สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐

ดุสิต เครืองาม หารือเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่า และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเสนอแนวคิดในการปลูกไม้โตเร็วเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนไม้ยางพารา และเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่าน สปท. ทุก ๆ ท่าน ผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ จะขออนุญาตนําเสนอการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ในวันนี้เรื่องการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว เพื่อสร้างเศรษฐกิจ ฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่า และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน หัวข้อของการปฏิรูป ในวันนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองว่าด้วยเรื่องการจะต้องสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโต ความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ และการใช้พลังงานของประเทศไทย คําศัพท์สําคัญที่อยู่ในหัวข้อการปฏิรูปวันนี้ คําแรกที่จะขออนุญาตทําความเข้าใจก็คือ คําว่า ชีวมวล เป็นอันดับแรก คําว่า ชีวมวล ตรงกับภาษาอังกฤษว่าไบโอแมส (Biomass) ก็คือเป็นวัสดุสารอินทรีย์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน ซึ่งถ้าเราเรียน อยู่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็คือสารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอนนั่นเอง เป็นพืชที่ได้จาก ธรรมชาติ แล้วก็สามารถนํามาผลิตเป็นพลังงานได้ แต่ทั้งนี้เราจะไม่รวมถึงสารที่ถูกทับถมกัน เวลานานหลายร้อยล้านปี จนกระทั่งกลายเป็นฟอสซิล (Fossil) หรือกลายเป็นน้ํามันไปแล้ว ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นชีวมวลจึงหมายถึงวัสดุทางเกษตรคือต้นไม้ต่าง ๆ นั่นเอง ก็จะได้ จากกากหรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร หรือว่าเป็นกากที่เหลือจากกระบวนการผลิต ทางอุตสาหกรรมที่ใช้วัสดุเกษตรมาแล้ว เช่น แกลบ ฟางข้าว ชานอ้อย ใบและยอดอ้อย เศษไม้ เส้นใย กะลาปาล์ม กากมันสําปะหลัง ซังข้าวโพด กาบและกะลามะพร้าว และอื่น ๆ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าชีวมวลในที่นี้ก็คือเป็นเชื้อเพลิงที่เราจะนํามาเผาไฟ จะเรียกว่าเป็นฟืน หรือว่าวัสดุก็ได้ เป็นเชื้อเพลิงเพื่อป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล สไลด์ (Slide) ถัดไปโรงไฟฟ้าชีวมวล ภาษาอังกฤษเรียกว่าไบโอแมส พาวเวอร์ แพลนต์ (Biomass power plant) นั้น ก็คือหมายถึงโรงไฟฟ้าที่ใช้วัสดุที่เป็นชีวมวลประเภทต่าง ๆ ซึ่งวัสดุนั้นอาจจะเป็นประเภท วัสดุเดียว หรือว่าเอาหลายอย่างมาผสมกันก็ได้ ทุกวันนี้โรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทย ก็มีการใช้กากอ้อย แกลบ เศษไม้ และวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยการเผาเชื้อเพลิงชีวมวลเหล่านั้นให้ได้ความร้อน นําความร้อนไปต้มน้ํา น้ําก็เดือดเป็นไอ ไอน้ําก็ไปขับเคลื่อนกังหันที่ผลิตน้ํา แล้วก็ไปหมุนเครื่องปั่นไฟคือเจเนเรเตอร์ (Generator) ก็ได้พลังงานไฟฟ้าออกมาตอบสนองความต้องการของประเทศ นั่นคือความหมายของคําว่า สปท. ๖/๒๕๖๐ ปัทมา ๖๑/๒ ชีวมวลและโรงไฟฟ้าชีวมวล แล้วเรามาปฏิรูปเรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ไม้โตเร็วกันทําไม ก็ต้องเรียนว่าเพื่อเป็นการตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ตามที่ท่านประธานคุรุจิตได้กล่าวนําไปแล้ว