ชูชัย ศุภวงศ์ แสดงความเห็นถึงความสำเร็จของภาคการท่องเที่ยวที่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ประเทศ แต่ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัวของรายได้ อาชญากรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต พร้อมเรียกร้องการปฏิรูประบบการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเพื่อกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยเสนอการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวให้มีส่วนร่วมของภาคเอกชนและท้องถิ่น เร่งแก้ปัญหาการใช้สารเคมีในเกษตรกรรม และผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านการออกกฎระเบียบรองรับอย่างเร่งด่วน พร้อมเน้นศักยภาพด้านการออกแบบและวัฒนธรรมของไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวสู่เป้าหมายอันดับหนึ่งของโลก
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกลําดับที่ ๔๐ ผมอยากจะเรียนต่อที่ประชุมว่ารู้สึกชื่นชมทุกครั้ง ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่นําโดยท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นําเสนอเอกสารข้อมูลต่อสภา เป็นข้อเสนอที่มีคุณภาพ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ประเด็นที่ผมจะเสนอก็เสนอ ทั้ง ๒ ประเด็น แต่ว่าการเสนอครั้งเดียว ๒ ประเด็นก็มีข้อจํากัดเรื่องเวลา ก็ต้องขอบคุณ ท่านกลินท์และท่านปีติพงศ์ที่ได้เสนอเรื่องอย่างแจ่มชัดและลุ่มลึก ทําให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าขณะที่เราแสดงความชื่นชมยินดีว่าการที่เรา เป็นอันดับ ๔ ของโลก หรือแม้แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ยูเอส นิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (US News & World Report) ก็จัดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุด อันดับที่ ๒๖ ของโลก โดยบอกว่าจุดแข็งนั้นอยู่ที่การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความเป็นมิตรของผู้คน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ล้วนน่าชื่นชมยินดี แต่ขณะเดียวกันที่ท่าน สปท. บางท่านตั้งข้อสังเกต มันมีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ ปัจจัยเสริม ถ้าเรามีคําถามเชิงปฏิรูปและผมตั้งคําถามว่า รายได้ที่เข้ามาสู่การท่องเที่ยวเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนั้นไหลไปที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนบนของสังคม หรือว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของข้างล่างเป็นสัดส่วนเท่าไร อันนี้เป็นคําถาม เชิงปฏิรูป เพราะว่าเราต้องคิดแล้วว่ารายได้นั้นไหลไปสู่ท้องถิ่นหรือกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง อันนี้เราก็อาจจะไม่มีตัวเลข แต่ว่าถ้าโครงสร้างยังเป็นปัจจุบัน ขณะนี้เราก็พอคาดเดาได้ว่า แม้รายได้จะมามากแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําที่สูงอันดับต้น ของอาเซียน (ASEAN) หรือติดอันดับของโลกตรงนั้นเรายังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นการอภิปราย ก็จะเป็นการอภิปรายในลักษณะที่เสนอทั้งปัจจัยเสริม แล้วก็เสนอทั้งปัจจัยที่อาจจะเป็นลบ ที่ท่าน สปท. กษิต ท่านตั้งข้อสังเกตเรื่องศูนย์อาชญากรรมข้ามชาติ จริง ๆ แล้วมันมีงาน สปท. ๖/๒๕๖๐ ณิชากร ๔๐/๒ ศึกษาวิจัยที่บอกว่าถ้าความเหลื่อมล้ําสูง อาชญากรรมก็สูง ความเหลื่อมล้ําสูง ในคุกก็แน่นขนัด ขณะที่คุกแถวประเทศเนเธอร์แลนด์ แถวประเทศสแกนดิเนเวียเริ่มทยอย ปิด คุกในประเทศญี่ปุ่นก็ว่างแล้วก็อยู่สบาย