พรพันธ์ ชี้ควรวัดความสำเร็จตำรวจด้วยตัวชี้วัดชัดเจน หลังเสนอโอเปอเรติงยูนิตคอสต์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือรายงานการจัดสรรงบประมาณของตำรวจ โดยเห็นด้วยกับการคำนวณต้นทุนหน่วยปฏิบัติการแบบมีหลักฐานรองรับ แต่เสนอให้เพิ่มตัวชี้วัดความสำเร็จและตัวอย่างผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อประเมินว่าการลงทุนจะทำให้ประชาชนปลอดภัยได้จริงหรือไม่ พร้อมแนะนำให้ปรับโครงสร้างองค์กรตำรวจใหม่ ลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น และพิจารณาการจัดสรรงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ดิฉันสนใจรายงานฉบับนี้ ไม่เฉพาะแต่ในเนื้อหาที่มีข้อมูล อย่างมากมาย แต่ว่าที่น่าสนใจมากก็คือการพยายามที่จะคิดต้นทุนของหน่วยปฏิบัติงาน หรือว่าโอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทําสําหรับ หน่วยงานที่ให้บริการทั้งหลายว่าด้วยการลงทุนเท่านี้ ความสําเร็จจะเป็นเท่าไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมขึ้นมา นอกจากการคิด โอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) แล้ว ก็คือตัวชี้วัดที่จะชี้ความสําเร็จ ท่านต้องการความสําเร็จระดับไหน เมื่ออ่านดูจาก รายงานทั้งหมดนี้ก็ดูเหมือนว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธวิธีที่ท่านใช้ เดี๋ยวเราจะพูดถึงทีหลัง อันนี้ ท่านต้องการท่านคิดว่าถ้าหากว่าจะปูพรมทั้งหมดด้วยสายตรวจ ด้วยรถยนต์ ด้วยจักรยานยนต์ ด้วยอีควิปเมนต์ (Equipment) ที่เพียบพร้อม แล้วก็ตํารวจซึ่งเต็มไปด้วย ขวัญและกําลังใจจากสวัสดิการ จากเงินเดือนที่ได้รับเพิ่มขึ้น ประชาชนจะได้รับความ ปลอดภัยในระดับไหน ถ้าเป็นไปได้ตามเกณฑ์ที่ท่านกําหนดเอาไว้ คือ ๑ ยูนิต (Unit) ต่อ ประชากร ๔,๐๐๐ คน ด้วยอีควิปเมนต์ (Equipment) ต่าง ๆ ดังที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งวัดด้วยอะไร เช่น ไครม์เรต (Claim Rate) ศูนย์หรือไม่ ยาเสพติดไม่มีเลยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ประชาชนได้รู้สึกว่าคุ้มไหม ที่เราจะลงทุนถึงขนาดนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คิดว่าจําเป็น คือถ้าหากว่ายุทธวิธีของท่าน เพิ่งอ่านดูจนจบคิดว่าเป็นสิ่งที่ท่านกําหนดไว้ ก็คือจัดการกับตํารวจให้มีการลาดตระเวน ในทุกพื้นที่อย่างสม่ําเสมอตลอด ๒๔ ชั่วโมง อันนี้จะเป็นการป้องกันหรือจะเป็นการ คือ นโยบายจะต้องชัดเจนอีกว่าท่านมุ่งหวังในการป้องกันอาชญากรรมหรือท่านมุ่งหวังในการที่จะ ปราบปรามให้รวดเร็ว สิ่งที่เราหวังก็อาจจะประชาชนหวังก็คือไม่ควรจะมีคดีต่าง ๆ เกิดขึ้นเลย ไม่ควรจะมีอาชญากรรมเกิดขึ้นเลย เราจะได้รู้สึกปลอดภัย เพราะฉะนั้นเมื่อมีการลงทุน ขนาดนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะมีตัวอย่างให้เราเห็น ท่านก็ได้คํานวณมาในเอกสารที่ท่านแจกเรา ว่าความขาดแคลนของยานพาหนะและเชื้อเพลิงอะไรพวกนี้ สมมุติว่าความขาดแคลน เหล่านั้นไม่มี ได้ฟิวส์ (Fuse) ไปทั้งหมดแล้ว มันจะเป็นงบประมาณสักเท่าไรสําหรับทุกยูนิต (Unit) ตามที่เป็นไอดีลเมโทโดโลจี (Ideal Methodology) ในการสร้างความปลอดภัยให้กับ ประชาชน และเป็นเงินประมาณเท่าไร ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นจํานวนมากทีเดียว แต่รายงานนี้ คือเห็นด้วยทั้งหมดกับวิธีการคิดของท่าน เพราะมันเป็นวิธีคิดที่มีการวิจัยประกอบ มีตัวเลข ประกอบเป็นอีวิเดนซ์เบส (Evidence based) ซึ่งเห็นด้วยนะคะ แต่สิ่งที่ยังขาดไปก็คือตัวอย่าง เพราะว่ามันไม่ใช่เงินน้อย ๆ เราต้องการอยากจะรู้ว่าถ้าเผื่อ ทําตามแล้วนี้ยูนิตคอสต์ (Unit Cost) โรงพัก ๑ โรงนี้มันจะเป็นสักเท่าไรใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นต่อไปการคิดการให้งบประมาณก็อาจจะเป็นการคิดเหมาจ่ายรายหัวแบบเรื่อง ทางด้านระบบสาธารณสุขก็ได้ เพื่อที่ท่านจะได้มีความคล่องตัวในการที่จะใช้จ่ายงบประมาณ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าคดีเล็กคดีน้อยจะเป็นเงิน ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท หรือ ๑,๕๐๐ บาท อะไรทํานองนี้ แต่ในขณะเดียวกันนี้ก็ยังมีข้อมูลที่ดิฉันคิดว่ามันจําเป็นและต้องการ ประกอบการตัดสินใจมาก ๆ ทีเดียวก็คือทั้งหมดนี้จะทําให้ประชาชนนี้ปลอดภัยทั้งประเทศนี้ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจริงหรือไม่ ถ้าจริงเช่นนั้น ยูนิต (Unit) อันนี้ ก็คือสถานีตํารวจ ในพื้นที่นี้ก็จะเป็นยูนิต (Unit) ที่สําคัญที่สุดของกรมตํารวจ ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นถ้าเราลงทุนในยูนิต (Unit) เหล่านี้มากที่สุดเต็มกําลังของเรา คนไทยไม่ได้ร่ํารวย นะคะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดว่าแล้วเราจะตัดทอนงบอันอื่นได้อย่างไรบ้างนะคะ ซึ่งดิฉัน คิดว่าอาจจะต้องปรับโครงสร้างของสํานักงานตํารวจแห่งชาติใหม่นะคะ เห็นด้วยที่ท่านบอกว่า ต้องวิเคราะห์ว่าหน่วยงานไหนที่ไม่จําเป็น ไม่เกี่ยวข้องกับตํารวจโดยตรง ก็โอนให้กับเจ้าของ เขาไปจะได้ลดงบประมาณ เช่น ตํารวจท่องเที่ยว ตํารวจป่าไม้ ตํารวจรถไฟอะไรทํานองนี้ ใช่ไหมคะ ก็ลดงบประมาณได้ส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันนี้ตํารวจทั้งสิ้นมีประมาณ ดิฉันคิดว่า ก็พอ ๆ กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ก็เกือบ ๆ ๓๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่ออยู่ในพื้นที่ สักประมาณ เท่าที่คํานวณดูก็คือประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ คนทํานองนี้ แล้วที่เหลือทําอะไร ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นที่เหลือทําอะไร ที่เหลือนี้มีจ็อบ (Job) อะไรที่มาสนับสนุนในฝ่ายพื้นที่ ได้บ้าง ดิฉันคิดว่าอาจจะต้องปรับจ็อบเดสคริปชัน (Job Description) หรือหน้าที่ความ รับผิดชอบใหม่ให้เชื่อมโยงประสานกันทั้งหมดตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับผู้บริหาร ในระดับชาติ แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าหน่วยในพื้นที่มีความสําคัญยิ่งยวดนี้ หน่วยอื่น ๆ ก็จะต้องลดความสําคัญลงไปเป็น ซัปพอร์ทิฟยูนิต (Supportive Unit) หรือว่าเป็นเรกูเลติง ยูนิต (Regulating Unit) เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่ควรจะต้องให้มีมากเกินกว่าความจําเป็น ตามจ็อบ (Job) ที่มีอยู่ อันนั้นก็เป็นการช่วยประหยัดงบประมาณไปด้วย นอกจากนี้ดิฉัน คิดว่าในยุทธวิธีที่ท่านคิดนี้ท่านเบสออน (Base on) ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช่ไหมคะ ในขณะนี้อาชญากรรมเปลี่ยนแปลงรูปไป เทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือก็พัฒนาขึ้นมาก เพราะฉะนั้นในยุทธวิธีนี้ควรจะได้คิดถึงเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทันสมัย เพราะว่า เมื่อไรยูนิต (Unit) เหล่านี้มีความสําคัญยิ่งยวดนี้สิ่งที่จะประกอบในการสอบสวนสืบสวน ดิฉันคิดว่าที่สําคัญมากก็จะต้องเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์หรือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเพิ่มในเรื่องอุปกรณ์เหล่านี้ และที่สําคัญที่สุดนี้คิดว่าถ้าหากเราจะ เน้นนโยบายในการป้องกันนี้ประชาชนจะต้องมีความสําคัญมาก ท่านจะต้องให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม ให้ประประชาชนได้เข้ามาช่วยตํารวจในเรื่องของการป้องกันอาชญากรรม อะไรต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของมวลชนสัมพันธ์ก็จําเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณ และจําเป็นที่จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้อง ได้รับการคอนซิเยอร์ (Consider) แล้วก็มันเป็นเหตุผลที่สําคัญที่ประกอบการตัดสินใจว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะว่างบประมาณสถานีในส่วนที่ขอมาแต่อย่างเดียว ถ้าเผื่อจะให้เห็นด้วยมันต้อง มีเหตุผลประกอบอีกเยอะว่า ถ้าหากว่าให้เต็มที่แล้วผลจะเป็นอย่างไร เราอยากจะได้ทราบว่า การลงทุนเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยอย่างเต็มร้อย เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นราคาเท่าไร สําหรับ ๑ หน่วยโอเปอเรติงยูนิต (Operating Unit) ๑ หน่วย เช่น สถานี ขอบคุณค่ะ