การปฏิรูปของเรานั้นไม่ได้ไปบอกรัฐบาลว่า จะต้องเพิ่มกําลังการผลิต หรือว่าเพิ่มโน่น เพิ่มนี่ แต่ว่าเรากําลังแค่ตอบสนองความต้องการ แค่ตอบสนองเป้าหมายเพื่อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านั้น กล่าวคือในแผนพัฒนา กําลังผลิตไฟฟ้าใน ๒๐ ปีข้างหน้า ประเทศไทยเราเมื่อเทียบกับปัจจุบันเรามีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ประมาณ ๓๗,๐๐๐ เมกะวัตต์เศษ ในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะต้องมีโรงไฟฟ้า รวมทั้งสิ้นประมาณ ๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ต้องเพิ่มอีกมากเลยนะครับ แล้วในการที่จะมี โรงไฟฟ้าเพิ่มได้นั้นเมื่อเวลาผ่านไปโรงไฟฟ้าเก่า ๆ ก็ต้องปลดระวาง รื้อทิ้งแล้วต้องมีการ สร้างใหม่ โรงไฟฟ้าที่ต้องปลดระวางไปนั้นก็ประมาณ ๒๔,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ก็แปลว่า ในอนาคตจะต้องมีการลงทุนแล้วก็ต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ในส่วนเพิ่มประมาณ ๕๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ เยอะมากเลยครับ สปท. ๖/๒๕๖๐ สุพิชชาย์ ๖๒/๑ แล้วถามว่าในจํานวนโรงไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มเหล่านั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปของเรา ในวันนี้อย่างไรบ้าง ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ในบรรดาโรงไฟฟ้าที่จะต้อง มีในอนาคตต่าง ๆ นั้น แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าซึ่งรัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว เมื่อปี ๒ ปีที่แล้ว เราจะต้องซื้อน้ําจากต่างประเทศ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องผลิตไฟฟ้า ด้วยถ่านหินสะอาด ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังคงใช้แก๊สธรรมชาติอยู่ แต่ว่าลดการใช้แก๊สธรรมชาติลง ให้เหลือประมาณสัก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนทั้งหมด เหล่านี้เราก็มาดูว่า ถ้าเช่นนั้น สถานะหรือว่าบทบาทของพลังงานหมุนเวียน ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้น คิดเป็นกําลังการผลิต ของโรงไฟฟ้าที่จะต้องติดตั้งเท่าไร ขออนุญาตดูภาพถัดไป นั่นก็คืออ้างอิงตามแผนพัฒนา พลังงานทดแทน ก็เช่นเดียวกันที่รัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว จะต้องมีโรงไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ใน ๒๐,๐๐๐ เมกะวัตต์นั้น ก็ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น ใช้ขยะเอย ขยะอุตสาหกรรม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ที่ได้จากน้ําเสียของเสีย พลังน้ํา หรือพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือว่าพวกไฮโดร หรือพลังน้ําต่าง ๆ หัวข้อพระเอกหลักที่เราเสนอในวันนี้คือ บรรทัดที่ ๓ คือโรงไฟฟ้าชีวมวล ตามเป้าหมายก็คือว่าจากนี้ไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องมีโรงไฟฟ้าชีวมวลให้ได้ ๕,๕๗๐ เมกะวัตต์ หรือคิดง่าย ๆ ก็เกือบ ๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ ตรงนี้คือสิ่งที่ท้าทาย ความสามารถในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล บทบาทของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน หรืออนุกรรมาธิการของเรา เราศึกษาแล้วเราเสนอโรงไฟฟ้า ประเภทต่าง ๆ ไม่ได้ลําเอียง เราก็เสนอแสงอาทิตย์ เราก็เสนอลม เราก็เสนอชีวมวล แต่วันนี้ ขอบีบประเด็นเฉพาะชีวมวลเพื่อให้ได้เข้าประเด็นให้ได้ ภาพถัดไปครับ ประเทศไทยเรา ในแต่ละปีเราต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จุดต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ ในแผนที่นี้แทบจะทุกจังหวัดเลยในประเทศไทยมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลกันอยู่แล้ว โรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ใช่ของใหม่ เป็นของที่มีอยู่แล้ว แค่ปี ๒๕๕๙ ปีที่แล้วปีเดียว มีโรงไฟฟ้า เพิ่มขึ้นนับร้อยโรง มีกําลังการผลิต ๙๓๕ เมกะวัตต์ของปี ๒๕๕๙ นี่ก็แสดงว่าประเทศไทย เรามีความพร้อม เทคโนโลยีมี แต่ถามว่าวัตถุดิบมีหรือเปล่าล่ะครับ นี่ล่ะคือปัญหา ภาพถัดไป ประเทศไทยเราตามที่ผมเรียนแล้วใน ๒๐ ปีข้างหน้าต้องมีโรงไฟฟ้าชีวมวลให้ได้ สปท. ๖/๒๕๖๐ สุพิชชาย์ ๖๒/๒ ๕,๕๗๐ เมกะวัตต์ ในขณะที่ ณ วันนี้ในประเทศไทยเราปีที่แล้วมีการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าชีวมวลใหม่เกิดขึ้น ๙๓๕ เมกะวัตต์ แต่ว่าถ้ารวมทั้งหมดแล้วที่มีอยู่ในประเทศ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าชีวมวลอยู่แล้วประมาณ ๒,๖๐๐ เมกะวัตต์ สไลด์ (Slide) นี้ อาจจะคลาดเคลื่อนนิดหนึ่ง ๙๓๕ เมกะวัตต์ นั่นก็คืออินฟอร์เมชันคาพาซิตี (Information capacity) ของปีที่แล้วปีเดียว แต่ทั้งหมดทั้งประเทศไทยเรามีประมาณ ๒,๖๐๐ เมกะวัตต์ ยังมีจะต้องสร้างเพิ่มอีกประมาณ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ ส่วนเพิ่มนะครับ แล้วเราจะเอาเชื้อเพลิง มาจากไหน ขณะเดียวกันเชื้อเพลิงชีวมวลที่ได้จากวัสดุเหลือใช้การเกษตรไม่ใช่มีแบบไม่จํากัด จากข้อมูลที่กระทรวงพลังงานได้รายงานมาจะใช้แกลบก็ดี ชานอ้อย ซังข้าวโพด เอาเป็นว่า วัสดุเหลือใช้ทางเกษตรทั้งหมดรวมกันแล้วประเทศไทยเรามีศักยภาพอยู่แค่ ๓,๓๐๐ เมกะวัตต์ ก็แปลว่าตอนนี้โรงไฟฟ้า ๒,๖๐๐ เมกะวัตต์ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแทบจะหมดแล้ว แล้วยังจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกตั้ง ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ จะเอาเชื้อเพลิงมาจากไหน เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ ๆ ที่จะต้องหามาให้ได้ นั่นคือโจทย์ แล้วคําตอบที่เราตอบในวันนี้ก็คืออย่างนั้นมาช่วยกันปลูกไม้โตเร็วครับ สปท. ๖/๒๕๖๐ รัศมี ๖๓/๑ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เกษตรกรเขาก็ดีใจเขาก็ได้ขายไป แต่มันไม่พออยู่ดี ก็ต้องมีการ ปลูกไม้โตเร็วให้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราเสนอในการปฏิรูปในวันนี้ เพราะฉะนั้นวัสดุเชื้อเพลิง ที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นก็แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ตามสไลด์ (Slide) นี้ กลุ่มข้างบนก็คือวัตถุดิบดั้งเดิม ก็คือวัสดุเหลือใช้ เหลือทิ้งทางการเกษตร แกลบ เปลือกไม้ กิ่งไม้ อะไรทํานองนั้น แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่ว่ามีจํานวนจํากัด เริ่มขาดแคลน ราคาก็แพงขึ้น ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือแย่งชิงเชื้อเพลิงกัน ยิ่งร้ายไปกว่านั้นก็คือต้องขนย้ายข้ามจังหวัด ข้ามอําเภอกันไกลกันมากสิ้นเปลืองค่าขนส่ง บางทีก็หล่นเรี่ยราดตามท้องถนนทําให้มีปัญหา ต่าง ๆ แล้วก็วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรนั้นเก็บเกี่ยวได้เป็นฤดูกาล ไม่ใช่ว่ามีตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้วัสดุเหลือทางการเกษตรนั้นเขาไม่สามารถเดินเครื่อง ได้ตลอดทั้งปี บางฤดูกาลต้องหยุดเดินเครื่อง พอหยุดเดินเครื่องการไฟฟ้าก็บอกโรงไฟฟ้าชีวมวล