พรชัย อภิปราย RCEP แก้ AANZFTA โปร่งใส-ยั่งยืน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗

พรชัย วิทยเลิศพันธุ อภิปรายข้อเสนอปรับปรุงพิธีสาร AANZFTA เพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเน้นความโปร่งใส การอำนวยความสะดวกแก่ SMEs และการลดความซับซ้อนของกฎเกณฑ์

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนประธานรัฐสภาและ สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน กระผม พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนกรุงเทพมหานคร จากกลุ่มอาชีพอิสระ วันนี้ขออภิปรายเรื่องเกี่ยวกับพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลง เพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า AANZFTA ผมอยากจะพูดเรื่องที่ว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุด จากพิธีสารนี้ครับ จริง ๆ พิธีสารนี้ก็มีอายุถึง ๑๔ ป้แล้วนะครับ แล้วครั้งนี้เราก็จำเปึนจะต้อง มาปรับปรุงเพื่อที่จะให้เนื้อหามันทันสมัยแล้วก็ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยการแก้ไขในครั้งนี้ก็ใช้ RCEP เปึนพื้นฐานครับ เนื้อหาในการปรับปรุงส่วนใหญ่ก็มีการปรับปรุง ๑๓ บท โดยที่มีการเพิ่มอีก ๓ บทให้ครอบคลุมทุกด้าน ผมคงไม่สามารถจะพูดรายละเอียดได้ เพราะว่ามีเวลาแค่ ๖ นาทีเท่านั้น แต่ว่าจุดมุ่งหมายของการปรับปรุงในครั้งนี้ อย่างแรกก็คือ เพื่อให้มันโปร่งใสยิ่งขึ้นนะครับ โปร่งใสอย่างไร ก็คือจะมีการเพิ่มบทการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส มีการส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ แล้วก็มีการ อำนวยความสะดวกให้กับทาง SMEs มากขึ้น ตลอดจนมีการแก้ไขบทด่านศุลกากร แล้วก็ ขั้นตอนในการดำเนินการ อีกอย่างหนึ่งที่เราแก้ไขไปก็เพื่อความยั่งยืนยิ่งขึ้น จะมีการเพิ่ม บทใหม่ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการกำหนด Blue Economy Green Economy มีการกำหนด มาตรฐานด้านแรงงานสิ่งแวดล้อมแล้วก็พลังงาน มีการเพิ่มบทเรื่องวิสาหกิจขนาดกลางแล้วก็ ขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนให้ SMEs สามารถสร้างประโยชน์ให้กับ AANZFTA ได้มากขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็คือเราจะทำให้การตกลงการค้าเสรีนี้มีความเปึนเสรีมากขึ้น ก็คือมีการเป่ดเสรี การค้า บริการในหลาย ๆ ด้านเลย มีการเป่ดเสรีการลงทุนมากขึ้น การเคลื่อนไหวของบุคคล ธรรมดา การเคลื่อนย้ายของบุคคลธรรมดา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนข้อที่สำคัญมาก ๆ ก็เลยมีการปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้ามาเปึนการสะสมถิ่นกำเนิดแบบเต็มส่วน หรือว่า Full Cumulation ก็คือถ้าเกิดมีการผลิตสินค้าในประเทศภาคีเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เอามา ประกอบในประเทศใดประเทศหนึ่งก็สามารถส่งออกไปในประเทศภาคีได้โดยที่อากร เปึนศูนย์ครับ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัว AANZFTA ความตกลงนี้ที่ผ่านมาก็คือไม่ว่าจะเปึน การใช้สิทธิระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หรือว่าสิทธิระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ อัตราการใช้สิทธิ ต่ำมากเลย อย่างไทยกับออสเตรเลียนอัตราการใช้สิทธิต่ำเพียง ๓๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เท่ากับว่าจริง ๆ เราส่งออกสินค้าไปออสเตรเลียจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ เรามีสิทธิที่จะ ใช้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่เราใช้สิทธิเพียงแค่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วก็อัตราการใช้สิทธิ การค้าระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ผ่านความตกลง AANZFTA นี้ใช้สิทธิต่ำยิ่งกว่าอีก เพียงแค่ ๑๒.