เสรี เปิดห่วงงบตำรวจ ชี้แยกประสิทธิภาพกับแก้ทุจริตให้ชัด

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือการส่งต่อรายงานการปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตำรวจเพื่อประกอบการปฏิรูปตำรวจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแยกประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานออกจากเรื่องการแก้ปัญหาทุจริต พร้อมเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการของสภาทนายความด้วยหากมีกรณีทนายความกระทำผิดอย่างร้ายแรง

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนว่า ตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตํารวจเพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ฉบับดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นข้อมูลอันสําคัญ เป็นข้อมูลที่กรรมาธิการขอส่งเรื่องรายงานไปให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการต่อไป แต่ผมเองในฐานะที่ทําหน้าที่เป็นกรรมการปฏิรูป ระบบงานกระบวนการยุติธรรมในส่วนของตํารวจด้วยคนหนึ่ง ซึ่งคิดว่ารายงานดังกล่าวนี้ กรรมาธิการน่าจะขออนุมัติจากสภาให้ส่งไปกรรมาธิการปฏิรูปตํารวจดังกล่าวด้วย เพราะว่า ถือว่าเป็นข้อมูล เป็นรายงานที่น่าจะทําให้การปฏิรูปตํารวจที่กําลังดําเนินการอยู่นี้ได้รับ ข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นนะครับ ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้กล่าวรายงานว่า ข้อเสนอดังกล่าวนี้ เป็นข้อเสนอเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานให้กับตํารวจ แต่ไม่ใช่ เรื่องของการแก้ปัญหาการทุจริต คือต้องอย่าเอามารวมกัน เพราะว่าถ้าเอามารวมกันก็จะ ทําให้อาจจะมีคนไปกล่าวอ้างว่า ถ้าขึ้นเงินเดือน ได้ค่าตอบแทน ได้สวัสดิการอะไรต่าง ๆ แล้วจะทําให้ทุจริตลดลง หรือแก้ไขปัญหาทุจริตได้หรือไม่ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ก็พูดกันให้ชัด ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นการเสนอรายงานเพื่อให้การทํางานของตํารวจมีประสิทธิภาพ มากขึ้นและดีขึ้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริต ซึ่งในเรื่องการทุจริต ดังกล่าวนี้ ผมว่ามันก็มีทุกวงการ ไม่ใช่เฉพาะตํารวจอย่างเดียว เมื่อสักครู่ท่านสุรินทร์ก็ได้ กล่าวและพูดถึงว่ามีทนายความที่ไปโกงน้องบีมเป็นเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตํารวจก็จับ ดําเนินคดีทนายความกับคนที่บอกว่าเป็นภรรยาของทนายความดังกล่าวด้วยแล้ว ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่ถ้าทนายความทําผิด ทนายความไม่ดี ทนายความโกง ทนายความก่อให้เกิด ความเดือดร้อนกับชาวบ้านคนอื่นก็ควรต้องถูกลงโทษ แล้วก็ต้องควรต้องถูกปฏิรูปเช่นเดียวกัน ดังนั้นในส่วนเรื่องที่ทนายความไปโกงชาวบ้านดังกล่าวนี้ ติดตามดูสภาทนายความเองก็บอก เข้าไปช่วยเหลือ แต่ผมต้องกราบเรียนครับว่าการช่วยเหลือของสภาทนายความดังกล่าวนั้น ก็ยังช้า แทนที่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าทนายความไปกระทําการอันทําให้ชาวบ้าน เดือดร้อนไปโกงชาวบ้าน สภาทนายความเอง ตอนนั้นผมเคยเป็นเลขาธิการสภาทนายความ ต้องรีบตั้งกรรมการมรรยาทโดยด่วน แล้วถ้าหลักฐานชัดเจนไม่ต้องไปไต่สวนอะไรมาก เพราะไต่สวนแต่ละเรื่องบางทีเป็นปี ๆ ครับ ชาวบ้านเขาเดือดร้อน อันนี้ต้องปฏิรูปเช่นเดียวกัน ขอโยงไปนิดหนึ่ง เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เราจะปฏิรูปตํารวจ แต่เราก็ ต้องกล้าพูดในสายวิชาชีพของเราว่าต้องปฏิรูปเช่นเดียวกัน ถ้าทนายความกระทําเยี่ยงนี้ ต้องรีบประชุมกรรมการมรรยาท สภาทนายความรีบประชุมกรรมการลบชื่อออกทันที