ไม่เสถียรภาพ พึ่งพิงไม่ได้ เหล่านี้คือโจทย์ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าเรา มาเสนอให้เป็นนโยบายใหม่ของประเทศไทยขึ้นมา โดยการส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบใหม่ ที่เราเรียกว่าพันธุ์ไม้ยืนต้น แล้วก็โตเร็วมาเป็นวัตถุดิบเพิ่มเข้ามา เช่น ยูคาลิปตัส กระถินยักษ์ กระถินณรงค์ กระถินเทพา หรืออื่น ๆ ก็น่าจะเป็นทางเลือก หรือว่าโจทย์ที่จะรองรับปัญหา ต่าง ๆ ได้อย่างดี ข้อดีของไม้โตเร็วเหล่านี้มีศักยภาพในการที่จะปลูกได้ทั่วทั้งประเทศ ทุกจังหวัด ทุกอําเภอ แล้วก็ปลูกได้อีกเยอะมาก เดี๋ยวจะมีตัวเลขให้ได้ดูว่ามีอีกหลายสิบล้านไร่ ที่เราจะสามารถปลูกเพิ่มเติม แล้วก็เมื่อเราปลูกได้ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เมื่อมีไม้เป็นเชื้อเพลิงตลอดทั้งปีก็แสดงว่า โรงไฟฟ้าสามารถเดินเครื่องได้ตลอดทั้งปี ก็แสดงว่าประเทศไทยเราจะมีไฟฟ้าออกมาจากโรงไฟฟ้าชีวมวลสม่ําเสมอตลอดทั้งปี ทําให้สร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศไทยเราครับ

วัตถุประสงค์ของรายงานของเราในวันนี้สั้น ๆ ก็คือว่าเพื่อเสนอแนวทาง ในการให้มีการส่งเสริมในการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว ต้องเรียนว่ารัฐบาลส่งเสริม โรงไฟฟ้าชีวมวลอยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่เคยพูดเรื่องไม้โตเร็ว ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเสนอ แบบนี้ขึ้นมา ถ้าทําได้ก็จะทําให้เกษตรกรมีรายได้ นี่แหละที่เราบอกว่าจะทําให้เกิดเศรษฐกิจ ฐานรากให้กับเกษตรกร แล้วก็เป็นการสร้างสวนป่า บางท่านได้คอมเมนต์ (Comment) มาบอกว่า จะเรียกป่าเราก็ขอเรียกเป็นสวนป่าแล้วกัน สวนป่าไม้โตเร็วเหมือนกับ สปท. ๖/๒๕๖๐ รัศมี ๖๓/๒ สวนยางพารา ได้เช่นนั้นก็จะสร้างความมั่นคงให้กับพลังงานได้ แล้วก็เกษตรกรก็สามารถ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของในธุรกรรมเหล่านี้ แล้วก็ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ชีวมวลแบบประชารัฐก็ย่อมได้ แล้วก็จะทําให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่มั่งคั่ง แล้วก็เลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน

ทุกครั้งถ้าเราพูดถึงเรื่องพลังงาน ทุกครั้งที่เราพูดเรื่องเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตอธิบายว่า โครงการนี้สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร ในเรื่องของความพอประมาณเราสามารถที่จะปลูกไม้โตเร็วไว้ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ก็คือวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ มีการวางแผนให้สามารถปลูกแล้วก็ตัด ปลูกแล้วก็ตัด ชดเชยกัน ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ปลูกแล้วก็ตัดแล้วก็หายไป ต้องมีการชดเชย

ความมีเหตุผล ก็คือหมายความว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดอยู่ในโรงไฟฟ้าที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วก็ปล่อยออกซิเจนออกมา ทําให้เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีเหตุมีผลในประเด็นที่แบบที่เราเสนอในวันนี้ก็คือจะให้มีพันธสัญญา ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่าคอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) ระหว่างเกษตรกร ผู้ปลูกไม้โตเร็วกับโรงไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งก็จะทําให้สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่า ปลูกแล้วได้ขายไม้ โรงไฟฟ้าก็มั่นใจว่าลงทุนโรงไฟฟ้าแล้วมีเชื้อเพลิงป้อนเข้ามา สปท. ๖/๒๕๖๐ สมร ๖๔/๑ เหล่านี้เราเรียกว่ามีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ก็หมายความว่าไม้โตเร็วนั้นเป็นเชื้อเพลิง ที่เราสามารถจัดหาได้ภายในประเทศไทย ไม่ต้องนําเข้าไม้จากต่างประเทศ ไม่มีความเสี่ยง ต่อการที่จะต้องนําเข้าพลังงานเพราะปลูกเอง ตัดเอง ใช้เอง และปลูกทดแทนได้ แล้วก็ สร้างภูมิคุ้มกันทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยให้มีความมั่นคง ในเรื่องของสภาพปัญหา เราศึกษามาแล้วมีปัญหาทับถมกันมาไม่น้อย แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปของเรา ในวันนี้ก็คือเชื้อเพลิงไม้โตเร็วมันอยู่ที่ไหน มันมีปริมาณเท่าไร จะทําอย่างไรไม่ต้องแย่งชิง เชื้อเพลิงกัน ข้อมูลในเชิงสถิติหรือว่าบูรณาการยังไม่ค่อยครบถ้วน เราก็จะเสนอไปยังรัฐบาล ว่าต้องมีการจัดทําฐานข้อมูลนี้ แล้วก็ที่ดินที่มีอยู่ในประเทศไทยยังใช้กันไม่คุ้มค่า ที่ดินที่ใช้ ไม่คุ้มค่านั้นก็มีทั้งประเภท ที่นารกร้างว่างเปล่า เป็นที่ดอนปลูกก็ลําบาก เกษตรกรปลูกไป ก็ขาดทุน แล้วก็ในบางครั้งรัฐบาลยังต้องไปสนับสนุนค้ําจุนราคาพืชผลทางการเกษตร เพราะว่าราคาเกษตรนั้นตกต่ํา ท่านคงเคยได้ยินใช่ไหมว่าเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว ราคายางพารา ตกต่ํา เคยขึ้นไป ๗๐ บาท ๘๐ บาท ๙๐ บาทต่อกิโลกรัม มันเคยลงไปเหลือ ๓๐ บาท ต่อกิโลกรัม ผมจําได้ว่าหลายเดือนก่อนท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เคยมากระซิบ ถามผมว่า ทําไมกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานไม่คิดเรื่องการปลูกไม้ ทดแทนบ้างหรือ ผมถามว่าทดแทนอะไร ก็ทดแทนไม้ยางพาราอย่างไร ผมถามว่าไปทดแทน ทําไม ก็เวลามันตกต่ํา ผมก็ไปตรวจสอบเช็ก (Check) ดู ก็จริงนะครับ ปรากฏว่ากระทรวง เกษตรและสหกรณ์เขามีแผนอยู่แล้วว่า ในแต่ละปีไม้ยางพาราอยากจะให้มีการปลูกไม้อื่น ทดแทน คือตัดไม้ยางพาราแล้วก็ปลูกอย่างอื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทดแทน ปีหนึ่ง ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ต่อปี เพราะฉะนั้นก็สอดคล้องกัน ในประเด็นปัญหาของเรานั้น ก็อยากจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรว่า ปลูกไม้โตเร็วก็สามารถมีรายได้ที่คงที่ต่าง ๆ นอกจากนี้พื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ําซาก ปลูกข้าวก็ไม่ขึ้น ปลูกผลไม้ก็ไม่ขึ้น มาปลูก ไม้โตเร็วสิครับ ไม้โตเร็วนั้นลงต้นกล้าไปทีเดียวมันดูดซับความชื้นจากอากาศ ออกซิเจน จากอากาศได้ มันก็โตของมันเองได้โดยตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปรดน้ําให้เหนื่อย อีกทั้งปัญหา ที่เราเจอก็คือว่าจากข้อมูลของกรมป่าไม้ ประเทศไทยเรามีเป้าหมายว่าจะต้องมีป่าให้ได้ ๑๐๐ กว่าล้านไร่ ไม่ถึงครับตอนนี้ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปของเราในวันนี้ก็เป็นการส่งเสริม สปท. ๖/๒๕๖๐ สมร ๖๔/๒ ให้มีการปลูกสวนป่าหรือว่าปลูกป่าให้มากขึ้น เรามีแต่จะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่ม เราก็ทําการศึกษาเชิงตัวเลขเอาให้แน่ใจว่า ประเทศไทยเรามีศักยภาพพื้นที่ในการปลูก ไม้โตเร็วจริงหรือไม่ เราก็ได้ข้อมูลมาจากกรมพัฒนาที่ดิน จาก ส.ป.ก. จากกรมป่าไม้ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก พื้นที่ที่เป็นนาดอนนอกเขตชลประทานมีที่ถึงประมาณ ๑๙ ล้านไร่ พื้นที่เป็นพืชไร่ ผลผลิตตกต่ํา แล้วก็เป็นภาระกับรัฐบาล ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ พื้นที่ที่รัฐบาล มีนโยบายให้ปลูกพืชทดแทน มีทั้งยางพาราและอย่างอื่น ๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่เศษ พื้นที่ทิ้งร้าง นาร้าง รกร้างว่างเปล่าประมาณ ๑๐ ล้านไร่ ตอนแรกเราคิดว่ามีอยู่แค่นี้ พอคุยกับ ส.