คุรุจิต เสนอจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม หวังเพิ่มประสิทธิภาพพิจารณาคดี

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

คุรุจิต นาครทรรพ หารือข้อเสนอการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมในระบบศาลยุติธรรมเพื่อแก้ปัญหาความซ้อนทับของคดีและเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมแสดงความกังวลต่อระยะเวลาการพิจารณาคดีที่อาจล่าช้าเมื่อเทียบกับศาลปกครอง จึงเสนอให้ใช้ระบบไต่สวนจากศาลปกครองร่วมด้วยและมีผู้พิพากษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้าน

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ วันนี้ก็เป็นวันของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่ทราบว่าท่านประสิทธิ์ ได้รับประทานอาหารหรือยัง เห็นใจมากนะครับ ก็ต้องขอบพระคุณที่ได้จัดทํารายงานเรื่อง แนวทางการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมนะครับ กระผมก็ได้อ่านดูแล้วตอนที่เข้าวิป (Whip) แล้วก็ เมื่อสักครู่นี้ก็นั่งฟังอยู่ข้างนอกเพราะนั่งฟังในนี้จะมองสไลด์ (Slide) ไม่ค่อยชัดแล้วก็ไปฟัง อยู่ข้างนอก ท่านสยุมพรนี่ก็รู้จักชอบพอกันดีทําเรื่องกองทุนพัฒนาไฟฟ้ากับผมก็เคารพ นับถือกัน รายงานของท่านก็มีเหตุมีผลที่น่าสนใจแล้วก็ทําให้เข้าใจได้ซึ่งกระผมก็อยากจะขอ สรุปอีกทีหนึ่งจากที่อ่านมานี้ว่าปัจจุบันการดําเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในการดูแลของศาลปกครอง แต่ว่าในรายงานของกรรมาธิการก็ชี้ให้เห็นว่ามันมีความไม่เหมาะสมหลายประการ คือขอบเขตของศาลปกครองไม่สามารถขยายไปถึงคดีแพ่งที่เอกชนเป็นผู้ละเมิด หรือในเรื่อง คดีอาญาได้ แต่หากมีการดําเนินการในกระบวนการของศาลยุติธรรม ก็คิดว่าจะสามารถ ดําเนินการได้ทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องคดีอาญา คดีแพ่ง แล้วก็คดีปกครอง รวมอยู่ในที่เดียวกัน ทั้งนี้คดีแพ่งและคดีอาญาก็อยู่ในกระบวนของระบบศาลยุติธรรมอยู่แล้ว และศาลยุติธรรม ก็มีประสบการณ์ในการจัดตั้งศาลชํานัญพิเศษมาแล้ว เช่น ศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งก็กว้างขวางและครอบคลุมถึงคดีปกครอง ด้วย ดังนั้นการจัดตั้งศาลชํานัญพิเศษด้านสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรมก็น่าจะเป็นเรื่องที่ เหมาะสมที่จะอํานวยความยุติธรรมในด้านสิ่งแวดล้อมให้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เป็นระบบ จุดเดียวนะครับ ผมได้เปิดดูในรายงานของท่านแล้วก็มานั่งบวกเองดูด้วยนะครับ เพราะท่าน ไม่ได้บวกให้ ก็พบว่าสถิติการนําคดีด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ศาลปกครองในช่วง ๓ ปี คือปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๙ มีประมาณ ๓,๑๑๒ คดี ขณะเดียวกันก็ในช่วง ๓ ปีเดียวกัน คือปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๙ คดีด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้าสู่ศาลยุติธรรมหรือศาลชั้นต้น ทั้งศาลแพ่ง และศาลอาญา นับรวมแล้วก็มีทั้งค้างและรับใหม่ ๑๒,๔๗๕ คดี ถ้าผมบวกถูก เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นว่าปริมาณของคดีด้านสิ่งแวดล้อมก็จะมีอยู่ทางศาลยุติธรรมมากกว่าทางของศาล ปกครองนะครับ แต่ว่าด้วยการพิจารณาที่แตกต่างกันอาจจะมีจําเลยที่แตกต่างกัน ซึ่งก็มี ข้อสังเกตว่าพฤติการณ์และข้อเท็จจริงเดียวกันของคดีต่าง ๆ ได้ถูกนํามาพิจารณาทั้งของ ศาลปกครองและศาลอาญา จึงทําให้เกิดความทับซ้อนในการกําหนดค่าเสียหาย และไม่มีการ นําสํานวนของแต่ละศาลหรือคําพิพากษาของแต่ละศาลมาเชื่อมโยงกันอีก ตรงนี้ก็เป็น จุดอ่อน ทั้งนี้การพิจารณาของศาลปกครองมุ่งเน้นไปที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหลัก ซึ่งมิใช่ผู้ก่อมลพิษโดยตรง แต่ขณะที่กระบวนการของศาลยุติธรรมจะเน้นไปที่ผู้ที่ ละเมิดหรือก่อมลพิษโดยตรง ดังนั้นท่านก็เห็นว่าการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมจะเป็นการอุด ช่องว่างในประเด็นที่มักจะอ้างว่าประชาชนไม่มีสิทธิฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และกรณีที่เป็นเพื่อประโยชน์ของสาธารณะด้วยนะครับ สําหรับศาลสิ่งแวดล้อมที่ท่านเสนอ ก็เหมือนกับศาลยุติธรรมคือมีศาล ๓ ระดับ คือชั้นต้นก็คือศาลกลางที่กรุงเทพมหานคร ศาลภาค ศาลจังหวัด แล้วก็ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งจะมีขอบเขตกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ด้านสิ่งแวดล้อมที่ท่านประเมินมาแล้ว ๔ ด้าน คือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๓ ฉบับ กฎหมาย ๑๓ ฉบับ ด้านมลพิษอีก ๑๘ ฉบับ ด้านศิลปกรรม โบราณสถาน ๒ ฉบับ ผังเมือง ๖ ฉบับ อันนี้ท่านก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ขึ้นมาด้วย เพื่อให้นําส่งไปที่คณะรัฐมนตรีและศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณานําเสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติตราเป็นกฎหมายต่อไป