๔๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วในกรณีของไทย-ออสเตรเลียก็ยังมีปัญหาเรื่องสินค้าที่ใช้สิทธิ กระจุกตัวสูงในกลุ่มยานยนต์ แล้วก็ชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้นถึงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ในขณะที่ในส่วนของนิวซีแลนด์นี้สินค้าที่ใช้สิทธิก็กระจายตัวสูงอยู่ในหลายอุตสาหกรรมครับ ทีนี้เรามาดูกันว่าทำไมอัตราการใช้สิทธิมันถึงได้ต่ำผิดปกติ เหตุเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่า AANZFTA คืออะไร คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีความตกลง อาเซียน-ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์อยู่ หรือว่าถ้ารู้จักนี่ก็ไม่เข้าใจกลไกแล้วก็รายละเอียดจึงล้มเลิกก่อนที่จะเริ่มต้น ใช้สิทธินี้ด้วยซ้ำ ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าทำไมคนไทยเขาถึงได้เลิกล้มนะครับ อันนี้คือ หนังสือที่รวมรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีสารมันหนาพันกว่าหน้าครับ หนากว่าสมุดโทรศัพท์อีก ถามว่ามีผู้ประกอบไทยที่เปึน SMEs คนไหนที่เขาจะสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้บ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องของความยุ่งยากซับซ้อน ตลอดจนรายละเอียดที่มีเยอะมากอ่านก็ไม่รู้เรื่อง คนส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่ากฎเกณฑ์มันยุ่งยาก อีกทั้งศัพท์แสงที่ใช้คนทั่วไปก็ไม่เข้าใจครับ การปฏิบัติเยี่ยงคนต่างชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่งอันนี้คนทั่วไปอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เรื่องของ Ratchet Future Liberalization หรือว่า FL Negative List Positive List ถ้าเกิดไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือคนที่มาศึกษาเรื่องนี้จริง ๆ ก็ใช้งานได้ยากมาก ๆ ไม่มีทางรู้เลยว่ามันหมายความว่า อย่างไร เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่บริษัทที่สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ได้ก็จะเปึนบริษัท ยักษ์ใหญ่ เปึนบริษัทที่มีเงินพอที่จะไปจ้างที่ปรึกษา ๆ มาให้คำปรึกษาว่าทำอย่างไรถึงจะใช้ FTA นี้ได้ เพราะฉะนั้นนะครับผมคิดว่าเราจึงจะต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ว่าทำอย่างไรคนไทย ถึงจะใช้งาน FTA นี้ได้สะดวกขึ้นนะครับ คำตอบก็คือ Simplification หรือว่าการทำให้ใช้งานง่ายขึ้นครับ ผมเสนอนะครับว่าตอนนี้เนื่องจากตัว FTA มันซับซ้อน มากเลยนะครับ เราน่าจะใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยได้นะครับ เราสามารถใช้ Machine Learning ให้เขามาศึกษากฎที่มันซับซ้อนทั้งหมดนี้เลยแล้วก็ใช้ Engine ของ AI สร้างเปึน FTAI สำหรับ ประเทศไทยขึ้นมาให้ผู้ประกอบการสามารถมาสอบถามผ่านระบบ AI ได้เลยว่าเขาผลิตสินค้านี้ อยู่ในพิกัดสินค้าที่สามารถส่งไป ๒ ประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรหรือไม่นะครับ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มีอะไรที่เขาจะต้องกังวลบ้าง ขั้นตอนคืออะไร จะต้องเตรียมเอกสาร อะไรบ้างนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มันเข้าใจง่าย ใช้งานง่าย เข้าถึงง่าย ให้เปึน FTA ของทุกคน เพื่อทุกคนอย่างแท้จริง อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลให้การสนับสนุนก็คือ การบูรณาการโครงสร้างการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพราะว่า FTA มันต้องอาศัยการทำงาน ร่วมกันของหลายหน่วยงานมาก เพราะฉะนั้นการ Unification หรือว่าผสานการทำงาน ให้เปึนหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะของกรมเจรจาการค้า กรมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ กรมศุลกากร กรมสนธิสัญญา ระหว่างประเทศของกระทรวงต่างประเทศนะครับ แล้วก็กระทรวงอุตสาหกรรมก็ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ FTA นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงด้วยครับ ขอบคุณครับ