ปรีติ เจริญศิลป แสดงความเห็นต่อการเปิดการค้าเสรีและผลกระทบต่อเกษตรกรโคนมไทย โดยเสนอให้พิจารณาผลกระทบจากการค้ากับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และคู่ค้าทวิภาคี ปรีติ เจริญศิลป ชี้แจงปัญหาการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นม 4 ชนิด ที่จะเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยวิพากษ์วิจารณ์มาตรการของกรมปศุสัตว์ที่ลดโควตาการนำเข้าอย่างฉาบฉวยซึ่งอาจละเมิดข้อตกลงทางการค้า และเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และเกษตรฯ ร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโคนมอย่างยั่งยืนผ่านการลดต้นทุนอาหารสัตว์แทนโครงการที่ไม่ได้ผล
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลปี นะครับ วันนี้ในนามสมาชิก รัฐสภาและ สส. พรรคประชาชน จังหวัดนนทบุรีครับ วันนี้ผมขอเปึนปากเปึนเสียงให้กับ เกษตรกรโคนมไทยและภาคอุตสาหกรรมโคนมนะครับ ที่อาจได้รับผลกระทบจากสิ่งที่กำลัง จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ครับ ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมเห็นด้วยในการที่เราเป่ดการค้าเสรี ไม่ว่าจะเปึนอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์หรือจะเปึนระหว่างคู่ค้าทวิภาคีไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ครับ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถช่วยให้ประเทศไทยสามารถส่งออก สินค้าไปยังคู่ค้าได้มากยิ่งขึ้นครับ ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดคลิปภาพ)
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การเป่ดตลาดที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ที่จะเรียกว่าภาษีเปึนศูนย์ จะมีสินค้าบางประเภท ที่จะเกิดขึ้นนะครับ ผมเองเปึนห่วงสินค้าเกษตรเปึนอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะสินค้า Dairy Products หรือผลิตภัณฑ์นม ๔ ชนิดครับ ที่เรียกว่าเปึนสินค้าที่ Sensitive มากที่สุดครับ เพราะเปึนกลุ่มสุดท้ายที่เขาจะยกเลิกกำแพงภาษีและโควตาอยู่ให้หมดลงไปในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้นครับ ซึ่งผมทราบมาว่ารัฐบาลก็ยังไม่ได้มี มาตรการอะไรในการช่วยเหลือเกษตรกรโคนมที่ชัดเจนออกมาเลยนะครับ สไลด์หน้าถัดไป สินค้า ๔ ชนิดที่ทางรัฐมนตรีก็ได้กล่าวไว้ครับ นม ครีม เครื่องดื่มนมปรุงแต่งและนมผง ขาดมันเลยครับ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อภาษีเปึนศูนย์และนำเข้าได้ไม่จำกัดจะมีการนำเข้ามาแน่นอน มากขึ้นเรื่อย ๆ จากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนล่าสุดนี้ครับ ผมเล่าสถานการณ์ ว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมเขาก็ได้เตรียมแผนที่จะขอนำเข้าไว้แล้วครับ ในป้ ๒๕๖๘ มีการยื่น ป้นี้เพื่อขอโควตานำเข้า เขายื่นไปเปึนสถิติเลยครับ ๙.