ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเสนอให้ทบทวนประสิทธิภาพกฎหมายหลังบังคับใช้ 6 ปี ชี้ข้อกังวลเรื่องการใช้อำนาจทางการเมือง และตั้งคำถามต่อหลักการมอบอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการไต่สวนแทนทนายอัยการ รวมถึงชี้แจงประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ถูกดำเนินคดีทางวินัยโดยเสนอให้แก้ไขมาตรา 132 และ 162 ให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกดำเนินการ พร้อมเรียกร้องข้อมูลสถิติการใช้กองทุนและการใช้จ่ายงบประมาณย้อนหลัง 6 ปี เพื่อประกอบการพิจารณา
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมขออนุญาตที่จะมีส่วนร่วม ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปราม การทุจริต ไม่ว่าจะเปึนฉบับที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีนะครับหรือที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชนคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และคณะ แน่นอนครับก่อนอื่นก็คงต้อง ย้อนความกันว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ป้ ๒๕๖๑ ครับ นั่นหมายถึงว่า ณ ปัจจุบันกฎหมายนี้มีผลมาแล้วกว่า ๖ ป้ครับมันอาจจะมีอีกหลายประเด็นนะครับที่คงจะต้อง มาถึงวาระของการทบทวนกันว่าในแง่ของการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้มีประเด็นใด ๆ ที่สมควรที่จะมีการแก้ไขบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผล ของการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งถ่วงรั้งความเจริญของประเทศมาโดยตลอด และด้านหนึ่งก็คงต้องยอมรับว่าก็ต้องทำให้ปราศจากการใช้หรือถูกใช้ให้เปึนเครื่องมือ ทางการเมืองในการทำร้ายทำลายบุคคลที่ไม่ได้มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการประพฤติทุจริต หรือประพฤติมิชอบใด ๆ ซึ่งเปึนสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในการใช้กฎหมายในประเทศนี้เปึนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามครับเวลาที่เราจะพูดถึงเรื่องของการแก้ไขกฎหมายนั้นถึงแม้ในชั้นนี้จะเปึน ขั้นรับหลักการครับ แต่ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องดูทั้งเหตุผลแล้วก็เนื้อหาสาระของการแก้ไข ทั้ง ๒ ฉบับไปประกอบกัน ท่านประธานครับเหตุผลสำคัญในการแก้ไขในฉบับของรัฐบาลนั้น ก็คือการคุ้มครองและช่วยเหลือไม่ว่าจะเปึนกรณีของผู้ที่เปึนผู้ให้ถ้อยคำ ผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ให้ข้อเท็จจริงในกระบวนการ ซึ่งมีทั้งประชาชนและอาจจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผมพยายามที่จะอ่านในเหตุและผลครับว่านอกเหนือจากการร้องทุกข์กล่าวโทษถูกฟัองคดีนั้น มันมีเรื่องของการถูกดำเนินการทางวินัย แต่พอท่านใช้คำว่าประชาชนไม่มีหรอกครับประชาชน ที่จะถูกดำเนินการในทางวินัย จริง ๆ ในเหตุผลนั้นควรจะต้องมีคำขยายหรือคำอธิบาย เฉกเช่นเดียวกับที่อยู่ใน พ.ร.บ. ถ้าจำไม่ผิดจะเปึนมาตรา ๑๓๓ ที่พูดถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ใช่ประชาชนแล้วอยู่ในกระบวนการการให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกดำเนินการ ทางวินัย เพราะประเด็นนี้จะไปเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระที่ท่านมีการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๑๓๒/๒ แต่ท่านไม่ได้เขียนไว้ในเหตุและผลอย่างชัดเจน ก็ต้องเรียนท่านประธานไปยัง ท่านกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สภาก็สามารถที่จะแก้เหตุผลได้ถ้าคิดว่าเหตุผลนั้น จะทำให้สมกับเจตนารมณ์ของการยกร่างกฎหมายอย่างแท้จริงครับ ผมอาจจะมีรายละเอียด บางประการครับในเนื้อหาสาระที่จำเปึน ต้องขออนุญาตสอบถามหรือท้วงติงไว้เผื่อนำไปสู่ การแก้ไข ผมยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่เราพูดถึงกระบวนการในการแก้ต่างโดยพนักงาน เจ้าหน้าที่ให้กับบุคคลที่เปึนผู้ให้ข้อมูลต่าง ๆ ถ้าท่านเปึนกรณีของทนายความขององค์กรอัยการ ผมไม่มีความเห็นที่แตกต่างเลยครับ เพราะท้ายที่สุดทนายความนั้นเปึนผู้ประกอบวิชาชีพ อัยการก็ได้รับฉันทานุมัติหรืออำนาจทางกฎหมายในการไปแก้ต่าง แต่มีอยู่บางประการครับ เช่นในกรณีมาตรา ๑๓๒/๒ ครับที่ท่านพูดถึงเรื่องการมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ เปึนผู้ดำเนินการมีอำนาจในการแก้ต่างเฉกเช่นเดียวกับทนายความ ผมไม่คลางแคลง ต่อศักยภาพหรือความสามารถของพนักงานเจ้าหน้าที่ของท่านหลายท่านก็เปึนรุ่นพี่คณะ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่ผมได้ศึกษาเล่าเรียนมา ผมไม่สงสัยในคุณสมบัติส่วนบุคคลครับ แต่ผมสงสัยในเชิงหลักการการบัญญัติกฎหมายว่าระบบที่เราปัองกันประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้ใครก็แล้วแต่ที่ถูกดำเนินคดีตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างเท่าเทียมกันนั้น ทนายความท่านเปึนผู้ประกอบวิชาชีพ อัยการก็เปึนผู้ประกอบวิชาชีพมีหน้าที่ แต่อะไร คือหลักประกันว่าการแก้ต่างของพนักงานเจ้าหน้าที่ของท่านจะมีอำนาจ มีศักยภาพ มีความสามารถเฉกเช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ๆ ท่านเอามาจากกฎหมายไหน ท่านเอา หลักนี้มาจากที่ใด ท่านเอาวิธีการคิดแบบนี้มาได้อย่างไร แล้วเพราะเหตุใดถึงเขียนคำนี้ไปใน ร่างกฎหมายครับ
ประการแรกถัดมาที่อยากจะนำเรียนท่านประธานครับ ก็คืออย่างที่ผมได้นำเรียน ไปแล้วว่ากรณีของคนที่ถูกดำเนินการหรือคนที่เราต้องเข้าไปคุ้มครองนั้น ต้องรวมถึงเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่ถูกดำเนินการทางวินัย บังเอิญท่านไม่ได้เขียนในเหตุและผลครับ แต่คำเหล่านี้มาอยู่ ในมาตรา ๑๓๒/๑ มาตรา ๑๓๒/๒ ท่านล้อหรือใส่โดยเอา ๑๓๓ ที่มีอยู่แล้วนี่มาปักหลักวางไว้ ตอนต้นได้ไหมว่าประชาชนในกรณีข้อยกเว้นที่ถูกดำเนินการทางวินัยนั้นคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ประการถัดมาอีกประการหนึ่งในมาตรา ๕ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๑๖๒ เฉพาะกรณี (๒) หรือวรรคสอง ท่านไม่ได้แก้อะไรมากนะครับคำเกือบคำเดิม ทั้งหมดไม่ว่าจะเปึนกรณีของข้าราชการคุ้มครองช่วยเหลือหรือค่าทดแทน แต่ผมอยากเห็นข้อมูล ในเชิงรายละเอียดครับว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านใช้กฎหมายนี้มา ๖ ป้มีกระบวนการการใช้จ่ายเงิน จากกองทุนที่มีอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ใน (๒) ไปแล้วเปึนจำนวนเท่าไร และหากจะมีการใช้ กฎหมายฉบับที่มีการแก้ไขงบประมาณที่ถูกใช้จะมากขึ้นน้อยลงหรือแตกต่างไปแบบใด อย่างไร สภาแห่งนี้ควรจะทราบครับเพราะเราจำเปึนที่จะต้องพิจารณา เวลาที่ตั้งงบประมาณรายจ่าย ให้กับท่านและจำเปึนต้องพิจารณาในรายงานประจำป้และรายงานทางการเงินที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าเรามีความชอบธรรมที่จะได้คำตอบครับ
ท่านประธานครับประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะนำเรียนผ่านท่านประธานไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการรับฟังความคิดเห็นครับ มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาบางท่านท่านติงว่า สภาแห่งนี้เป่ดรับฟังความคิดเห็นไปมีคนรับฟังความคิดเห็นแค่ ๓๙๙ ราย มีผู้ลงไปแสดง ความเห็นน้อยลงไปอีก ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับกฎหมายหลายฉบับน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำขนาด กฎหมายบางฉบับที่มากกว่านี้วันก่อนผมฟังอภิปรายในสภาท่านก็ติง ผมก็เห็นชอบด้วย แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้น้อยไปกว่าศักยภาพหรือความสามารถของสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา สำนักงานกลาง หรือ ป.ป.ช. นะครับ ของท่านรวมกันน้อยกว่าสภา ๓๙๙ คนด้วยซ้ำ ฉะนั้นผมคงไม่มาถกเถียงกันว่าเพราะเหตุใดทำไมมีคนแสดงความคิดเห็นน้อยมาก หรือเข้าไปชม น้อยมากต่าง ๆ แต่อยากจะฝากท่านประธานไปลองดูว่าเราสามารถเป่ดช่องทางมากขึ้น ในกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นได้หรือไม่อย่างไร เพราะเราเองก็เชื่อแบบเดียวกันครับว่า ความคิดเห็นที่หลากหลายนั้นจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขกฎหมาย ก็เปึนประเด็น เกือบทั้งหมดที่ผมได้สอบถาม อย่างไรก็ตามผมก็คงต้องนำเรียนว่าผมเองก็คงรับหลักการ กฎหมายทั้ง ๒ ร่าง และขอให้นำไปสู่การแก้ไขในรายละเอียดต่อไป ขอบคุณครับ