กระผมก็อยากจะมีความเห็นและข้อสังเกตในรายงานของท่าน ก็คือเข้าใจ ในเหตุผลว่าต้องการสตรีมไลน์ (Stream Line) คดีที่จริง ๆ ถ้านับตอนนี้มันก็จะมีถึง ๕ ศาล คือปัจจุบันก็มีศาลอาญา ศาลแพ่ง แล้วก็มีศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา แล้วก็ของปกครองก็จะมี ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองจังหวัด แล้วก็ไปศาลปกครองสูงสุด เพราะฉะนั้นคดีนี้ มันอาจจะไปถึง ๕ ศาลก็ได้ในบางข้อเท็จจริงบางเรื่อง ซึ่งการที่ท่านจะสตรีมไลน์ (Stream Line) ให้มันเป็นวัน สตอป เซอร์วิช (One Stop Service) มันก็เป็นเรื่องที่ดี ก็เป็นเรื่องที่ น่าจะสนับสนุน แต่ว่าก็ต้องเรียนว่ากระบวนการของศาลปกครองเขามี ๒ ชั้น แล้วการ พิจารณาเขาก็ใช้ระบบไต่สวน แล้วก็บางครั้งก็เห็นว่าเขาสามารถจะตัดสินได้อย่างรวดเร็ว มีกระบวนการต่าง ๆ ไปจนถึงศาลสูงสุดตัดสินได้เร็ว แต่ของท่านของศาลยุติธรรมท่านก็จะมี ๓ ชั้น ซึ่งก็จะน่าเป็นห่วงอยู่หน่อยว่ามันจะใช้เวลานานไหมเพราะบางคดีบางทีก็เป็น ๕ ปี ๗ ปีก็มี อันนี้ก็ต้องฝากท่านด้วยว่ามันมาอยู่ที่เดียวและเป็นวันสตอป (One Stop) แต่ว่า เป็นวันสตอป (One Stop) แต่ใช้เวลานานมันก็จะไม่ค่อยอํานวยความยุติธรรมเท่าไรนะครับ

