กษิต ภิรมย์ หารือการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนควบคู่กับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและข้อบกพร่องของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเสนอการเก็บค่าวีซ่าเพื่อเพิ่มรายได้และปรับปรุงบริการสาธารณะอย่างเป็นธรรม พร้อมผลักดันการกระจายอำนาจไปสู่ภาคเอกชน เน้นการเปิดเสรีโฮมสเตย์ภายใต้เกณฑ์ความสะอาดและความปลอดภัย และการใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเรียกร้องให้ปรับปรุงทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมจากการโฆษณาเกินขนาด เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคเอกชน และการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ปลอดภัย สะอาด และเป็นธรรม โดยเฉพาะการดูแลนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับผู้ค้าริมทาง พร้อมเสนอการใช้อาคารการรถไฟมักกะสันเป็นศูนย์วัฒนธรรมและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน แทนการเป็นศูนย์การค้า เน้นการบูรณาการการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจแห่งนวัตกรรมและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธาน ผมอาจจะใช้เวลาเกิน ๑๐ นาที เพราะว่าจะพูดเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับท่านอนุสิษฐ เพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ว่าในการพิจารณาแล้วก็ส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยนั้นต้องคํานึงทั้งในเรื่อง ของปริมาณแล้วก็คุณภาพ แล้วก็คุณภาพอันนี้ก็คือความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ แล้วก็การอนุรักษ์ชุมชน แล้วก็สิ่งแวดล้อม แล้วก็โบราณสถาน ชายหาดทะเลต้นน้ํา แล้วก็ทะเลของเราทั้ง ๒ ฝั่ง คือ อันดามันกับอ่าวไทย แล้วก็ในขณะเดียวกันที่ประเทศไทย ก็เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของการเป็นศูนย์อาชญากรรมข้ามชาติต่าง ๆ ค้าอาวุธ ค้าคน ค้าอวัยวะชิ้นส่วนของมนุษย์ ค้าของเถื่อนต่าง ๆ สัตว์หวงห้าม พืชหวงห้าม สปท. ๖/๒๕๖๐ สมร ๒๕/๑ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของเราจะเป็นที่ภูเก็ต พัทยา หรือที่ไหน ก็กลายเป็นแหล่ง มาเฟีย (Mafia) ของอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ของไทย ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ร่วมในกระบวนการอาชญากรรมต่าง ๆ รวมทั้งการคุกคามนักท่องเที่ยวเป็นระยะ ๆ เรื่องเล็กเรื่องน้อย ค่าเช่าเรือ รีดไถตามท้องถนนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เพราะฉะนั้น ความภูมิอกภูมิใจที่ขึ้นมาเป็นลําดับ ๔ ของโลก ไม่เป็นการเพียงพอ ต้องดูจุดบกพร่อง แล้วก็จุดที่อ่อนแอ และต้องมีการแก้ไขคู่ขนานกันไปด้วย ในการอภิปรายเรื่องท่องเที่ยว หลายครั้ง ผมก็ได้เสนอว่าจะต้องให้มีการเก็บค่าตรวจลงตรากับนักท่องเที่ยวทุกคน ๑. ก็เพราะว่าบรรดาสถานทูตยุโรป อเมริกาเหนือทั้งหลาย เขาปล่อยให้คนไทยไปเข้าคิว หน้าสถานทูตเขา หรือว่าสถานที่ทําการที่เขาจะออกวีซ่า (Visa) มันดูไม่สมเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนไทย เราก็ควรจะเก็บค่าวีซ่า (Visa) ด้วย เพื่อให้มีการ ปฏิบัติที่ทัดเทียมหรือต่างตอบแทน เรซิโพรซิตี (Reciprocity) แล้วเมื่อเป็นรายได้เข้ามาแล้ว ก็จะได้มาปรับปรุงกิจการงานกงสุลของกระทรวงการต่างประเทศ ของสํานักงาน ตรวจคนเข้าเมืองทุกด่าน อาจจะช่วยเหลืองานของศุลกากรได้ด้วย มาปรับปรุงระบบ การเชื่อมโยงการเดินทางที่ผมได้เคยพูดไว้แล้ว จะเป็นจากสนามบินที่ดอนเมืองหรือว่า สุวรรณภูมิให้มันสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถใต้ดิน รถเมล์ แล้วก็แม้กระทั่งรถแท็กซี่ ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองแล้วก็สุวรรณภูมิถ้าเผื่อเป็นคนธรรมดาไม่ใช่รถวีไอพี (VIP) ก็ต้องเดินข้ามถนนมา ๒ ส่วน เพื่อที่จะไปที่จอดรถมันไม่ปลอดภัยครับ แล้วมันดูรกรุงรัง แล้วเราก็ปล่อยให้เป็นอย่างนี้อยู่กันได้อย่างไร ขณะที่เราภูมิใจว่าประเทศไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันสําคัญที่สุดของโลกอันหนึ่ง แล้วก็การเก็บค่าวีซ่า (Visa) ไม่ได้ไปกระทบกระเทือน ไม่ได้เป็นภาระต่อนักท่องเที่ยวเพราะเขาอยากมาเมืองไทย ใคร ๆ ก็อยากจะมาเมืองไทย ก็เก็บสักนิดหนึ่งจะเป็น ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ไม่ได้เป็นภาระ แล้วเมื่อเราเลิกเก็บ ๑,๐๐๐ บาทเหล่านี้มันไม่ได้กลับไปที่นักท่องเที่ยว มันก็ตกอยู่ในกระเป๋า ของบริษัททัวร์ (Tour) ทั้งหลาย เท่ากับว่าเราไปช่วยอุดหนุนจุนเจือ ซับซิไดซ์ (Subsidize) บริษัทเอกชนเหล่านี้ แต่ว่าที่สําคัญคือเมื่อได้เงินมาก้อนหนึ่งแล้วช่วยงานของ กระทรวงการต่างประเทศ ของสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และยังนําไปบูรณะโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยว มรดกโลกต่าง ๆ สปท. ๖/๒๕๖๐ สมร ๒๕/๒ ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ เราก็อาจจะไปช่วยชุมชนได้ เมื่อสักครู่คุณหมออําพลกรุณาพูดถึง หมู่บ้านที่จังหวัดระยอง ถ้าเผื่อชุมชนเขาสามารถที่จะดูแลตนเองได้ ก็เอางบอันนี้ไปช่วย ให้เขามีความเข้มแข็ง ผมก็อยากจะขอทบทวนด้วยว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นนอกจากจะมี สินค้าโอทอป (OTOP) ที่เป็นที่เลื่องลือของโลก แล้วเราก็ได้ไปนํามาปรับใช้ เขาก็ยังมีหมู่บ้าน โอทอป (OTOP) ที่รักษาสิ่งแวดล้อม แล้วก็ใช้ทรัพยากรภายในหมู่บ้านเพื่อการบริโภค เพื่อดูแลนักท่องเที่ยว ผมก็แน่ใจว่ามีข้าราชการไทย ผู้ประกอบการได้ไปดูงานที่ ประเทศญี่ปุ่นกันมากมาย เราก็น่าที่จะมาส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนได้ แล้วก็ ให้มีการโยงใยไปกับงบประมาณของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด งบของ อบจ. เพื่อให้ชุมชน ดูแลตนเองได้ ทีนี้สิ่งที่ทางกรรมาธิการได้มาพูดในวันนี้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็เป็นเรื่องของ การปรับปรุงโครงสร้างการดําเนินการบริหารจัดการ เพื่อจะให้มันดีขึ้นในการที่จะดูแล เรื่องการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในการที่จะรองรับชาวต่างประเทศ ก็ไม่ค่อยว่ากันนะครับ เพราะว่ามันแทบจะเป็นนิสัยของพวกเราแล้ว ไม่ว่าจะทําอะไรเราต้องปรับโครงสร้าง แล้วก็ตั้งคณะกรรมการ ก็ไม่ว่ากัน แต่ผมขอวิพากษ์วิจารณ์ ๒ ประเด็น แล้วเรามี กระทรวงการท่องเที่ยวบวกกีฬามาด้วย เดิมมีแค่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วเราก็มี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยากจะขอให้ทางกรรมาธิการผ่านท่านประธาน ทบทวนสิว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามันมีปัญหาอะไรครับ สํานักนายกรัฐมนตรี ทํางานไม่เป็น หน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทํางานไม่ได้เป้า หรืออย่างไร สปท. ๖/๒๕๖๐ ธมนธรณ์ ๒๖/๑ แล้วผลงานที่ประเทศไทยออกมาได้ที่ ๔ หรือว่าอาหารบนท้องถนนดีที่สุดในโลกมันฝีมือใคร ประชาชนชาวไทยใช่ไหม แล้วไม่ได้มีอะไรที่มันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเลย แล้วทุกรัฐบาล ก็ยังจะกลับมาปรับปรุงโครงสร้างโดยการตั้งคณะกรรมการ พยายามเอาตัวนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นประธานเพื่อจะขับเคลื่อน มันมีความล้มเหลว มีความอ่อนแอในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างไร อันนี้ต้องเอามาพิจารณาครับ มันต้องปรับปรุงในตัวกระทรวงที่มีอยู่แล้ว นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ทางฝ่ายกรรมาธิการก็ได้เสนอว่าอยากจะให้ภาคเอกชน เข้ามาอยู่ ผมเห็นด้วย แล้วยิ่งท่านกลินท์จะเป็นประธานสภาหอการค้า ผมอยากจะขอเสนอ อย่างนี้ครับว่าอะไรที่ทางภาคเอกชนทําได้ขอเอามาหมดเลยจากภาครัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ไหม ผมขอฝากเป็นการบ้าน ผมอยากจะให้มีการกระจายอํานาจจากกระทรวง ทบวง กรม จากรัฐบาลไปสู่ภาคเอกชนให้รับผิดชอบตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจอันหนึ่งที่มีความเข้มแข็งที่สุดของประเทศไทย ไม่น่าจะต้อง พึ่งพารัฐ หรือไปพึ่งของการตั้งคณะกรรมาธิการ หรือกรรมการ เพื่อจะมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน คงจะไม่มีความจําเป็น ผมอยากจะให้เราคิดนอกกรอบว่าอะไรที่เอกชน สามารถที่จะรับผิดชอบได้ก็รับไปให้เต็มที่ รัฐเข้ามาส่งเสริมตรงจุดไหน งบประมาณปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาท พูดกันมาให้ชัด แล้วก็ที่เหลือทางภาคเอกชนรับไปทําหมดเลย นั่นเป็นอันที่ ๑ ส่วนอันที่ ๒ คือพอพูดถึงเอกชนก็ต้องแยกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผู้ประกอบการรายใหญ่ เจ้าของโรงแรม เจ้าของคอนโดมิเนียม อะไรพวกนี้ ร้านอาหาร ก็ว่ากันไป แต่คราวนี้พวกโฮมสเตย์ (Homestay) ว่าอย่างไร แล้วถ้าเผื่อพวกที่เขาอยากจะ เปิดบ้านให้มีห้องพักอะไรต่าง ๆ เปิดเสรีได้ไหมครับ ไม่ให้เขาต้องไปตกอยู่ในอาณัติของ ตํารวจ ของเทศกิจ ของ กทม. ของท้องถิ่นเข้ามา ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอะไรพวกนี้ รัฐหน้าที่ที่จะต้องออกคือเขาก็เปิดเสรี แล้วก็มีกฎเกณฑ์แค่เรื่องความสะอาด ความปลอดภัย แล้วก็ให้เอาระบบดิจิทัลเข้าไปเพื่อที่จะได้มีการกรอกผู้เข้ามา แล้วก็กระจายข้อมูล ผมก็ไม่อยากจะให้กลับไปที่แค่ ตม. อย่างเดียว มันต้องมี ๔-๕ หน่วยงานที่มันจะได้รับ การหมุนเวียนของข้อมูลพร้อม ๆ กัน คือนอกจาก ตม. มันต้องเป็นกระทรวงการต่างประเทศ สปท. ๖/๒๕๖๐ ธมนธรณ์ ๒๖/๒ เพราะว่าเรามีกรมการกงสุลแล้วเราก็ต้องรับผิดชอบอยู่ที่ต่างประเทศ เวลามีปัญหาอะไร กับคนของต่างประเทศ ประเทศไทยมันก็ต้องย้อนกลับไปสถานทูตไทยในต่างประเทศ ก็เป็นอันที่ ๒ นอกจาก ตม. อันที่ ๓ ก็แน่นอนทางฝ่ายสํานักงานตํารวจแห่งชาติโดยเฉพาะ สันติบาล ตํารวจภูธรว่าอย่างไร สภาความมั่นคง สํานักงานข่าวกรอง แล้วก็ที่สําคัญอย่างไร ก็ยังต้องเป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กทม. หรือว่าพัทยา เพราะว่า มีภาระหน้าที่ในเรื่องของการปกครองทางด้านท้องถิ่น มันต้องมี ผมขอใช้คําภาษาอังกฤษคือ โฟลว์ ออฟ อินฟอร์เมชัน (Flow of Information) เราจะได้ดูแลเมื่อนักท่องเที่ยว มีแอ็กซิเดนต์ (Accident) ประสบอุบัติเหตุ กับอันที่ ๒ เมื่อเขาเข้ามาเป็นมาเฟีย (Mafia) หรือว่าเขาเป็นกระบวนการมาเฟีย (Mafia) ไปคุกคามคนของเขา โดยเฉพาะมาเฟีย (Mafia) รัสเซียคุกคามคนรัสเซียด้วยกันเองต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นที่จะต้องรีบดําเนินการเพื่อความมั่นคง ปลอดภัยของพวกเรา
ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรจะต้องคิดคู่ขนานกันไปด้วย ที่มันสําคัญมากก็คือ ป้ายโฆษณา ทําไมถนนจากสนามบินสุวรรณภูมิเข้ามาที่กรุงเทพฯ นั้นให้เป็นถนน แห่งวัฒนธรรมได้ไหม แต่ไม่ใช่เป็นถนนแห่งป้ายโฆษณา แม้กระทั่งป้ายโฆษณาที่ หน้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมันก็น่าเกลียดครับ แล้วมันใหญ่โต แล้วแสงมันสะท้อน เข้ามาลูกนัยน์ตาขับรถก็ไม่ปลอดภัย ไปที่จังหวัดภูเก็ตทางขึ้นเขามันก็เป็นเช่นนั้น เกาะสมุยก็เช่นกัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนมันก็เป็นป้ายโฆษณา แล้วมันจะเป็นป้ายโฆษณาของ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น มันต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม คอร์ปอเรต โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Corporate Social Responsibility) ก็คือเลิกวัฒนธรรมป้ายโฆษณาใหญ่ ๆ เสียที มันทําลายความสวยงามของธรรมชาติ ปิดบังวัดวาอารามที่สวยงามต่าง ๆ เหล่านี้ เรื่องป้ายโฆษณาเป็นเรื่องที่เราควรจะให้มีกฎเกณฑ์ที่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วเป็นความรับผิดชอบอันสําคัญของบริษัทเอกชนว่าไม่ควรจะทําลายสิ่งแวดล้อม แล้วควรจะทําอะไรที่สร้างสรรค์เป็นสําคัญ สปท. ๖/๒๕๖๐ ณิชากร ๒๗/๑ อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าป้อมยามตํารวจ หรือว่าท่องเที่ยว หรือการเดินสํารวจลาดตระเวน ผมเพิ่งไปโมร็อกโกมาเขาจะมีตํารวจ ๒ คน ทหาร ๑ คน เดินอยู่ตลอดเวลาในสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวไปกันมาก เห็นแล้วก็อุ่นใจแล้วก็มีความสบายใจ อีกประเด็นหนึ่งที่มันเป็น ประเด็นปัญหามากสําหรับนักท่องเที่ยว ก็คือในทํานองรีดไถ ค่าบริการจะเป็นที่พัทยา เล่นเรือ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะมีเงื่อนไขของการที่จะเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว แล้วก็เรื่องส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น มันต้องแก้ประเด็นปัญหาเล็ก ๆ เหล่านี้ ไม่อย่างนั้นเรามาชื่นชมว่าเราเป็นที่ ๔ ของโลก แต่เรามองข้ามประเด็นปัญหาของแท็กซี่ ที่สนามบิน การปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมแก่นักท่องเที่ยวที่ชายทะเลต่าง ๆ นานาเหล่านี้ แล้วก็ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ส้วมสาธารณะทั่วประเทศไทยสําหรับนักท่องเที่ยวไม่มี แล้วเราบอกว่าสตรีตฟู้ดส์ (Street foods) เป็นที่หนึ่งของโลก ถามว่าล้างมือที่ไหน เข้าห้องน้ําที่ไหน แล้วก็ต้องขอวิงวอนผ่านท่านประธาน ท่านกรรมาธิการไปที่เจ้าหน้าที่ บนท้องถนนจะเป็นตํารวจหรือเป็นเทศกิจ ก็อยู่ร่วมกับสตรีตเวนเดอร์ (Street Vendor) อย่างสร้างสรรค์ อย่ารีดไถ อย่าขับไล่ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ให้มีระบบการเก็บขยะที่ดี ตลอดเวลา ให้มีห้องน้ําสาธารณะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ผมก็อยากจะฝากท่านประธาน ไปที่กรรมาธิการว่าเราจะต้องดูแล ก็ขอพูดเรื่องการท่องเที่ยวแค่นี้
ส่วนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมมีประเด็นเดียวครับว่าจะย้ายสํานักงานมาอยู่ที่ กรมไปรษณีย์เก่าตรงถนนเจริญกรุงก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าอยากจะเสนอว่าแล้วอาคารต่าง ๆ ที่การรถไฟที่มักกะสัน ผมขอสัก ๑๐-๒๐ อาคารได้ไหม ให้มาเป็นศูนย์วัฒนธรรม เป็นศูนย์ครีเอทิวิตี (Creativity) สร้างสรรค์ ผมไม่ต้องการที่จะเห็นมักกะสันของเรา กลายเป็นศูนย์การค้าขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง อยู่ใจกลางเมืองควรจะให้เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความคิดที่สร้างสรรค์ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ผมก็ขอยกตัวอย่างของประเทศเกาหลีใต้อีกครั้งหนึ่ง ได้เคยพูด ในที่ประชุมนี้แล้วว่าเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประสบความสําเร็จในเรื่องของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แล้วก็มาในเรื่องของดิจิทัล ทีวี มือถือเป็นเลิศ แต่ว่าเขาอยากจะส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นสินค้าส่งออก เรื่องของ การสร้างสรรค์ เรื่องของสติปัญญา เรื่องของศิลปวัฒนธรรม เขาตั้งงบประมาณขึ้นมา สปท. ๖/๒๕๖๐ ณิชากร ๒๗/๒ แล้วเขาให้เงินทั้งโรงเรียนอาชีวะ และมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานค้นคว้าและวิจัย แล้วก็ มีกองทุนที่เรียกว่าสตาร์ตอัป (Startup) ให้เยาวชนรุ่นใหม่นั้นสามารถที่จะเริ่มกิจการ สร้างสรรค์ได้ ผมไม่อยากจะให้ศูนย์สร้างสรรค์อันนี้ หรือว่าดีไซน์เซ็นเตอร์ (Design Center) ที่จะย้ายจากเอ็มโพเรียมมาที่กรมไปรษณีย์เก่านั้นลอยอยู่ในอากาศ โดยที่ไม่ไปโยงใยกับ สถานศึกษา จะเป็นที่โรงเรียน ที่วิทยาลัยอาชีวะ หรือที่มหาวิทยาลัย