ป.ก. ส.ป.ก. เขาก็บอกว่าที่ดิน ส.ป.ก. ที่ให้เกษตรกรไปปลูกไม้โตเร็วยังมีอีก ๑.๗ ล้านไร่ แล้วก็ ไม้โตเร็วที่เขาปลูกในพื้นที่ ส.ป.ก. นั้นก็ไม่ได้ขัดแย้งกับกฎหมาย ส.ป.ก. เขาก็สามารถที่จะ ตัดเอาไปเป็นยูคาลิปตัส กระถิน ส่งให้กับโรงงานประเภทเยื่อกระดาษ ทําเฟอร์นิเจอร์ อะไรกันอยู่แล้ว แล้วก็มีการปลูกทดแทน สปท. ๖/๒๕๖๐ ธมนธรณ์ ๖๕/๑ กรมป่าไม้ตอนแรกเราคิดว่าเราเชิญกรมป่าไม้มาแล้วเขาจะบอกว่า อย่ามายุ่งกับป่าไม้นะ ไม่ใช่ครับ กลายเป็นว่ากรมป่าไม้เขาบอกว่ามีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่มีคนเข้าไปบุกรุก แล้วก็ มีการปลูกไม้เศรษฐกิจกันอยู่แล้ว ปลูกแล้วก็ตัด ตัดแล้วก็ปลูก มีอีกประมาณ ๑๐ ล้านไร่ กรมป่าไม้เขาบอก ๆ ว่าอยากจะให้พื้นที่เหล่านั้นประมาณ ๑๐ ล้านไร่มันออกมาเป็น กฎหมายเลย เป็นกฎกระทรวงเลยว่าสามารถที่จะปลูกไม้โตเร็วแล้วก็ตัด ตัดแล้วก็ ปลูกทดแทนได้ เบ็ดเสร็จแล้วประเทศไทยเรามีศักยภาพที่จะปลูกไม้โตเร็ว คิดเป็นพื้นที่ ประมาณ ๕๐ ล้านไร่ แล้วถามว่าถ้าแปลงมาเป็นเชื้อเพลิงสําหรับสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล มีศักยภาพ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ตรงนี้เป็นแค่ศักยภาพ วันนี้เราไม่ได้ต้องการ ที่จะให้ปลูกไม้โตเร็วกันถึง ๕๐ ล้านไร่ ไม่ใช่ เราไม่ต้องการที่จะให้สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ไม้โตเร็วเป็นหมื่น ๆ เมกะวัตต์ ไม่ใช่ เดี๋ยวเราจะเสนอแค่ประมาณ ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์เศษ แค่นั้นก็พอ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายแผนพีดีพี (PDP) ของประเทศไทย รูปถัดไปครับ ข้อมูลที่เราเก็บมาถ้าเรามีที่ดินสัก ๑ ไร่ในแต่ละปีเราจะสามารถเก็บเกี่ยวไม้โตเร็วได้ ๑๐ ตัน ๑๕ ตัน ๒๐ ตัน หรือมากกว่านี้ก็แล้วแต่ความสามารถ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วก็ปุ๋ย หรือปัจจัยอื่น ๆ แล้วพื้นที่ที่จะใช้ตัดเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลทุก ๆ ๑ เมกะวัตต์ ก็ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่บวกลบ แต่ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ เราไม่ให้เขาตัด หมดทีเดียวหรอกครับ แต่ว่าเราจะบังคับให้เขาปลูกไม้โตเร็วเพิ่ม ๔ เท่าตัวของพื้นที่ที่เขา กะว่าจะตัดเพิ่มอีก ๔ เท่าตัว ถ้าอยากจะตัด ๑,๐๐๐ ไร่ ต้องปลูก ๔,๐๐๐ ไร่ ถ้าอยากจะตัด ๗๐๐ ไร่ ต้องปลูก ๒,๘๐๐ ไร่แบบนี้เป็นต้น เพราะว่าครอป (Crop) หรือว่ารอบของการ ตัดไม้โตเร็วนั้นประมาณ ๔ ปี แล้วจะต้องคงสภาพสวนป่าตรงนั้นเอาไว้ โดยสรุปแล้วตัวเลข ที่ท่านประธาน ท่านสมาชิก อาจจะเป็นข้อมูลประโยชน์ในวันนี้ก็คือว่า โรงไฟฟ้าชีวมวล ทุก ๆ ๑ เมกะวัตต์ เราขอพื้นที่ให้ปลูกประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ เป็นค่าเฉลี่ย เรากลับบ้านวันนี้ ๒,๐๐๐ ไร่ ๑ เมกะวัตต์ ถ้าจําตรงนี้ได้ก็จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง มีคําถามว่าไม้โตเร็ว ต่าง ๆ ที่เราพูดถึงนั้นทุกวันนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเขาไปทําอะไรกันบ้าง ก็เรียนว่าสามารถ ไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) เครื่องเรือน วงกบ อุตสาหกรรมกระดาษ แล้วก็เราจะ เพิ่มอย่างนั้นมาแบ่งมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลกันเถอะ เพราะฉะนั้นเกษตรกรที่ปลูกไม้โตเร็ว ส่วนหนึ่งเขาก็สามารถส่งให้โรงอุตสาหกรรมปกติพวกกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ อีกส่วนหนึ่ง สปท. ๖/๒๕๖๐ ธมนธรณ์ ๖๕/๒ ก็แบ่งมาให้โรงไฟฟ้าชีวมวลก็ทําให้เกษตรกรมีความมั่นคงแน่นอน รวมทั้งไม่ว่าจะเป็น ยูคาลิปตัสก็เช่นเดียวกันมีประโยชน์มากมาย มีบางท่านอาจจะสงสัยว่าปลูกไม้โตเร็วโดยเฉพาะ ยูคาลิปตัสได้ข่าวว่า มันจะทําลายหน้าดินให้เสื่อมลงนั้นเราได้เช็ก (Check) กับกรมส่งเสริม วิชาการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และหน่วยงานอื่น ๆ แล้วเขาบอกว่าถ้าปลูกเป็น ปลูกในที่ดินที่เหมาะสมคุณภาพดินนั้นจะไม่เสื่อมลงเท่าที่เราเป็น ห่วงหรอก ขณะเดียวกันบรรดาเศษไม้ หรืออะไรต่าง ๆ ใบไม้ที่ร่วงลงมามันก็จะกลายเป็นปุ๋ย ที่จะหมุนเวียนไปด้วย แต่ว่าเขาก็ไม่แนะนําว่าปีนี้ปลูกยูคาลิปตัสแล้วก็ตัด แล้วก็ปีหน้า ไปปลูกข้าวโพด เขาบอกไม่นะครับ ก็คือถ้ายูคาลิปตัสก็ให้มันเป็นยูคาลิปตัสต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อเป็นดังนี้ข้อเสนอการปฏิรูปของเรา เรามีส่วนที่สําคัญที่จะเสนอผ่านไปทางรัฐบาล มี ๓ ข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑ ก็คือขอให้ส่งเสริมให้ใช้พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์รกร้างว่างเปล่า แห้งแล้งมาเป็นพื้นที่ปลูกไม้โตเร็วกันเถอะ ก็อาจจะใช้ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ ต่อ ๑ เมกะวัตต์ ข้อที่ ๒ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคง โรงไฟฟ้าก็ไม่เดือดร้อน ก็ให้มีการทําพันธสัญญา ทางเกษตรกันที่เรียกว่าคอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) กันเถอะ สปท. ๖/๒๕๖๐ ณิชากร ๖๖/๑ แล้วก็กําหนดราคากันไปให้ยุติธรรมเลย สมมุติค่าไม้โตเร็วประมาณ ๑,๒๐๐ บาทต่อตัน แบบนี้เป็นต้น คนขายก็จะรู้ราคา คนซื้อก็จะรู้ราคาแบบนี้ จะเป็นบวกลบกี่บาทก็แล้วแต่ กลไกทางการตลาดด้วย แล้วก็ราคาประมาณ ๑,๒๐๐ บาทต่อตันนั้น ณ วันนี้ก็คือสอดคล้อง กับอัตราค่ารับซื้อไฟฟ้าที่กระทรวงพลังงานเขาได้กําหนดอยู่แล้วที่เราเรียกว่าฟีดอินทาริฟ (Feed-in Tariff) นั้น ก็ประมาณนั้นอยู่แล้ว แล้วก็ที่สําคัญอยากจะให้กระทรวงพลังงาน ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลแบบไม้โตเร็ว ให้เป็นแบบเฟิร์ม (Firm) ก็คือแปลว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้สม่ําเสมอตลอดทั้งปี ก็จะทําให้ประเทศไทยเรามี ความมั่นคงด้านพลังงานขึ้น โดยเนื้อหาเบื้องหลังแล้วเราก็เป็นห่วงว่าถ้าเราจะให้เกษตรกร ปลูกไม้โตเร็ว แล้วเขาจะขาดทุนกําไรหรือไม่ อย่างไร ได้กําไรครับ ตัวอย่างถ้ามีที่ดินสัก ๑๐๐ ไร่ ปลูกไม้โตเร็ว ๑๐๐ ไร่ ที่ผมเรียนแล้วว่าตัดไม้โตเร็วทุก ๆ ๒๕ ไร่ ทุก ๆ ปี แล้วก็หมุนเวียนกันแบบนี้ โดยเฉลี่ยแล้วเขาจะมีเงินเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายเยอะครับ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ต่อไร่ต่อปี ท่านลองคูณจํานวนไร่เข้าไปสิครับ ตัวเลขนี้ผมเรียนแล้ว เคยแอบคํานวณเทียบกับการปลูกข้าว ดีกว่าปลูกข้าวครับ แต่ว่าเราไม่ได้หมายความว่า จะส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วแทนการปลูกข้าว เพราะไม้โตเร็วนั้นไม่ต้องรดน้ําเท่านั้นเอง นี่เราไม่ต้องปลูกแล้ว ผมบอกแล้วว่าเราแอบคํานวณว่าได้ผลผลิต ได้กําไรดีกว่าข้าวแน่นอน เพราะฉะนั้นข้อเสนอการปฏิรูปอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นการสรุปเนื้อหาของเราก็คือว่าอยากจะให้ รัฐบาลมีมาตรการเผยแพร่ความรู้ในการปลูกไม้โตเร็ว อยากให้มีการจัดพื้นที่โซนนิง (Zoning) ไม่ต้องมาแย่งเชื้อเพลิงกัน ในใจเราก็คิดไว้แล้วเราบอกว่าคอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Farming) นั้น ก็คือพื้นที่ปลูกไม้โตเร็วกับตัวโรงไฟฟ้าไม่ควรจะห่างกันเกิน ๕๐ กิโลเมตร จะได้ไม่ต้องแย่งวัตถุดิบแล้วก็จะได้ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมาก แล้วก็ฝากวิงวอน ไปถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย ช่วยกันวางแผนให้ระบบ สายส่งสายจําหน่ายนั้นสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยให้ทัน และข้อ ๔ ฝากไปถึงหน่วยงานทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. หรือว่าสหกรณ์อะไรต่าง ๆ ให้ช่วย สนับสนุนทางด้านการเงินกับเกษตรกรด้วย ภาพถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีทั้งในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการสํารวจแล้วก็ทําแผนที่ พื้นที่ที่เหมาะสม ต่อการปลูกไม้โตเร็ว ผมขอย้ําว่าประเทศไทยเราหรือว่าที่เราศึกษาอยู่นี้เราต้องทําแผนที่ สปท. ๖/๒๕๖๐ ณิชากร ๖๖/๒ ไม่ใช่บอกว่าจะให้ปลูกยูคาลิปตัสทั่วประเทศ ไม่ใช่ ไม่ได้บอกว่าให้ปลูกไม้กระถินทั่วประเทศ ก็ไม่ใช่ ให้บอกเป็นพื้นที่ไปเลยว่าตรงไหนควรปลูกไม้ยืนต้นอะไร ตรงไหนไม่ควรปลูกอะไร ต้องมีการทําโซนนิง (Zoning) นั่นแหละคือต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็เช่นเดียวกัน ก็จะได้เชียร์ให้เกษตรกรมาเข้าโครงการนี้ แล้วก็ตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เป็นธรรม ภาพถัดไป หน่วยงานอื่น ๆ ทางด้านกระทรวงพลังงาน ก็ต้องออกมาตรการต่าง ๆ ตามที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ภาพถัดไป ผลที่คาดว่าจะได้ จากการปฏิรูป ผมขออนุญาตให้เป็นตัวเลขเชิงนามธรรมแล้วกัน ถ้าเป็นตัวเลข เดี๋ยวท่าน พลตํารวจเอก สุวิระ ก็จะช่วยตอบอีกทีหนึ่ง โครงการนี้ทําให้พื้นที่ป่าหรือว่า สวนป่าของประเทศไทยเพิ่มขึ้นหลายล้านไร่ครับ แล้วก็ลดความร้อน ลดอุณหภูมิในอากาศ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วก็ปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา สร้างระบบนิเวศที่ดี กับสิ่งแวดล้อม ไม้โตเร็วนั้นก็จะช่วยป้องกันดินถล่มหรือว่าเป็นกันชนไม่ให้บุกรุกไปยัง ป่าสงวนแห่งชาติด้วย ในส่วนของตัวโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นก็จะทําให้เกษตรกรมีรายได้ ที่แน่นอน เจ้าของโรงไฟฟ้าก็มั่นใจว่ามีเชื้อเพลิงเข้ามาป้อน ก็จะทําให้เกิดเรียกว่า เศรษฐกิจฐานรากให้แก่เกษตรกร แล้วก็สร้างอาชีพต่าง ๆ ให้กับสมาชิกในชุมชน สปท. ๖/๒๕๖๐ นงลักษณ์ ๖๗/๑ ส่งเสริมให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแล้วก็เป็นเจ้าของร่วมกับโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วผมขออนุญาตใช้เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษสั้น ๆ ว่าการปฏิรูปในวันนี้ เราเล็งว่าควรจะต้องมีการทํา ๓ เรื่องต่อไปนี้ไปด้วยกันก็คือแอลซีเอฟ (LCF) แอล (L) ก็คือ แลนด์ยูส (Land use) การใช้พื้นที่ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม คอนแทร็กต์ฟาร์มมิง (Contract Framing) คือการมีสัญญาระหว่างเกษตรกับโรงไฟฟ้าที่เหมาะสม ตัวเอฟ (F) เฟิร์ม (Firm) ก็คือกระทรวงพลังงานก็รับซื้อไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมแล้วก็สม่ําเสมอตลอดทั้งปีครับ ขอจบการนําเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