สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายงานของกรรมาธิการที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้เป็นรายงานของ สปช. ของกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม แล้วก็พิจารณาใน สปช. โดย สปช. เห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ และนําส่งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านยุติธรรมก็นํามา แล้วก็ตรวจสอบให้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น โดยมีจํานวนหน้าประมาณไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของรายงาน ทั้งหมด เพราะฉะนั้นกระผมเองโดยส่วนรวมอยากจะเห็นด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข รายงานชิ้นนี้ ผมจะได้อภิปรายต่อไปว่าเขียนไว้ดีมากในหลาย ๆ ประเด็นเป็นมิติใหม่ แต่ว่ากระผมยังขาด ความเห็นประกอบการตัดสินใจ ๒ ความเห็น ความเห็นที่ ๑ ความเห็นของคณะกรรมการ สาธารณสุขของ สปท. เรา ในส่วนของสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในส่วนของสาธารณสุขว่า ท่านมี ความเห็นอย่างไร เพราะว่างานของ สปท. เป็นการสืบทอดต่อจาก สปช. ท่านก็ได้เห็น รายงานของ สปช. ในเรื่องสิ่งแวดล้อมทางด้านนี้ แล้วท่านมีความเห็นด้วย เห็นต่างประการใด ถ้าได้มาจากมุมมองของกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของ สปท. ซึ่งอยู่ในสาธารณสุขก็จะเป็น ประโยชน์ต่อการพิจารณาลงมติเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ส่วนที่หนึ่งครับ

อีกส่วนหนึ่งก็คือความเห็นอย่างเป็นทางการของศาลปกครอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ สารัตถะส่วนอื่นสุดยอดครับ ผมเห็นด้วย แต่ว่าประเด็นสําคัญก็คือว่าการบัญญัติ ให้คดีปกครองที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มาอยู่ในเขตอํานาจศาลของศาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่กับ ศาลยุติธรรม ถ้าเพื่อนสมาชิกจะดูหรือท่านประธานจะดูก็จะอยู่ในมาตรา ๗ (จ) และมาตรา ๘ ก็คือหมายถึงว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับตามนี้ เขตอํานาจของศาลปกครองในคดี สิ่งแวดล้อมหายไปเลยครับ เพราะว่าอันนี้เป็นพระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่เป็นพระราชบัญญัติ ในระดับชั้นเดียวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พุทธศักราช ๒๕๔๓ ก่อนที่เราจะตัดสินใจอย่างไรลงไป ผมยังไม่ได้บอกว่าผมจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยประการใด แต่เรามีความเห็นอย่างเป็นทางการของศาลปกครองหรือไม่ครับ เพราะว่าในทางวิชาการคดีสิ่งแวดล้อมก็เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่าอยู่ภายใต้อํานาจของศาลปกครอง ถ้าประเภทนั้นมีศาลปกครอง และศาลปกครองของประเทศไทยเราก็ได้จัดตั้งแผนกคดี สิ่งแวดล้อมขึ้นมา ถ้าผมจําไม่ผิดตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จริงอยู่ครับ เราสามารถปฏิรูปได้ สามารถ ออกกฎหมายได้ แต่โดยหลักของการที่เราจะตัดสินใจใด ๆ ความเห็นของศาลปกครอง อย่างเป็นทางการมีหรือไม่ครับ ถ้ามี มีว่าอย่างไร อันนี้เป็นประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะขอ อนุญาตสอบถาม เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ประเทศไทยเราก่อนหน้า ปี ๒๕๔๐ ใช้ระบบศาลเดี่ยว คดีปกครองหรือคดีใดก็ตามอยู่ภายใต้อํานาจของศาลยุติธรรม ทั้งสิ้น แต่หลังจากปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาเราใช้ระบบศาลคู่ เรามีทั้งศาลยุติธรรม เราบัญญัติ ให้มีศาลปกครองและเราก็มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง มีวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งขึ้นเป็นการเฉพาะในปี ๒๕๔๓ แล้วก็ดําเนินการมาจนถึงปัจจุบัน และเราก็ยังมี ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพในการอภิปรายในวาระที่ผ่านมาก็ได้มีการกล่าวอ้างว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี้ ไม่ได้กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดศาลจริงครับ แต่ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นศาลแล้วเป็นอะไรครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นกําหนดให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในหมวด ๑๑ ต่อท้ายหมวดศาล แล้วก็อยู่หน้าหมวดองค์กรอิสระ นะครับ แต่ไม่ได้อยู่ในหมวดองค์กรอิสระ แล้วก็ยังใช้คําว่า ศาลรัฐธรรมนูญ และที่สําคัญก็คือ มีมาตรา ๒๑๐ วรรคสามบัญญัติไว้ให้นําบทบัญญัติในหมวดศาลมาใช้รวม ๔ มาตรา เพราะฉะนั้นโดยความเห็นส่วนตัวผม กระผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นศาลครับ แน่นอนที่สุด และประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญยังคงใช้ระบบศาลคู่ ในเมื่อเรามีข้อเสนอให้จัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาลยุติธรรมแล้วไปนําเอาเขตอํานาจของศาลปกครองเข้ามารวมอยู่ด้วย จึงจําเป็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบและรับฟังเหตุผลในทุกด้าน อันนี้ก็กล่าวโดยสรุปก็คือ ผมอยากฟังความเห็นของ ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของ สปท. อีกส่วนหนึ่ง ความเห็นอย่างเป็นทางการของศาลปกครองนะครับ แต่ว่าโดยภาพรวมทั้งหมดผมเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีความยาว ๑๐๖ มาตรา มีความครอบคลุมโครงสร้างของ คดีสิ่งแวดล้อมทั้งหมดครับ เพราะว่าเป็นทั้งกฎหมายจัดตั้งศาลและกําหนดวิธีพิจารณาคดี ของศาลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกําหนดวิธีพิจารณาคดีของสิ่งแวดล้อมเอาไว้ ผมได้เห็นความก้าวหน้าแล้วก็เห็นสิ่งที่สมควรที่จะต้องสนับสนุนอยู่มากมายถ้าท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกเพื่อประหยัดเวลานี้จะขออนุญาตทําหน้าที่ช่วยกรรมาธิการก็คือว่า ท่านอ่านเพียงหน้า ๘๙ ไปจนถึงหน้า ๙๓ ในรายงานนี้ท่านจะได้ประเด็นที่ครอบคลุมครับ หน้า ๘๙ จนถึงหน้า ๙๓ โดยเฉพาะหน้า ๘๙ ของหน้า ๙๐ นี้มีเพียง ๑ หน้ากระดาษ เอ ๔ (A4) เศษ ๆ หลักการสําคัญในร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดี สิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... สรุปภาพรวมไว้ได้อย่างดีเยี่ยมครับ โดยเฉพาะกระบวนวิธีพิจารณา ในข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ๖ ถ้าท่านอ่าน แล้วท่านไปเปิดดูในตัวร่างโดยละเอียดอีกทีหนึ่ง นอกจากนั้นในหน้า ๙๑ ถึงหน้า ๙๓ ก็จะ เป็นกระบวนการพิจารณาในส่วนที่ ๒ วิธีพิจารณาคดีแพ่งและคดีปกครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่วนทั่วไปในมาตรา ๒๙ ถึงมาตรา ๔๔ นั้นถือว่าร่างได้สุดยอดครับ กล่าวคือ ผมคงจะ มีเวลาอีกสักนิดหน่อยนะครับ ในส่วนทั่วไปของวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาลชั้นต้น ซึ่งส่วนทั่วไปนี้ก็หมายถึงทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครองได้กําหนดไว้ในมาตรา ๓๑ ถ้าผมตีความผิดก็ช่วยกรุณาแก้ไขด้วยนะครับว่า ในการพิจารณาคดีของศาลสิ่งแวดล้อมให้ใช้ ระบบไต่สวนครับ มาตรา ๓๑ เขียนไว้คลุมว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีให้ศาลมีอํานาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่ เห็นสมควร และศาลมีอํานาจซักถามพยานเพิ่มเติมได้จนสิ้นข้อสงสัย กระผมขออนุญาตอ่าน ว่าเป็นระบบไต่สวนทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครอง และในส่วนทั่วไปนี้ก็ได้บัญญัติ วิธีการที่จะอํานวยความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผู้ฟ้องคดีในหลายวิธีการ ด้วยกัน ผมไปเร็ว ๆ นะครับ ในมาตรา ๓๕ ให้ศาลเดินเผชิญสืบ สามารถให้ศาลสอบถาม บุคคลในบริเวณที่เกิดเหตุ ให้มีศาลเคลื่อนที่นะครับ ในมาตรา ๓๗ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ก็คือ ให้มีการตั้งที่ปรึกษาทางสิ่งแวดล้อมประจําคดีได้นะครับ ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมนี้ก็จะมี บัญญัติไว้อยู่ในหมวดเฉพาะด้วยนะครับ แล้วก็มีกระบวนการอื่น ๆ ที่บัญญัติไว้ว่าการทําคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลในมาตรา ๔๑ จะต้องคํานึงถึงอะไรบ้าง มี ๖ อนุมาตรา และสําหรับคดีปกครองในมาตรา ๔๒ ก็กําหนดไว้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองแน่นอน โดยเฉพาะมาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ นี่เป็นส่วนของบททั่วไป เช่นเดียวกันครับ ส่วนที่เป็น งานชิ้นโบแดงก็คือวิธีพิจารณาคดีแพ่งและคดีปกครองสิ่งแวดล้อม กําหนดให้มีการฟ้องคดี แบบกลุ่มได้ หรือภาษาทางวิชาการเขาเรียก คลาสแอ็กชัน (Class Action) ซึ่งก็เพิ่งมีการ แก้ไขในกฎหมายมีผลใช้บังคับปี ๒๕๕๙ นี่เอง และกําหนดให้ตัวแทนชุมชนฟ้องร้องได้ กําหนดให้องค์กรเอกชนทางด้านสิ่งแวดล้อมฟ้องร้องได้ตามข้อกําหนดที่ประธานศาลฎีกา กําหนด แต่สําหรับท่านที่เป็นห่วงว่าเอ็นจีโอ (NGOs) จะฟ้องกันเป็นรายวันนั้น ก็จะมีเรื่อง ข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาเป็นตัวกํากับไว้ แล้วก็มีมาตรา ๔๙ เป็นตัวกํากับไว้ว่าองค์กร เอกชนทางสิ่งแวดล้อมจะใช้สิทธิฟ้องได้ต้องไปเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ คุ้มครอง ส่งเสริม อนุรักษ์ และรักษาสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายนั้นเข้าดําเนินการตาม กฎหมายก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ดําเนินการภายใน ๖๐ วันแล้ว องค์กรเอกชนจึงฟ้องร้องได้ แต่ท่านจะต้องแก้ไขรายงาน เพราะว่ารายงานนี้เข้าใจว่าเอามาจากรายงานของ สปท. ใน หน้าเท่าไร ผมขี้เกียจเปิดพลิกไปดู ไปพิมพ์ว่าองค์กรเยาวชนทางสิ่งแวดล้อม ไม่น่าจะใช่ นะครับ เพราะไม่มีในบทบัญญัติ คงจะหมายความถึงองค์กรเอกชนทางด้านสิ่งแวดล้อม นะครับ ทีนี้ก็จะเห็นได้ว่ามีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็คุ้มครองพี่น้องประชาชนได้อย่าง ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีอาญา ในมาตรา ๗๕ และมาตรา ๗๖ ตัวแทนชุมชน ฟ้องได้ครับ องค์กรเอกชนฟ้องได้ครับ และเขียนไว้ชัดเจนว่า โดยให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย ในคดีอาญาด้วย อันนี้ก็เป็นการแก้ปัญหาที่เคยมีมาในอดีต และที่สําคัญก็คือที่เป็นการ ช่วยเหลือประชาชนที่เบี้ยน้อย หอยน้อย สตางค์น้อย เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมก็มีบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๐๑ ว่าให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เพราะฉะนั้นคนยากคนจนก็จะได้รับ ประโยชน์ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ กระผมเห็นว่ามีข้อดีเป็นจํานวนมาก แล้วก็เป็นมิติใหม่ อย่างยิ่งที่สมควรให้การสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อคิดถึงประเด็นระบบศาลเดี่ยว ระบบศาลคู่ในประเทศไทยแล้ว และประเด็นในมาตรา ๗ มาตรา ๘ ที่นําเอาคดีปกครองเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมมาไว้ในเขตอํานาจของศาลสิ่งแวดล้อม กระผมนอนคิดอยู่หลายวัน ก็ยังไม่สามารถ ตกผลึกได้ชัดเจน เพราะว่าก็ยังไม่สามารถที่จะหาคําชี้แจงหรือมุมมองอย่างเป็นทางการของ ศาลปกครองได้ว่า ตลอดระยะเวลาการทํางานของศาลปกครองที่มีแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นมา แล้วก็ทํางานที่ได้ผลในหลายลักษณะนี้นะครับ ท่านมีความเห็นอย่างไรในกรณีนี้ ส่วนประเด็นเหตุผลที่ว่า วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) เอาทุกคดีทุกประเภท มาไว้ในที่เดียวกัน กระผมว่าก็อาจจะชี้แจงได้ส่วนหนึ่งนะครับ แต่ว่าคงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่าถึงที่สุดแล้ว คดีแพ่งก็ยังอยู่ศาลแพ่งทั่วไปนะครับ คดีอาญาก็ยังคงอยู่ศาลอาญา แล้วก็มีระบบที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันในอดีตเรายังมีศาลรัฐธรรมนูญ อยู่จนปัจจุบัน คดีปกครอง คดีขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ คดีแพ่ง คดีอาญา ศาลเขาก็จะมีระบบ ที่เชื่อมต่อกันได้อยู่แล้ว ถ้ากระผมจะสนับสนุนเต็มที่ คงจะต้องขอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม และข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ว่าการแยกกันอยู่นี้มันก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างไร เพราะฉะนั้นคําชี้แจงจากศาลปกครองมีความจําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน อันนี้ก็เป็น เหตุผลที่ขออนุญาตอภิปรายด้วยเวลาแต่เพียงเท่านี้ แต่ขอเสนอท่านประธานว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ครับ การที่เราจะกดลงมติไปนี่นะครับมันง่าย แต่ว่าเราก็ต้องถามตัวเราเองว่า เราได้รับฟังความคิดเห็นจากรอบด้านแล้วหรือยัง กราบขอบพระคุณครับ