ไม่ได้ครับ มันต้องโยงกัน เพราะเราต้องสร้างตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่อายุ ๒๕ ปี ๓๐ ปี แล้วก็เดินไปที่กรมไปรษณีย์ วันที่ ๑ หรือวันที่ ๒ พฤษภาคม แล้วก็อยากจะทําโน่นทํานี่มันก็ได้ แต่เราจะเตรียมบุคลากร เยาวชนของเรา ตั้งแต่บัดนี้ไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าอย่างไร เพื่อให้มีความคิดริเริ่ม คราวนี้ ทางกรรมาธิการที่นี่ก็ต้องโยงกับกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาว่า เราจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนที่ไม่ใช่ใช้ไม้เรียว แล้วก็สอน จด แล้วก็จํา อยากจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างไร มันต้องมาเปลี่ยนบรรยากาศในโรงเรียนของไทยเราทุกโรงเรียน ในทุกห้องเรียน และเราก็ ส่งคณะไปดูงานกันที่ประเทศฟินแลนด์กันมากมายมหาศาล ทั้งในส่วนกลาง ในโรงเรียน ในสังกัดของ กทม. ต้องถามว่าที่ไปเรียนกันมา ไปดูงานกันมาที่ประเทศฟินแลนด์ และประเทศอื่น ๆ นั้น เอกสารเหล่านั้นอยู่ที่ไหน จะมาโยงกับการที่จะเปลี่ยนประเทศไทย ให้หลุดออกไปจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ขายแต่เครื่องมือเครื่องใช้ ที่เป็นเทคโนโลยีของต่างชาติเป็นมือปืนรับจ้างนั้น ให้เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ของตนเอง ได้อย่างไร มันต้องเริ่มที่ห้องเรียนเป็นสําคัญนะครับ สปท. ๖/๒๕๖๐ นงลักษณ์ ๒๘/๑ แล้วก็อันที่ ๒ มันต้องมีงบที่จะต้องไปให้มหาวิทยาลัยค้นคว้า วิจัย รวมทั้งอาชีวะด้วย เรื่องรีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) ก็เป็นเรื่องสําคัญ และมันก็ต้องโยงใยกันที่ภาคเอกชนว่าอยากจะผลิตอะไร ก็มาว่าจ้างวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ให้ทําการค้นคว้า แล้วก็ต้องมีการบูรณาการงบที่จะมีขึ้นมาใหม่ของรัฐบาล กับสภาวิจัยแห่งชาติ สํานักงานส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม มันต้องมาร่วมกันร่วมกับ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม บีโอไอ (BOI) กระทรวงศึกษาธิการ มันต้องมาตกลงกัน มาบูรณาการว่าเราจะใช้งบโดยองค์รวม ไปทําการวิจัย แล้วก็ส่งเสริมการคิด ประดิษฐ์ของคนไทยอย่างไร แล้วก็คงไม่ใช่ในเรื่องของ ศิลปะอย่างเดียว มันต้องเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ด้วย อันนี้ก็อยากจะขอฟังทาง ท่านกรรมาธิการด้วย เพราะที่พูดกันมานั้นศูนย์ที่จะไปตั้งที่กรมไปรษณีย์จะหนักไป ทางด้านศิลปะ แล้วเรื่องวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร เราจะเป็นมือปืนรับจ้างอย่างเดียว หรือว่าเราอยากจะมีระบบดิจิทัลทั่วประเทศ เป็นเศรษฐกิจ ๔.๐ แต่ว่าเครื่องมือเครื่องใช้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ต้องซื้อจากต่างประเทศ อันนี้ไม่ใช่ครับ เราต้องค้นคว้า เราต้องผลิต ของเราเป็น เด็กของเราต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เป็นผู้ที่จะใช้เครื่องมือเครื่องใช้ เป็นเท่านั้น ก็ขอเรียนมาแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