เสรี สุวรรณภานนท์ ชี้ประเด็นข้อผิดพลาดในการร่างกฎหมายจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเสนอให้แก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์ และหารือเรื่องการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมโดยเสนอให้อยู่ในระบบศาลยุติธรรมเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว บูรณาการคดีได้ดีขึ้น และลดความล่าช้าที่อาจกระทบต่อการเข้าถึงความเป็นธรรมของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเวลามันเหลือน้อยนะครับ ท่านประธานครับ เรียนท่านกรรมาธิการหน้า ๘ นะครับ ข้อ ๓.๓ ก่อน ๒ บรรทัด ๓.๓.๑ นะครับ ง. งู ตกไปตัวหนึ่งนะครับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญา นะครับ นี่เป็น ศาลทรัพย์สินทาปัญญา แก้ให้ถูกต้องก็จะสมบูรณ์นะครับ ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เรื่องระบบศาลนะครับ จริง ๆ แล้วก็น่าคิดนะครับว่าศาลสิ่งแวดล้อมนี้ จะอยู่ในศาลไหน โดยหลักแล้วส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ถ้าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทําหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถคนก็ไม่ต้องบุกรุกป่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ดูแล เรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่เห็นแต่ประโยชน์ ไม่หาผลประโยชน์ ไม่คอร์รัปชัน ดูแลสิ่งแวดล้อม ให้ดีคนก็ไม่กล้าทําผิด อันนี้ปล่อยให้บุกรุกป่ากันมากมายมหาศาลทั้ง ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่ บุกรุก ที่หลวง ที่สาธารณะมากมาย เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจนะครับ ช่วยเหลือผู้กระทําความผิด บ้านเมืองมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ครับท่านประธาน เพราะคนทําผิดนี้เจ้าหน้าที่เป็นต้นตอ ของการแก้ปัญหา แต่ปล่อยปละละเลยจนกระทั่งมีการทําลายสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเรื่องถึงเลย ต้องมาศาล เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่สั่งอะไรก็ตาม มันเป็นคําสั่งทางปกครอง มันก็ควรอยู่ ศาลปกครอง แต่ปรากฏว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมมันก็ไม่เหมือนเรื่องอื่นท่านประธานครับ มันก็มีเรื่องทางแพ่ง มีเรื่องทางอาญา มีเรื่องทางปกครองอย่างที่ว่า ต้องไปอยู่ศาลปกครอง ให้ความสําคัญ ที่ศาลปกครอง มีคําถามแล้วแพ่งล่ะ อาญาล่ะ ไปฟ้องคนละทีสองทีอย่างที่ เป็นกันอยู่มันก็ไม่บูรณาการ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าอยู่ศาลไหน เราก็ต้องไปดูศาลแต่ละศาล ทํางานอย่างไร ก็ต้องขอพูดตรง ๆ ว่าถ้าไปศาลปกครองในระบบศาลอาจจะใช่ ในเรื่องคําสั่ง ทางปกครอง แต่ถ้าดูวิธีทํางานนะครับ ผมไม่ค่อยไว้ใจเชื่อใจศาลปกครองเท่าไร ลองไปดู คดีความปัจจุบันสิครับ แต่ละคดีใช้เวลายืดยาด เยิ่นเย้อ คดีกว่าจะเสร็จเรื่องหนึ่ง รอแถลงไป แถลงมา หมดไปเป็นปี ๆ ชาวบ้านกว่าจะได้รับการแก้ไขคดีทางปกครอง ผมว่าศาลปกครองเอง ก็ต้องปรับปรุงวิธีการ พูดวันนี้อาจจะเข้าหูศาลปกครอง ดังนั้นถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ ผมว่ามันก็ หนีไม่พ้นศาลยุติธรรม ถามว่าแล้วคดีปกครองที่อยู่ในศาลยุติธรรมมีไหม ก็คดีแรงงานที่อยู่ ศาลแรงงาน จริง ๆ มันต้องอยู่ศาลปกครอง แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานเกิดก่อนศาลปกครอง ศาลยุติธรรมนี้อยู่มาเป็นร้อยปีแล้วก็เลยแยกกันไม่ออก ก็เห็นว่ายังไม่เห็นมีปัญหาอะไร ดังนั้นถ้าบอกว่าศาลสิ่งแวดล้อมควรจะต้องมีไหม ถ้ามีในภาวะสถานการณ์ปัจจุบันก็ควรที่ จะอยู่ที่ศาลยุติธรรม แต่ถ้าหากว่าดูตามรายงานสิ่งที่ดีก็คือมันสามารถที่จะฟ้องที่ศาลเดียว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงต้องฝากกรรมาธิการนะครับ ผมก็พยายามดูว่าชาวบ้านจะได้รับ ผลกระทบไหมถ้าหากว่าท่านตั้งศาลนี้ขึ้นมาแล้ว ชาวบ้านจะสามารถได้รับความเป็นธรรม หรืออํานวยความเป็นธรรมได้มากน้อยแค่ไหน ก็พยายามดูนะครับ เพราะศาลสิ่งแวดล้อม เป็นศาลที่ตั้งขึ้นมาใหม่ครับ การตั้งศาลอยู่ มาตรา ๕ ก็ค่อย ๆ ลําดับให้มีศาลสิ่งแวดล้อมกลาง จะเปิดทําการเมื่อไรให้ประกาศพระราชกฤษฎีกา แล้วก็ศาลสิ่งแวดล้อมมีอํานาจ อยู่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ ปริมณฑล แล้วถ้าจัดตั้งสิ่งแวดล้อมขึ้นมาแต่ละ จังหวัดให้กระทําโดยพระราชกฤษฎีกา ต้องระบุเขตอํานาจศาลนั้นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ศาลสิ่งแวดล้อมถ้าเกิดขึ้นมาได้จะต้องมีกระบวนการการเกิด แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มันเกิด มันเกิดไปทั่วหัวระแหง ทุกจังหวัดนะครับ มันแตกต่างไปจากคดีศาลชํานัญพิเศษอื่น ๆ ที่อาจจะมีเฉพาะเรื่องเฉพาะราว แต่สภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมนี้มันเกิดทั่ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็พยายามดูว่าแล้วช่องทางการแก้ปัญหาในร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ตรงไหน ก็ไปดู บทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลก็จะมีลักษณะที่ว่าถ้าจะเปิดท้องที่ใด ก็จะบอกวิธีการเปิด แต่ถ้าบอกว่าศาลสิ่งแวดล้อม มีศาลสิ่งแวดล้อมกลาง ศาลสิ่งแวดล้อมภาค ศาลสิ่งแวดล้อม จังหวัด ถ้ายังไม่เปิดนี้นะครับ บอกว่าการไต่สวน การนั่งพิจารณา การพิพากษาคดี ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น หรือจะกําหนดให้ทําการไต่สวนนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี ณ ศาลสิ่งแวดล้อมภาคก็ได้ตามที่ศาลสิ่งแวดล้อมภาคจะเห็นสมควร ตรงนี้ปัญหาแล้วครับ ก็อยากจะฝากกรรมาธิการนะครับว่า ถ้าจะมีศาลสิ่งแวดล้อม ถ้าในจังหวัดนั้นยังไม่มี ศาลสิ่งแวดล้อม ท่านต้องให้ศาลจังหวัดทําหน้าที่เลย ไม่ต้องเป็นดุลยพินิจ เพราะว่า ประชาชนจะได้มีศาลรองรับครับ ว่าถ้ามีคดีสิ่งแวดล้อมปั๊บไปศาลจังหวัดเลย แล้วจะส่งตัว ศาลเอง ผู้พิพากษาเองที่มีความชํานาญในเรื่องนั้นไปนั่งศาลจังหวัดก็ว่าไป แล้วเมื่อศาล ใดก็ตามที่มีศาลสิ่งแวดล้อมตั้งขึ้นมาแล้ว ก็ค่อยเปลี่ยนกระบวนการวิธีการพิจารณา สิ่งสําคัญคือผมต้องการให้ชาวบ้าน ประชาชน หรือจะเป็นกลุ่มคนอะไรก็แล้วแต่สามารถ ที่จะใช้สิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อม รักษาสิ่งแวดล้อมได้โดยสะดวกมิฉะนั้นแล้วเราเขียน ภาพสวยหรู เรามีกระบวนการในทางพิจารณาคดี แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติชาวบ้านเข้าสู่ ศาลยากนะครับ ขั้นตอนเยอะแยะกว่า จะไปคดีความก็ต้องส่งศาล ไปส่งศาลมานะครับ ก็ฝากตรงนี้พิจารณานะครับ เพราะอย่างน้อยถ้าจะออกเป็นกฎหมายตรงนี้ก็อยากให้มี กระบวนการที่ให้ความสะดวกกับประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการก็พูดนะครับ หลายฝ่าย ก็พยายามพูดว่า คดีสิ่งแวดล้อมนี้บางทีพอชาวบ้านเดือดร้อนไม่มีค่าจ้างทนายความ ท่านประธานครับ คืออาชีพทนายความนี้มันอาภัพนะท่านประธาน อาชีพทนายความนี้ มันไม่เหมือนอาชีพอื่นนะครับ อาชีพอื่นยิ่งถ้าเป็นข้าราชการ เป็นผู้พิพากษา หลายท่านก็ ด้วยความเคารพนะครับนั่งอยู่ มีผู้พิพากษา อัยการ ตํารวจ ราชทัณฑ์ ในกระบวนการ ยุติธรรมนี้ อย่างน้อยที่สุดก็มีค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน แต่ทนายความอย่างที่ผมเรียนว่า มันอาภัพนะท่านประธาน เวลาถูกต่อว่าก็ถูกต่อว่า เป็นคดีความก็เสียค่าทนายความ จะไม่เสียได้อย่างไรเพราะทนายความไม่มีเงินเดือนครับ ไม่มีเงินเดือนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นค่าจ้าง ค่าว่าความมันก็จะอยู่กับค่าตอบแทนที่จะมาทําหน้าที่มาอํานวย ความยุติธรรมได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ในกระบวนการทางศาลเองต้องใจกว้าง นะครับ คือในทางหลักกฎหมายครับท่านประธาน เวลาทนายความจะเรียกค่าว่าความก็จะวาง หลักเกณฑ์ไว้ว่า ห้ามทนายความไปมีส่วนได้เสียในคดี ถ้าไปตกลงว่ามีส่วนได้เสียในคดี ถือว่าเป็นโมฆะ ศาลเองก็ตัดสินเป็นคําพิพากษาฎีกามาในแนวนี้ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ เพราะเคยมีบางฎีกากลับ แต่ตอนหลังฎีกาก็พลิกกลับมาอีก ก็คือ หมายความว่าอัตราค่าจ้างการว่าความนี้ ถ้าบอกว่าจะใช้หลักเกณฑ์เดิม ถ้าเราพูดถึง ในคดีสิ่งแวดล้อมนี้ชาวบ้านเดือดร้อนหาทนายความยาก ก็เพราะว่าเขาไม่มีค่าจ้างว่าความ ครับท่านประธาน แต่ถ้าหากว่าศาลอย่างที่ผมใช้คําว่า ใจกว้าง นะครับ ก็คือเปิดดุลยพินิจ ในการตัดสินว่าหากประชาชนชาวบ้านเดือดร้อนในลักษณะนี้ ค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง ทนายความตอนแรกไม่ต้องเสีย แต่ถ้าได้เงินมาเท่าไร ค่าเสียหายเท่าไร ให้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกานะครับท่านประธานในกรณีอย่างนี้ สิ่งแวดล้อมนี้นะครับ เขาเรียกค่าจ้าง ว่าความ ๓๐ – ๔๐ เปอร์เซ็นต์นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นประชาชนไม่มีค่าจ้าง ว่าความ ทนายความทํางานให้ก่อน ทนายความอาจออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน แต่พอคดีเสร็จ ทนายความได้ค่าตอบแทนจากผลของคดีที่ชนะคดีได้เงินมา แต่ของศาลไทยเราในเรื่อง เหล่านี้ห้ามคิดครับ พอห้ามคิดปั๊บ ถือว่ามีส่วนได้เสียในคดีก็เลยไม่มีใครไปทํางานให้ ทนายความก็อย่างที่เรียนมันไม่มีเงินเดือนครับ บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ปรึกษาหารือ ให้ทนายความออกเองไหวไหม มันก็เป็นไปไม่ได้ถูกไหมครับ ดังนั้นถ้าหากต้องการที่จะให้ ทนายความมาช่วยเหลืองานตรงนี้ เขียนไปเลยครับในนี้ ในรายงานในร่างกฎหมายตัวนี้ ให้ทนายความสามารถเรียกค่าวิชาชีพได้ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เอาแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ ทนายความก็ยังเห็นช่องทางว่าเขามีโอกาสจะได้เงินคืน ประชาชนก็สามารถที่จะหาทนายความดี ๆ ได้ อันนี้ก็ขอเสนอนะครับ อันนี้ไม่ได้พูดเพื่อ ทนายความครับ พูดเพื่อชาวบ้านครับ เขาจะได้มีทนายความดี ๆ โดยกฎหมายนี้เปิดช่อง ให้เขาในการที่จะจ่ายค่าจ้างว่าความจากผลงาน ผลคดีที่ศาลตัดสินให้ อย่าไปมองครับว่า ทนายความจะเข้าไปมีส่วนได้เสียในคดี เพราะว่าทนายความอื่น ๆ เขาไม่เหมือนผมครับ ท่านประธาน อย่างผมนี่ว่าความฟรีก็ยังได้ครับ เพราะผมมีกิจการตลาดของผมครับ ไม่ใช่ว่า ความอย่างเดียว ผมอยู่ได้ แต่คนอื่นเขาอยู่ไม่ได้ครับ ก็ฝากตรงนี้นะครับเป็นข้อกฎหมาย ถ้าศาลจะให้โอกาสเปิดช่องทางทางนี้มันก็จะทําให้ประชาชนนั้นได้รับการดูแลจากทนายความ ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ได้มากขึ้นกว่าเดิมครับ ขอบคุณครับ