ปานเทพ สนับสนุนไฟฟ้าจากไม้โตเร็ว เสริมเศรษฐกิจฐานราก-ความมั่นคงพลังงาน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อภิปรายสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากไม้โตเร็วเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างป่า และความมั่นคงพลังงาน โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ พร้อมเสนอการใช้พื้นที่ว่างเปล่าหรือเสื่อมโทรมร่วมกับการปลูกพืชระยะสั้นเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอไม้เติบโต และเน้นความสำคัญของการรวมกลุ่มเกษตรกรทำสัญญาเพาะปลูกกับผู้ประกอบการตามกฎหมายเกษตรกรตามพันธสัญญา รวมถึงการวางแผนตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันมลภาวะและความขัดแย้ง และการจัดทำสัญญาเกษตรกรรมที่คำนึงถึงความเสี่ยงและประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. ๙๗ ผมขออภิปรายรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่องการส่งเสริมการผลิต ไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็วเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่าและเสริม ความมั่นคงด้านพลังงานนะครับ รายงานฉบับนี้ตามที่ได้ระบุในรายงานแล้วนะครับว่า สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่าในแง่การสร้างป่า ยังสอดคล้องกับแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ในเรื่อง การปลูกป่า ๓ อย่าง เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง ป่า ๓ อย่างก็ได้แก่ป่าที่เป็นไม้ผล ไม้ใช้สอย แล้วก็ไม้ที่เป็นพลังงานคือไม้ฟืน ประโยชน์ ๓ อย่างก็อย่างเช่นว่าประโยชน์ตามสภาพของพืช ที่ระบุแล้ว ประโยชน์อย่างที่ ๔ นั่นก็คือเป็นนิเวศนั่นเอง เป็นป่า เป็นนิเวศ เป็นประโยชน์ สปท. ๖/๒๕๖๐ นงลักษณ์ ๖๗/๒ อย่างที่ ๔ นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่ายังสอดคล้องกับแนวพระราชดําริเรื่องโครงการทฤษฎีใหม่ ในเรื่องโครงการทฤษฎีใหม่นี้ได้มีการแบ่งพื้นที่ของเกษตรกรออกเป็น ๔ ส่วนใช่ไหมครับ อย่างที่เราทราบกัน ส่วนที่ ๑ ก็จะเป็นสระน้ํา น้ําคือชีวิต ส่วนที่ ๒ ก็เป็นข้าว เศรษฐกิจ พอเพียงต้องมีข้าว ส่วนที่ ๓ อันนี้คือเกษตรผสมผสานก็เป็นพืชหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งไม้โตเร็วที่จะใช้เป็นพลังงานได้ด้วย ก็จะอยู่ตรงนี้นะครับ ส่วนที่ ๔ ก็เป็นที่อยู่อาศัย แล้วก็เป็นสวนครัว เพราะฉะนั้นก็จะสอดคล้อง ในเรื่องพื้นที่ตามรายงานได้ระบุว่าได้กําหนด พื้นที่ที่มีศักยภาพเป็น ๖ พื้นที่ด้วยกันนะครับ คือพื้นที่นาดอนนอกเขตชลประทาน พื้นที่พืชไร่ ผลผลิตตกต่ําเป็นภาระของรัฐบาล พื้นที่ที่รัฐบาลมีนโยบายปลูกพืชทดแทน พื้นที่ทิ้งร้าง นาร้างและรกร้างว่างเปล่า พื้นที่เกษตรกร แล้วก็พื้นที่ของกรมป่าไม้ที่เป็นดิน เสื่อมโทรมต่าง ๆ รวมทั้งหมดประมาณ ๕๑ ล้านไร่ นอกจากนั้นแล้วผมยังคิดถึงพื้นที่ อีกอย่างหนึ่งถ้าเป็นไปได้ แต่ก็คงจะต้องดูอีกที ก็คือพื้นที่ที่ปลูกป่าที่เป็นต้นน้ําลําธาร ถ้าเผื่อได้ก็จะเป็นประโยชน์มากทีเดียว ก็จะเป็นประโยชน์ตามประโยชน์ที่ ๔ ก็คือเป็นนิเวศ แล้วก็ช่วยทางด้านต้นน้ําลําธาร แต่อันนี้ก็คงจะมีปัญหาที่จะต้องไปดูทางด้านกฎหมายว่า