๑ หมื่นตันครับ แต่เท่าที่ทราบครับ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คงตกใจว่ามีการยื่นขอเข้ามาเยอะ กลัวจะกระทบกับ เกษตรกรครับ มีการตีวาระกลับไปให้กรมปศุสัตว์พิจารณาใหม่ครับ แหล่งข่าวเขาเล่ามาว่า กรมปศุสัตว์ก็ไปกดครับ ไม่ให้มีการนำเข้าตามที่ร้องขอที่เอกชนเขาแจ้งมาครับ จะลดเหลือเพียง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดที่ต้องนำเข้าและจะเสนอ Billboard ในสัปดาห์หน้านะครับ ผมไม่ทราบ ว่าสิ่งเหล่านี้เราทำถูกวิธีหรือเปล่านะครับ เดี๋ยวต้องให้กรมปศุสัตว์เปึนคนช่วยตอบครับ ส่วนตัวนี้จะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบฉาบฉวยนะครับ เพราะอาจเปึน การละเมิดข้อตกลงทางการค้าอย่างชัดเจน ถ้าหากผู้แทนของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เขามาฟัองเราก็จะเปึนปัญหาใหญ่ว่าเพิ่งเป่ดการค้าเสรีวันที่ ๑ ปุ็บเกิดการกดดันจากภาครัฐ ไม่ให้มีการนำเข้าเกิดขึ้นครับ แต่ส่วนตัวเห็นว่านะครับได้เคยพูดในที่สภาแห่งนี้ไว้แล้วครับว่า รัฐควรไปลดต้นทุนเรื่องของอาหารสัตว์ ให้กับเกษตรกรที่มีความจริงจังมากกว่านี้ครับ เพราะอาหารสัตว์เปึนโครงสร้างต้นทุนหลัก การผลิตของเกษตรกรโคนมเลยครับ แต่ที่ผ่านมาเหมือนจะมีโครงการต่าง ๆ มากมาย แต่เรายังลดไม่ได้ หน้าถัดไปครับ อันนี้ตัวเลข ๑๐ ป้ที่ผ่านมาที่เราทำมาต้นทุนก็ยังเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นกลับลดลงด้วย อย่างนี้เราจะไปแข่งขันกับเขาอย่างไรนะครับ หน้าถัดไปครับ เห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ก็มีการทำโครงการที่ผ่านมาทุ่มงบประมาณโครงการ ต่าง ๆ ลงไปแล้วครับ สิ่งเหล่านี้อาจจะต้องหยุดหรือละเลิกไป ทุกรัฐบาลมาก็จะมีการมาเป่ดงาน จัดงานลงไปตรวจครับ แต่ตัวเลขมันบ่งชัดอย่างที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ว่ามันไม่ได้ผลอาจจะ ต้องยกเลิกครับ หรือหาวิธีการใหม่ ๆ ครับ การจะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมาเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนมันอาจจะไม่ทันในระยะอันสั้นแล้วตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ว่าต้องไม่ละเมิด กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้วย อย่างแรกสิ่งที่ผมเห็นคือต้นทุนอาหารสัตว์ทางกระทรวงพาณิชย์ ที่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปตรวจสอบไปลดต้นทุน ไปลดราคาได้ประกาศ ราคาออกมาได้แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่ามีการเข้าไปทำอย่างนี้ที่ไหนนะครับ มันส่งผลในระยะยาว ที่ทำให้เกษตรกรก็ไม่รู้ทิศทางว่าสรุปแล้วรัฐสามารถช่วยได้หรือไม่ในเรื่องต้นทุนหลักครับ เขาต้องตัดสินใจว่าเขาจะเดินต่ออย่างไรหลังจากเป่ดการค้าเสรีนะครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่า อยากให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ต้องไปหารือร่วมกันในการหา ข้อสรุปให้ได้ว่าเกษตรกรโคนมไทยหรืออุตสาหกรรมโคนมจะอยู่กันอย่างไร ช่วยเขาได้แค่ไหน หรือถ้าทำไม่ได้แล้วมันก็ต้องเยียวยาต่อไปในการที่จะปรับปรุงแก้ไข หรือที่ท่านบอกว่า เตรียมตั้งกองทุนขึ้นมาตอนนี้ถึงไหนแล้วนะครับ ถ้าท่านรีบเสนอเข้าสภาอย่างไรก็ต้องรีบ พิจารณาเพราะวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ เชื่อว่าจะมีสินค้าทยอยทะลักเข้ามา แล้วถึงวันนั้น เกษตรกรโคนมไทยอาจจะขายนมไม่ได้ คนที่ต้องไปซื้อสุดท้ายก็กลายเปึนรัฐเอง อ.ส.ค. ก็ต้องมาแบกรับซื้อครับ ทั้งที่มันอาจจะไม่ได้นำไปให้กับประชาชนบริโภคได้อย่างแท้จริง จะต้องรับซื้อไว้สุดท้ายก็มาอัดไปที่นมโรงเรียนอย่างเดียว จึงขอฝากกระทรวงพาณิชย์แล้วก็ กรมปศุสัตว์ช่วยชี้แจงในประเด็นที่ผมได้สอบถามไปด้วย ขอบคุณครับ