เพราะว่าความเหลื่อมล้ําเขาน้อย แม่วัยใสของ ประเทศไทยก็เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อันนั้นสะท้อนหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ยาเสพติด ทั่วบ้านทั่วเมืองไปกระทบกับเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และที่สําคัญ ที่ผมกําลังจะพูดถึงก็คือแผ่นดินอาบสารพิษที่ทางกระทรวงสาธารณสุขเพิ่งออกข่าวเร็ว ๆ นี้ ประเด็นนี้เดี๋ยวผมจะกลับมาว่าจะเป็นปัจจัยลบต่อการท่องเที่ยวอย่างไร แล้วก็การท่องเที่ยว จะปฏิรูปโครงสร้างระบบกลไกการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับแก้ปัญหาปัจจัยลบที่จะมีผลกระทบ กับการท่องเที่ยวอย่างไร ไปพร้อม ๆ กับการคิดว่ารายได้หรืออื่น ๆ ที่มา นําไปสู่การลด ความเหลื่อมล้ําในบ้านเมืองนี้อย่างไร
- ๔๑/๑ สปท. ๖/๒๕๖๐ นงลักษณ์ ๔๑/๑ ท่านประธานครับ มีประเด็นที่ท่านกลินท์เสนอในเรื่องของโครงสร้างกลไก ซึ่งผมเห็นด้วย อย่างมากเลยที่ท่านพูดถึงคณะกรรมการในระดับจังหวัดบอกว่า การตั้งคณะกรรมการ บูรณาการการท่องเที่ยวจังหวัดควรจะเพิ่มตัวแทนภาคเอกชนเข้าไป ทั้งในระดับชาติ และระดับจังหวัด เรื่องนี้สําคัญครับ เพราะว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการจะบอก คุณสมบัติ แต่ก่อนปี ๒๕๓๕ เพื่อนสมาชิก และท่านประธานลองไปสังเกตกฎหมาย แต่ละฉบับสิครับ เวลาพูดถึงการตั้งคณะกรรมการเต็มไปด้วยข้าราชการ เพราะฉะนั้น เราพอจะบอกได้ว่าคุณสมบัติจะออกมาเป็นอย่างไร ยุคนั้นสมัยนั้นพอหลังจากกฎหมาย ปี ๒๕๓๕ สมัยยุคท่านอานันท์ ปันยารชุน คณะกรรมการต่าง ๆ ในกฎหมายแต่ละฉบับ เปลี่ยนโครงสร้างองค์ประกอบไปหาผู้ทรงคุณวุฒิ ไปหาภาคเอกชนมากขึ้น แล้วจากวันนั้น มาถึงวันนี้ประมาณ ๒๕ ปีแล้ว ทิศทางที่จะต้องลดบทบาทของราชการลง ผมคิดว่า เป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการบูรณาการระดับจังหวัดจําเป็นต้อง รีบดําเนินการได้ทันที ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องรออะไรเลย สามารถที่จะดําเนินการ แล้วองค์ประกอบก็มีภาคเอกชนธุรกิจเอกชนในจังหวัด มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีประชาคมในท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ คนในจังหวัดก็จะทราบดี เพราะว่าไม่มีคนที่ไหน จะรักบ้านเกิดเมืองนอนมากเท่ากับคนในพื้นที่ แล้วไม่มีคนที่ไหนอยากเห็นความเจริญรุ่งเรือง มากกว่าคนในพื้นที่ ข้อเสนอที่เชื่อมโยงกันก็คือข้อเสนอเรื่องการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การท่องเที่ยวของคนในท้องถิ่น ท่านประธานครับ ในต่างประเทศบางทีเราไปบางเมือง ย่อย ๆ ของเขาเราจําเพาะเจาะจงไปเลยนะครับ เพราะที่นั่นนอกจากมีสภาพแวดล้อม ที่ปลอดสารพิษแล้ว มลภาวะน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย ยังมีอาหารที่เป็นอาหารที่บอกได้ว่า ปลอดสารพิษ เป็นอาหารสุขภาพ เราก็อาจจะไปค้างอยู่ที่นั่นประมาณสัปดาห์หนึ่งแล้วก็กลับ โดยที่ไม่ได้ไปผ่านเมืองหลวงหรือเมืองอะไรต่าง ๆ แต่ว่าแผ่นดินไทยที่ผมเกริ่นนําว่า เป็นแผ่นดินที่อาบสารพิษ นี่เป็นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วเป็นเรื่องที่เป็นปัจจัยลบ ต่อสภาพแวดล้อม ผมอยากจะเรียนข้อมูลอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดีที่ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ว่า เรื่องมันยังทําได้คงไม่ถึงขนาดที่จะบอกว่า มาเที่ยวเมืองไทยแล้วสตรีตฟู้ดส์ (Street Foods) ดีที่สุดในโลกด้วยราคาถูก รสชาติอร่อย แต่ลองเอาไปตรวจดูว่ามีองค์ประกอบของสารพิษ สปท. ๖/๒๕๖๐ นงลักษณ์ ๔๑/๒ ประกอบอยู่เท่าไร เดี๋ยวโลกจะตะลึง ประเด็นที่จะนําเสนอก็คือว่าองค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO) พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่การเกษตรมาก เป็นอันดับ ๔๘ ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงมากเป็นอันดับ ๕ ของโลก แล้วใช้ยาฆ่าหญ้า มากเป็นอันดับ ๔ ของโลก นี่เขาเทียบให้ดูสัดส่วนปริมาณจํานวนตันกับพื้นที่การเกษตร อันนี้คือความผิดปกติ ถ้าบอกว่าตัวเลขนี้ยังไม่เชื่อ กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ ไปตรวจเลือดเกษตรกรชาวนาชาวไร่ ในช่วง ๓-๔ ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ยืนยันความข้อนี้ แล้วสารพิษต่าง ๆ ที่เข้ามาท่วมเป็นอาบสารพิษ แผ่นดินอาบสารพิษ ก็สอดคล้องกันก็เข้าไปอยู่ในทุ่งนา ไร่ แม่น้ําลําคลอง แล้วเข้าไปอยู่ในเลือดของมนุษย์ และผู้บริโภคด้วย ประเด็นที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทํางานด้วยเหตุที่ว่า มีองค์กรหนึ่งชื่อว่าไทยแพลนต์ (Thai Plant) รายงานการปนเปื้อนของสารพิษกําจัดศัตรูพืช ตกค้างเกินมาตรฐาน เกินครึ่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๙ ๕๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้มาสําทับ ด้วยคลิป (Clip) ที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่าผัก ผลไม้ในท้องตลาดมีสารพิษ ตกค้างสูงตั้งแต่ ๙๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นมา สปท. ๖/๒๕๖๐ วีรุทัย ๔๒/๑ กระทรวงสาธารณสุขก็ดําเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมี ป้องกันกําจัดศัตรูพืชในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ท่านรัฐมนตรีนั่งเป็นหัวโต๊ะเลย แล้วก็ ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ อย่างน้อยสาร ๒ ชนิด สารพาราคว็อต (Paraquat) ที่เรียก กรัมม็อกโซน (Gramoxone) สมัยผมอยู่โรงพยาบาลชุมชน เกษตรกรชาวนาชาวไร่ ถ้าฆ่าตัวตายให้ได้ตายอย่างที่ตั้งใจก็นี่แหละครับ กรัมม็อกโซน (Gramoxone) อันนี้คนทั่วไป ไม่รู้หรอกว่า ไม่มียาถอนพิษ จะไปหาไม่รู้จะไปถอนอย่างไร ตับพังทันที แล้วก็ตามด้วย ตาเหลือง ตัวเหลือง แต่ว่าเกษตรกรชาวนาชาวไร่ ท่านประธานครับ ขอประทานโทษนะครับ ผมอาจจะต้องขอขยายเวลานิดหนึ่ง เขาได้รับสะสมอย่างเรื้อรัง แล้วไปกระทบในระดับเซลล์ ระดับดีเอ็นเอ (DNA) มีสารอีกตัวที่จะยกเลิกคือสารคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ตกค้าง มากที่สุดในผักและผลไม้ ๒ ตัวนี้ โดยเฉพาะตัวแรกกรัมม็อกโซน (Gromoxone) ทางเวียดนามกับจีนยกเลิกไปแล้ว ประเทศไทยบอกว่าจะยกเลิกปี ๒๕๖๒ คือเพิ่งศึกษา แต่ว่าจะยกเลิกปี ๒๕๖๒ ก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่ประเด็นก็คือว่าอีก ๒ ชนิด ซึ่งมีปัญหา เหมือนกัน เช่น ชื่อการค้าว่าราวด์อัพ (Roundup) หรืออื่น ๆ บอกว่าต้องใช้อย่างเข้มงวด ประเด็นผมอยู่อย่างนี้ว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ประกาศ มีคนที่เป็นห่วงเรื่องแผ่นดินอาบสารพิษ บอกว่า ให้ติดตามไปที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า จะต้องประกาศให้ชัดเจนออกมาว่า พาราคว็อต (Paraquat) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เป็นวัตถุอันตรายเพสทิไซด์ (Pesticide) ต้องยกเลิกการใช้ ประเด็นอยู่ตรงที่เขาชี้ว่าในคณะกรรมการชุดนี้มีผู้แทน กลุ่มประโยชน์จากบริษัทขายสารเคมีกําจัดศัตรูพืชนั่งอยู่ในคณะกรรมการด้วย องค์ประกอบ ของคณะกรรมการมีกําหนดคุณสมบัติ เรื่องนี้เราคงต้องดูแล้วก็ติดตามในเร็ววันนี้ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะย้ําก็คือว่า