เพื่อไม่ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ไปทํางานอื่นให้กับประชาชนเขาเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น แต่ตามรายงานดังกล่าวนี้ก็ต้องกราบเรียนครับว่าข้อมูลอันเป็นประโยชน์ยิ่ง รายงานนี้ก็คงที่จะ ขอรับส่วนหนึ่งในฐานะที่เป็นกรรมาธิการปฏิรูปตํารวจ เพราะว่าในการปฏิรูปตํารวจดังกล่าว ข้อมูลเหล่านี้กรรมาธิการได้วางแนวทางในเรื่องการปฏิรูปตํารวจเอาไว้ โดยแบ่งอนุกรรมาธิการแล้ว เพราะฉะนั้นข้อมูลนี้ถือว่าเป็นข้อมูลปัจจุบัน แต่ถ้าหากว่านําไปพิจารณาประกอบกับการทํา หน้าที่ของกรรมการปฏิรูปตํารวจก็จะแบ่งเป็นอนุกรรมาธิการด้านบริหารงานบุคคล ก็จะพูด ถึงเรื่องโครงสร้าง สตช. จะไปอยู่ที่ไหน อยู่กระทรวงยุติธรรมไหม มีคนเสนอ สนช. ก็เสนอ สปท. ก็เสนอ หรือว่าจะไปอยู่กับนายกรัฐมนตรีอย่างเดิม หรือไปอยู่กระทรวงมหาดไทย อันนี้เป็นข้อเสนอ บางท่านเสนอไปอยู่กระทรวงกลาโหมก็มี เพราะฉะนั้นในการปฏิรูป ด้านบริหารงานบุคคลก็จะรวมในเรื่องเหล่านี้ อนุกรรมาธิการที่ ๒ ก็คืออนุกรรมาธิการ ด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ก็จะต้องเกี่ยวข้องนั้นละครับว่า สอบสวนคดีอาญาแล้วมันมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีมากน้อยแค่ไหน ติดขัดเรื่องอะไร จะแยก สอบสวนไหม สืบสวน สอบสวนจะอยู่ด้วยกันไหม จะแยกสืบสวน สอบสวน ออกจาก สํานักงานตํารวจแห่งชาติไหม อันนี้มีข้อเสนอ หรือว่าถ้าออกไปแล้วจะมีผลกระทบอะไร อย่างไรนะครับ สิ่งสําคัญก็คือชาวบ้านจะได้รับผลกระทบในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ เงินที่จะใช้จ่าย ต่าง ๆ เป็นอย่างไร อันนี้อนุกรรมาธิการด้านบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวน คดีอาญาก็ได้ตั้งแล้ว แล้วก็คณะที่ ๓ คือด้านอํานาจหน้าที่และภารกิจตํารวจ นี่ก็จะพิจารณา เรื่องนี้ครับว่าที่ท่านเสนอตามรายงานดังกล่าว ที่มีตํารวจบ้าน ตํารวจโรงพักอะไรต่าง ๆ ภารกิจอะไรต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลที่ทางกรรมาธิการได้เคยเสนอไว้ ๙ เรื่องอะไรดังกล่าวก็จะ เป็นข้อมูลในการที่จะนําไปพิจารณาปฏิรูปกิจการงานตํารวจนะครับ ซึ่งในอนุกรรมาธิการ ดังกล่าวนี้ก็มีอนุกรรมการด้านรับฟังความคิดเห็น ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทาง การบริหารเวลา ๙ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ๒ ๓ ๔ ๒ เดือนคือการรวบรวมข้อมูล ว่าในการปฏิรูปตํารวจมีกี่ข้อมูล มีกี่รายงาน มีการเสนอความเห็นที่หลากหลายมาจากที่ไหน มาจาก สนช. มาจาก สปท. มาจาก สปช. แล้วก็มีอีกหลาย ๆ คณะ ๒ เดือนไปรวบรวม อีก ๓ เดือนต่อมาให้ไปยกร่างกฎหมาย ยกร่างเสร็จแล้วให้เอาร่างนี้ไปถามประชาชน ถามความคิดเห็น อันนี้คือ ๒ ๓ ๔ แต่ก็มีบางส่วนที่เสนอว่าต้องรับฟังตั้งแต่แรก แต่จริง ๆ แล้ว ๒ ๓ ๔ คือการบริหารเวลาที่มีอยู่ ๙ เดือนในการทํางาน แต่การรับฟังความคิดเห็นนะครับ ในส่วนกรรมการปฏิรูปตํารวจตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมารับฟังตั้งแต่แรก ตั้งแต่วันแรกจนถึง วันสุดท้าย ก็ให้ความสําคัญในเรื่องเหล่านี้ นอกจากนั้นก็ได้เสนอกรรมการในเรื่องเกี่ยวกับ ด้านวิชาการ ก็จะมี ๕ อนุ ซึ่งระหว่างนี้คือระหว่างทํางาน แต่ในข้อเสนอของกรรมาธิการ ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องกําลังพล เรื่องที่ ๑ เรื่องกําลังพล ยานพาหนะ น้ํามันรถ อันนี้ก็คือเป็น ความจําเป็นที่จะต้องมาปฏิรูปเรื่องเหล่านี้ ยานพาหนะ น้ํามันเชื้อเพลิง การขาดแคลนกําลังพล อันนี้ข้อ ๑ ข้อ ๒ ของท่านมันเรื่องเดียวกัน พอดีท่านมาแยกเป็นข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ปัญหา การขาดแคลนเงินตอบแทน การสอบสวนคดีอาญา