จะตัดได้ไม่ได้อะไรต่ออะไรพวกนี้ ผมคิดว่าถ้าปลูกตรงนี้ได้มันจะเยอะมากเลยพื้นที่ ต้นน้ําลําธาร แต่ก็ต้องไปศึกษาดูนะครับ สปท. ๖/๒๕๖๐ วีรุทัย ๖๘/๑ นอกจากนั้นแล้วผมคิดอย่างนี้ว่า ในเวลาที่ปลูกไม้เหล่านี้เกษตรกรอาจจะต้องรอเวลาต่าง ๆ เพราะว่าไม้พวกนี้กว่าจะโตเกษตรกรเขาต้องมีรายได้ประจําวัน เพราะฉะนั้นในใต้ร่มเงา เหล่านี้ จากการที่ผมได้ไปดูงานทางภาคเหนือ ในป่าสามารถจะปลูกพืชต่าง ๆ ที่จะเป็นพืช ระยะสั้น ที่จะเป็นอาหาร เช่น พืชสวนครัว หรือไม้ต่าง ๆ ซึ่งผมจําชื่อไม่ได้ ถ้าไปดูก็จะเป็น ประโยชน์ผสมผสานคือระหว่างที่รอไม้โตเร็วก็จะได้รายได้จากพืชเหล่านี้ด้วยนะครับ นอกจากนั้นผมยังเสนอว่าเกษตรกรน่าจะต้องมีการรวมกลุ่มกัน จะเป็นในรูปของสหกรณ์ หรือจะเป็นกลุ่มอะไรผมไม่ทราบ เพื่อจะให้เป็นกลุ่มก้อน เพื่อจะเป็นพลังในการที่จะทํา คอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) อะไรต่ออะไรต่อไปนะครับ ในแง่การติดต่อ กับกลุ่มผู้ประกอบการก็คงจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานไฟฟ้าชีวมวล การกระทําสัญญา ต่าง ๆ อย่างที่ว่าคอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) จะต้องคํานึงถึงกฎหมาย ซึ่งเพิ่งผ่าน สนช. ไปเร็ว ๆ นี้ก็คือเขาเรียกเกษตรตามพันธสัญญา เพราะว่าจะมีหลาย ๆ เรื่อง อยู่ในนั้นจะต้องดูไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย

ส่วนอีกประการหนึ่ง เมื่อสักครู่ในรายงานก็บอกว่า เนื่องจากว่าสามารถที่จะ ทําไฟฟ้าทดแทนนี้ได้เพิ่มมากขึ้นเป็นจํานวนถึง ๕,๗๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้มีโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งทําได้ประมาณสัก ๒,๖๐๐ เมกะวัตต์แล้ว ยังจะทําเพิ่มได้อีกถึง ๓,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าต่าง ๆ มาก นอกจากว่าที่จะต้องสร้างใกล้กับสวนป่าที่ว่า นี้แล้ว จะต้องพยายามคํานึงถึงว่าในพื้นที่ที่จะไม่เป็นปัญหาต่อไป เช่น ปัญหาในการสร้าง มลภาวะ หรือปัญหาที่จะมีความขัดแย้งเพื่อป้องกันความขัดแย้งในระยะยาว เพราะฉะนั้น อันนี้ก็ต้องคํานึงเหมือนกัน

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญคือในเรื่องทุนของเกษตรกร อันนี้ก็คงต้อง อยู่ในสัญญาของคอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) อาจจะเป็นเกษตรล่วงหน้า หรืออะไรพวกนั้นต่าง ๆ อันนี้ก็ต้องให้ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งเกษตรกรด้วย แล้วก็ ผู้ประกอบการของเขาด้วย นอกจากนั้นแล้วในสัญญาต่าง ๆ จะต้องคํานึงถึงความเสี่ยง ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่นความเสี่ยงจากน้ําท่วม เป็นต้น หรือความเสี่ยงจาก เกิดไฟป่าอะไรต่าง ๆ มันก็อาจจะมีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นต้องรวมสิ่งเหล่านี้เข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นในแง่รวม ๆ แล้วผมขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์มากทีเดียว สปท. ๖/๒๕๖๐ วีรุทัย ๖๘/๒ ในการสร้างความมั่นคง สร้างป่า ความมั่นคงทางด้านพลังงาน แล้วก็จะเป็นประโยชน์ กับเกษตรกรด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