กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฉบับที่ ๗ โดยสนับสนุนหลักการแต่กังวลว่ามาตรา ๓ ขยายขอบเขตคุ้มครองเกินกว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ ที่ระบุเฉพาะผู้แจ้งเบาะแสเท่านั้น ไม่รวมถึงการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ และขอให้คณะรัฐมนตรีชี้แจงความแตกต่างระหว่างสองประเด็นนี้
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตต่อสภาแห่งนี้อภิปราย กฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ที่ทางคณะรัฐมนตรีเสนอเข้าสู่สภา ในวันนี้ที่เราต้องมาประชุมร่วมทั้ง ๒ สภา เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเสนอ กฎหมายลักษณะอย่างนี้ต้องประชุมร่วมกันนะครับ ซึ่งกฎหมายเรื่องการปราบปรามการทุจริต เรามีอยู่แล้วและบังคับใช้มาหลายป้แล้ว โดยสรุปก็คือผมขอสนับสนุนโดยหลักการและเหตุผล ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามาทั้งหมด ๗ มาตรา ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่อ่านร่างของคณะรัฐมนตรีที่เสนอเข้าสู่สภาในวันนี้มีข้อห่วงกังวลอาจจะต้องมีการเสนอ ให้มีการทบทวนฉบับร่างนี้ในชั้นกรรมาธิการในวาระสองต่อไปครับ ประเด็นอยู่อย่างนี้ครับ กล่าวโดยสรุป ๗ มาตรานี้ กฎหมายฉบับนี้เน้นคุ้มครองเพื่อต้องการให้มีการแจ้งเบาะแส เพื่อปัองกันไม่ให้มีการทุจริต แล้วก็ให้มีข้อมูลข้อเท็จจริงให้กับคนที่แจ้งเบาะแสได้รับ การคุ้มครอง โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ว่าคนที่แจ้งเบาะแสไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย และยังคุ้มครองต่อไปอีกนะครับว่าหากถูกฟัองทั้งทางแพ่งก็จะหาทนายให้ ออกค่าฤชาธรรมเนียมให้ หากถูกฟัองทางอาญาทาง ป.ป.ช. ก็จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดหา อัยการให้ ท่านประธานครับ การคุ้มครองโดยเหตุผลที่อ้างตามมาตรา ๖๓ ผมเปึนห่วงตั้งแต่ มาตรา ๓ เลยนะครับท่านประธาน เพราะว่าเหตุผลที่อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ เขาให้ คุ้มครองระบุเฉพาะการชี้เบาะแสก็คือคนชี้เบาะแสที่ให้ได้รับการยกเว้นคุ้มครองตามกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ นั่นก็คือกฎหมายฉบับนี้ก็จะนำไปสู่กฎหมายที่บัญญัติไว้ภายใต้มาตรา ๖๓ แต่กฎหมายที่เรากำลังพิจารณาอยู่ฉบับนี้ในมาตรา ๓ มันเกินเลยที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๓ ก็คือว่าไม่เฉพาะผู้แจ้งข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสครับท่านประธาน ยังคุ้มครองผู้ให้ถ้อยคำ หรือแสดงความคิดเห็น ที่ผมติดใจก็คือว่าในส่วนของหรือแสดงความคิดเห็นในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ไม่ได้ระบุบัญญัติในเรื่องของผู้แสดงความคิดเห็นเลย แต่จะให้การคุ้มครองกับ คนที่แจ้งเบาะแสชี้มูลชี้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. คำว่าแสดงความคิดเห็นผมอยาก ให้ทางผู้มาชี้แจงที่เสนอกฎหมาย คณะรัฐมนตรีที่เปึนตัวแทนมาเสนอกฎหมายในวันนี้ ช่วยอธิบายขยายความให้เข้าใจสักหน่อยนะครับว่า คำว่าแสดงความคิดเห็นนั่นหมายความว่าเปึนบุคคลที่ยังไม่ได้เสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. แต่เปึน สื่อสาธารณะหรือคนที่ใช้ TiKTok ใช้ IO ใช้สื่อ Social แสดงความคิดเห็นนะครับ ในที่สาธารณะ อ้างว่าอีกคนหนึ่งทุจริต ทั้ง ๆ ที่ความจริง จริงหรือไม่จริงเรายังไม่ทราบ แต่ถ้าดูต่อในมาตรา ๔ ก็คือว่าหาความปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือ ป.ป.ช. เขาสามารถที่จะขอความคุ้มครอง ประเด็นนี้ผมดูแล้วมันน่าจะเกินเลยไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ เพราะในมาตรา ๖๓ ไม่ได้ ระบุว่าให้ผู้ที่แสดงความคิดเห็นนอกเหนือจากคนที่ชี้เบาะแสให้กับ ป.ป.ช. นะครับ นั่นคือ ประเด็นที่ ๑
เหตุผลประเด็นที่ ๒ ที่ผมเปึนห่วงนะครับ การร้อง ป.ป.ช. นี่นะครับมันมีผล หลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกับผู้ถูกกล่าวหา คนที่รับราชการหากถูกอ้างว่ากระทำการ ทุจริตทั้ง ๆ ที่ความจริงหรือไม่จริงบนหลักการรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ เขาบอกว่าตราบใด ที่ศาลยังไม่พิพากษาให้ถือว่าเปึนผู้บริสุทธิ์ แต่ในทางปฏิบัติตอนนี้นะครับหลายท่านได้รับ ผลกระทบจากเรื่องที่อยู่ ป.ป.ช. แม้แต่ทางการเมืองนะครับ ก็มีผลถึงขนาดไม่ได้รับตำแหน่ง ไม่ได้รับการแต่งตั้งหากเรื่องที่อยู่ที่ ป.ป.ช. โดยที่ยังไม่มีการพิพากษา กฎหมายฉบับนี้ คุ้มครองเฉพาะผู้ที่แจ้งเบาะแส แต่ไม่ได้คุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา ประเด็นมีอยู่ว่าถ้าหาก ความมาปรากฏในภายหลังนะครับท่านประธาน ว่าข้อมูลที่เขาแจ้งมาเปึนความเท็จไม่ใช่ เรื่องจริงแต่เขาเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ไปแล้วนะครับ นั่นหมายความว่าคนที่ถูกกล่าวหาเขาดูว่าเขาถูกกลั่นแกล้งเขาก็ไปฟัองศาลว่าหมิ่นประมาท เขาไปฟัองศาลว่าคนที่กล่าวหาเขานี่จดแจ้งข้อความอันเปึนเท็จต่อเจ้าพนักงาน คดีหมิ่นประมาท พิสูจน์ไปปรากฏว่าสุดท้ายผิดจริงครับหมิ่นประมาทจริงคนที่แจ้งเบาะแสไปนั้นเอาข้อความ อันเปึนเท็จเพื่อหวังผลอย่างอื่นไม่ได้หวังผลทางคดีอาจจะหวังผลไม่ให้คนนี้ได้เลื่อนตำแหน่ง อาจจะหวังผลไม่ให้คนนี้ได้รับตำแหน่ง สุดท้ายถูกฟัองหมิ่นประมาท คนที่ถูกฟัองหมิ่นประมาท และศาลพิพากษาว่าหมิ่นประมาทจริงแต่คนนั้นเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามมาตรา ๔ นั่นคือว่าทาง ป.ป.ช. ได้หาอัยการให้สู้คดี กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ว่าต่อนะครับว่าถ้าผลปรากฏ ในภายหลังแล้วคนที่แจ้งเบาะแสได้รับการคุ้มครอง แต่สุดท้ายมาปรากฏว่าข้อความที่เขาแจ้ง เปึนความเท็จผลเปึนอย่างไร รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับเขาไปแล้ว ถ้าถูกฟัองคดีแพ่งก็จัดหา ทนายให้เสียค่าทนายให้ไปแล้ว รัฐเสียเงินเอาเงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปให้กับคนเหล่านั้น คุ้มครองคนเหล่านั้นผมไม่ว่าแต่ต้องมีมาตรการคุ้มครองคนที่ถูกแล้วต่อไปด้วยนะครับ นั่นคือ ประเด็นที่ผมเปึนห่วงนะครับว่าอย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้เท่าที่ฟังเพื่อนสมาชิก อภิปรายก็ให้การสนับสนุนแต่อาจจะต้องมีการถกในชั้นกรรมาธิการในวาระต่อไป ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