อันนี้ก็ตรงกับที่กราบเรียนนะครับว่า จะไปอยู่ในส่วนงานที่เสนอแนวทางการปฏิรูป เงินเดือน ค่าตอบแทน สายปฏิบัติการ ไม่เหมาะสม ภารกิจอะไรต่าง ๆ เงินประจําตําแหน่ง เพราะฉะนั้นข้อเสนอดังกล่าวเหล่านี้ ผมกราบเรียนแล้วว่าเป็นข้อมูลที่จะทําให้การปฏิรูปตํารวจนั้นมีความสําเร็จมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการปฏิรูปตํารวจถือว่าเป็นภารกิจ เป็นงานที่กรรมการจะต้องมีเป้าหมาย สําคัญคือ ต้องเข้าใจว่าทําให้กิจการงานตํารวจดีขึ้น ไม่ใช่พิจารณาหรือตัดสินปัญหาโดย ความรู้สึกนะครับ จะต้องตัดสินปัญหาด้วยข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบกับพี่น้องประชาชน แล้วก็แก้ปัญหา สภาพปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบอยู่ในปัจจุบันนี้ทุกวันนะครับ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะทําให้การแก้ปัญหาของการปฏิรูปตํารวจนั้นประสบความสําเร็จ ก็ต้อง ดูจากสภาพที่ประชาชนเขาได้รับผลกระทบ เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่าสิ่งที่ประชาชนได้พบมาก แล้วประชาชนเองก็ได้มีข้อเสนอ ข้อเสนอของประชาชนอาจจะเป็นปัญหาพื้นฐานที่ประสบ อยู่ในชีวิตประจําวันนะครับ ประชาชนจะพบ สําหรับตํารวจบางคนนะครับ ต้องใช้คําว่า ตํารวจบางคน ไม่ใช่ตํารวจทั้งหมด ตํารวจบางคนที่มักจะใช้อํานาจหน้าที่ไปในทางทุจริต คอร์รัปชัน อันนี้มีนะครับ ประชาชนสัมผัสจากการถูกรีดไถ ถูกเก็บส่วยจากพฤติกรรมตํารวจ บางคนที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง มีการคุมบ่อน คุมซ่อง อย่างนี้เป็นปัญหา ประชาชนสัมผัส แก้ปัญหาเรื่องการตั้งด่าน เพราะการตั้งด่านเจตนาคือป้องกันอาชญากรรม ดูแลความเรียบร้อย แต่มีตํารวจบางคนตั้งด่านถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง ถูกระเบียบบ้าง ไม่ถูก ระเบียบบ้าง ใช้โอกาสอันนี้แสวงหาประโยชน์นะครับ วันนี้ก็ลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐสารพัน ปัญหาว่าถูกรีดไถตลอดเวลา เวลาส่งสินค้ามาขายจากต่างจังหวัดเข้าในกรุงเทพฯ นี่ก็เป็น ภาพสะท้อนกลับมา และปัญหาเงินรางวัลมีสมาชิกหลายท่านพูดถึงนะครับ จะเป็นปัญหาไหม เพราะเงินรางวัลนี้เป็นขวัญกําลังใจ แต่อีกส่วนหนึ่งพอพูดถึงเงินรางวัลปั๊บ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ บางคนขยันจับ ยัดเยียดข้อหา อะไรตักเตือนได้ก็ใช้แต่จะปรับอย่างเดียวนะครับ มันก็จะ ทําให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับประชาชน ดังนั้นท่านประธานครับ ข้อเสนอของตามรายงาน ดังกล่าวนี้ แม้จะมองในด้านดีเกือบทั้งหมด แต่อีกด้านหนึ่งต้องขออภัยท่านกรรมาธิการ ที่จะต้องพูดเพื่อให้เป็นข้อมูลหลักฐาน ให้ประชาชนได้รับทราบว่ากรรมาธิการเองก็ไม่ได้ ละเลยเพิกเฉยในเรื่องเหล่านี้ กรรมาธิการปฏิรูปตํารวจเอง ก็สัมผัส ได้พบเห็นปัญหาของ พี่น้องประชาชน แล้วมีข้อเสนอมา ดังนั้นในข้อเสนอของกรรมาธิการเองก็ดี ในข้อเสนอของ ประชาชนที่เสนอมาก็ดี กรรมาธิการปฏิรูปตํารวจก็คงจะต้องรวบรวมประเด็นปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมด แล้วโดยมีความตั้งใจและเป้าหมายของการปฏิรูปในสุดท้ายต้องกราบเรียนว่า เจตนารมณ์สําคัญของการปฏิรูป เป้าหมายคือ การทําให้กระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก แก่การดูแลรักษาความเรียบร้อยในบ้านเมืองและความผาสุกของประชาชน ไม่ได้ทําเสนอ แนวทางที่รังเกียจนะครับ หรือใช้อารมณ์โกรธ หรือไม่ชอบ มาตัดสินปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นการทําหน้าที่ของกรรมาธิการเองของกรรมาธิการปฏิรูปตํารวจเอง ก็จะตัดสิน ด้วยข้อมูลและเหตุผลเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน