทยหรือสินค้าอุตสาหกรรมก็ตามไปยัง ประเทศคู่ค้าในประเทศของเราหน่วยงานที่ตรวจสอบคุณภาพตรวจสอบแล้วพบว่าใช้ได้ แต่พอไปถึงประเทศปลายทางตรวจสอบแล้วกลับมีปัญหา ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้สินค้า ที่ส่งไปมีปัญหาต้องมีการปรับปรุงคุณภาพที่ปลายทาง หรือต้องมีการตีกลับก็เปึนปัญหา ที่ใหญ่และเปึนปัญหาที่ทำให้การค้าขายระหว่างประเทศคู่สัญญามีปัญหา การที่มีการยอมรับ ในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศต้นทางช่วยลดความซ้ำซ้อนแล้วก็ช่วยทำให้ การค้าขายระหว่างประเทศเปึนไปโดยความสะดวกและมีประโยชน์ยิ่งขึ้น สำหรับประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกกังวลกันค่อนข้างมากนะครับ ก็คือกังวลว่าพอเราเป่ดตลาดขึ้นมาแล้วสินค้า เกษตรของเราไม่ว่าจะเปึนนมก็ดีหรือสินค้าอื่น ๆ ก็ดีเราจะมีปัญหาว่าจะต่อสู้แข่งขันได้ หรือไม่นะครับ ผมก็ขออนุญาตให้ข้อมูลครับว่าประเทศออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์นั้นมีค่าแรงสูงกว่าเรา มากกว่า ๑๐ เท่าครับท่านประธาน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเขาไม่ได้ถูกกว่าเรานะครับแต่สิ่งที่ เขามีความโดดเด่นและเหนือกว่าเราคือความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ถ้าหากว่าเราจะใช้ ประโยชน์จากเรื่องของ FTA แล้วมีการร่วมมือกับต่างประเทศไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการปลูกข้าว ก็ดี ในเรื่องของการเลี้ยงโคนมก็ดี นำเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นใช้แล้ว ได้ประโยชน์ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้พันธุ์ข้าวดีขึ้น ทำให้การเลี้ยงโคนมได้ประโยชน์ขึ้น แล้วนำมาใช้กับการเกษตรในประเทศไทยหรืออุตสาหกรรมในประเทศไทยผมเชื่อว่าก็คง จะได้ประโยชน์ครับและความสามารถในการแข่งขันทางสินค้าเกษตรก็จะไม่มีปัญหา แล้วสิ่งที่ เกษตรกรกำลังกังวลครับว่าเราจะแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้จะแข่งขันกับออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ไม่ได้ก็จะหมดไปนะครับ เพราะว่าโดยพื้นฐานจริง ๆ แล้วประเทศไทย มีความสามารถในการแข่งขันในเรื่องของค่าแรงและหลาย ๆ อย่างที่เข้มแข็งกว่าประเทศ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ครับ เราขาดแค่เทคโนโลยีถ้าหากว่าได้มีการนำเทคโนโลยี จากประเทศที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าเรามาใช้ก็จะดีขึ้นครับ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมขออนุญาต ฝากความกังวลไว้นะครับก็คือเรื่องของนั้น Non-Tariff Barrier นะครับ ในเรื่องการส่งออก สินค้าเกษตรไปต่างประเทศเรามักจะมีปัญหาในเรื่องของ Non-Tariff Barrier อย่างเช่น การส่งข้าวไปที่ออสเตรเลียเราจะเจอปัญหาครับว่าออสเตรเลียมีมาตรฐานในการนำเข้าที่สูงมาก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของมอดหรือแมลงที่มีมาตรฐานสูงและมีการจำกัดถึงพันธุ์ของมอดและแมลง ที่อนุญาตให้พบในผลิตภัณฑ์การเกษตรหรือแม้แต่ปริมาณข้าวเปลือกที่อยู่ในข้าวที่ออสเตรเลีย กำหนดให้มีไม่เกิน ๕ เม็ดต่อ ๑ กิโลต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเปึนมาตรการการจำกัดทางการค้า ที่เปึนอุปสรรคต่อการส่งออกของประเทศไทยครับ ถ้าหากว่ากระทรวงพาณิชย์จะได้นำเรื่อง ดังกล่าวไปเจรจากับประเทศคู่ค้าก็จะเปึนประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