อันที่ ๒ ที่อยากจะฝากก็คือเรื่องวิธีการกําหนดค่าเสียหายในคดีสิ่งแวดล้อม ผมคิดไปว่าเป็นเรื่องที่ดีถ้ามันมาอยู่ที่ศาลเดียวกันมันก็จะได้กําหนดที่เดียวว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าท่านจะมีผู้ชํานาญการอย่างแท้จริงที่จะมาช่วยศาลในการกําหนดค่าเสียหายได้ลึกซึ้ง และถูกต้องตามความเป็นจริง ความที่ควรจะเป็นอย่างไร อย่างที่ท่านวรวิทย์ได้อภิปราย บางทีก็เหมือนมาซ้อมตัดขาเพื่อกลั่นแกล้งผู้ประกอบการให้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ ว่าในทางวิทยาศาสตร์ว่าเขาเป็นผู้ก่อมลพิษ แต่ว่าก็ฟ้องเขาไป เพราะฉะนั้นศาลสิ่งแวดล้อม จึงเป็นศาลชํานัญพิเศษอย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องมีผู้พิพากษาหรือตุลาการที่มีความชํานาญ อย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมเป็นห่วงซึ่งท่านกรรมาธิการก็ได้เอ่ยถึงก็คือว่า ผมคิดว่าศาลชํานัญพิเศษไม่ได้ตั้งขึ้นมาแล้วก็มีป้าย แล้วก็ผู้พิพากษามาอยู่ และถึงเวลา ผู้พิพากษาก็ย้ายไปอยู่ศาลแรงงาน ไปอยู่ศาลจังหวัด หรือศาลอะไร ควรจะต้องกรูม (Groom) เขาให้เขามีประสบการณ์และมีความรู้และเติบโตในศาลนั้น ไม่อย่างนั้นก็จะ มีแต่ป้าย มันต้องมีองค์ความรู้แล้วก็ประสบการณ์ที่จะตัดสินและอํานวยความยุติธรรม ระบบของผู้พิพากษาสมทบก็เป็นระบบหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้พิพากษาได้รับความรู้ แต่ผมคิดว่า ตัวประธานที่เป็นหัวหน้าองค์คณะก็จะต้องมีความรู้ด้วย แล้วก็ควรจะบ่มเพาะองค์ความรู้นี้ สะสมเพื่อจะสั่งสอนผู้พิพากษาต่อไปก็ควรจะอยู่ในศาลนั้นต่อไป ไม่ใช่ถึงเวลาอาวุโสก็ต้อง ไปอยู่ศาลอุทธรณ์ ไปอยู่ศาลฎีกา แล้วก็ไม่ได้กลับไปอยู่ศาลชํานัญพิเศษอย่างที่ท่านปรารถนา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝากท่านไว้ด้วยว่าจะมีกระบวนการอย่างไร มันอยู่ที่ไหนไม่สําคัญเท่ากับว่า อํานวยความยุติธรรมให้มันเป็นวันสตอป (One Stop) แล้วก็ใช้เวลาน้อยอย่างแท้จริงนะครับ

ก็มีเรื่องที่ฝากอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าการพิจารณาคดีด้านสิ่งแวดล้อม ที่หน่วยงานของรัฐเป็นจําเลยหรือผู้ถูกฟ้องตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ปัจจุบันก็อยู่ที่ศาลปกครองและเขาใช้ระบบไต่สวน เป็นหลัก ซึ่งระบบนี้ก็จะทําให้การแสวงหาข้อเท็จจริงมีความคล่องตัว ยืดหยุ่นมากกว่าระบบ กล่าวหา คือผู้พิพากษาสามารถจะไปหาข้อเท็จจริงเองได้ด้วยนะครับ ซึ่งมันก็จะช่วยให้ การแพ้ชนะในคดีไม่ใช่ด้วยเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นด้วยข้อเท็จจริงที่ไปแสวงหามา นะครับ เพราะฉะนั้นระบบไต่สวนของศาลปกครองก็มีประโยชน์ในคดีประเภทนี้ด้วย ทีนี้ ในการที่ท่านจะจัดตั้งศาลชํานัญพิเศษเป็นศาลสิ่งแวดล้อมอยู่ในศาลยุติธรรมก็ฝากไว้ด้วยว่า ท่านจะนําระบบไต่สวนของศาลปกครองมาใช้อย่างไร หรือจะมีวิธีการที่จะทํางานร่วมกับ ตุลาการศาลปกครอง โดยเฉพาะศาลสูงสุดที่เขามีองค์ความรู้ เพราะศาลปกครองสูงสุดเท่าที่ ผมทราบเขาไม่ได้มาจากนิติศาสตร์อย่างเดียวนะครับ เขาก็รับสมัครข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่มีความรู้แล้วก็เข้าไปเป็นตุลาการศาลปกครองเพื่อให้มุมมองในด้านของการบริหารราชการ แผ่นดิน หรือความชํานาญการเฉพาะทาง เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องนี้ผมคิดว่าก็น่าจะเชิญ ทางศาลปกครองมาหารือด้วยว่าจะอยู่ที่ไหนไม่สําคัญ แต่ว่าการจะอํานวยความยุติธรรม ในเรื่องของคดีให้ครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นวันสตอป (One Stop) อย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