นี่คือปัจจัยลบที่มีผลกระทบกับการท่องเที่ยว แล้วตราบใด ที่ประเทศไทยยังไม่ยกเลิกการส่งเสริมการโฆษณาสารกําจัดศัตรูพืช และยาฆ่าแมลงแบบทุกวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะ ๒ ชนิดนี้ที่กําลังจะประกาศ ยังไม่รู้จะประกาศยกเลิกได้หรือเปล่านะครับ อันนี้จะเป็นผลกระทบระยะยาว แล้วปัจจุบันก็มีตั้งข้อสังเกตว่าการเชื่อมโยงการใช้สารเคมี จํานวนมาก รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอะไรต่าง ๆ เข้ามาจํานวนมาก ปุ๋ยเคมีที่เข้ามาจํานวนมาก มีผลสอดคล้องกับการเกิดมะเร็งในคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นประเด็นที่ผมไม่แน่ใจว่า สปท. ๖/๒๕๖๐ วีรุทัย ๔๒/๒ เป็นข้อเสนอที่เสริมแล้วจะสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านกลินท์ได้เสนอมาให้พิจารณาหรือไม่ อันนี้ เป็นความเห็นเพิ่ม
ถัดมาเป็นเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านปีติพงศ์ได้เสนอมา อย่างสร้างสรรค์และชัดเจน แล้วผมก็ได้เพียงสงสัยว่าเรื่องอย่างนี้ควรจะรีบออกมา ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนได้ ถ้าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีออกมาซึ่งไม่ยากเลย ท่านปีติพงศ์ท่านเป็นรัฐมนตรี ท่านคงทราบเรื่องนี้ดีนะครับ ส่วนข้อเสนอให้ติดตามในมาตรา ๒๕๙ ร่างพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) นั้นต้องให้เร่งรัด แต่ผมอยากจะ เสนอเพิ่มที่ให้ไปช่วยดูอีกหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ใน ๑๒๐ วัน อยากให้ไปติดตามดูว่า ร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศนั้นได้กําหนดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไว้ แค่ไหน เพียงใด หรือไม่ได้กําหนดเลย เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการปฏิรูป ประเทศจะเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการที่จะเคลื่อนไปใน ๑-๕ ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย อันนั้นเป็นเรื่องที่อยากจะให้ติดตามด้วย สปท. ๖/๒๕๖๐ พรเทพ ๔๓/๑ ข้อเสนอเรื่องย่านเจริญกรุงเป็นพื้นที่ออกแบบกลาง ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์มาก แล้วจะเป็นทางออกให้เห็นว่าประเทศไทยมีความชํานาญในการออกแบบระดับโลกจริง ๆ ท่านที่เคารพครับ มีประเทศไหนบ้างที่วัง วัดวาอาราม มีความประณีตศิลป์ มีวิจิตรศิลป์ ได้เท่ากับบ้านนี้เมืองนี้ ผมคิดว่าหาได้ยาก มีคนตั้งคําถามว่าทําไมกล้ามเนื้อชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของเมืองไทย ไม่ว่ามืออะไรต่าง ๆ ทําไมสามารถทํางานที่ประณีตวิจิตรศิลป์ได้ขนาดนี้ อันนี้ ผมก็ได้แต่บอกว่าคงเป็นมาแต่เกิดอันเป็นวัฒนธรรมของคนไทยทําให้มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน มีอัธยาศัยที่ดีงาม และเป็นมิตรกับผู้คน นี่คือเสน่ห์ของเมืองไทย ท่านประธานครับ ผมคงจะ สรุปแล้วว่าท่านอลงกรณ์บอกว่า ใน ๑๐ ปีข้างหน้ามีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยว เราจะเป็นอันดับ ๒ ของโลก ผมคิดว่าใน ๑ ทศวรรษข้างหน้าหากเราร่วมกันปฏิรูป อย่างเต็มกําลัง แล้วก็แก้ปัญหาในเรื่องเสริมปัจจัยบวก แล้วก็ขจัดปัจจัยลบออกแล้ว โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะราชการแบบที่ผ่านมา โดยเฉพาะ การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจเอกชน ภาคชุมชนในท้องถิ่น ผู้คนในท้องถิ่นได้ประโยชน์ คนข้างล่างได้ประโยชน์ด้วย ผมคิดว่าการท่องเที่ยวไทยจะเป็นอันดับ ๑ ของโลก ขอบคุณครับ