สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ชี้ประเด็นความจำเป็นในการยกร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างกลไกการบังคับใช้กฎหมายอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเชื่อมโยงมาตรการทางอาญา แพ่ง และปกครอง พร้อมเสนอให้มีการบูรณาการการบังคับคดีและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายเดียว
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉันขอ อนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นะคะ เพราะว่าเย็นแล้ว แล้วก็ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านสยุมพร ได้กรุณาให้ความกระจ่างเรื่องหลักการแล้วก็ที่มาที่สภาปฏิรูป สปช. ชุดที่แล้วได้ยกร่างเรื่องนี้ ดิฉันเองมีส่วนร่วมโดยการเป็นที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการค่ะ วันนี้ไม่ได้มาในนามตัวแทน ศาลยุติธรรม อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมข้อมูล คงจะเป็นเรื่องหลักนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ที่มีเชิงกฎหมายไทยหรือว่ากฎหมายทั่วโลกก็เน้นมาตรการสําคัญ ๓ เรื่อง ก็คือมาตรการ ทางอาญา มาตรการทางแพ่ง แล้วก็มาตรการทางปกครอง ถ้าถามว่าในแต่ละประเทศมีเครื่องมือ ทางกฎหมายนี่จะเน้นย้ําอะไรเป็นพิเศษ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ นะคะ ในยุโรปอาจจะเน้นศาลปกครองหรือว่าใช้มาตรการทางปกครอง ใช้การรีวิว (Review) คําสั่ง ทางปกครองเป็นหลัก แต่เมืองไทยที่มาตั้งแต่ต้นคดีสิ่งแวดล้อมอาจจะเป็นคดีอาญา ด้วยซ้ํานะคะ มีกฎหมายอาญา มีโทษทางอาญาทั้งจําคุกและปรับมากมาย เรื่องแพ่งยังมาทีหลัง แต่โดยสรุปก็คือของประเทศไทยมีทั้งประเด็นเรื่องของทางแพ่ง ทางอาญา แล้วก็ทางปกครอง ทีนี้ทั้ง ๓ ประเด็นถามว่าเมื่อมีกฎหมายอยู่แล้วทําไมจะต้องมีการยกร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมาอีก เพราะว่าจริง ๆ วิ. แพ่ง หรือว่า วิ. อาญา หรือว่า วิ. ศาลปกครอง ถ้าเราเรียกสั้น ๆ มันก็ สามารถจะเป็นกลไกเบื้องต้นที่จะทําให้เกิดกระบวนการในทางคดีอยู่แล้ว แต่ว่าที่ สปช. ได้ยกร่างอันนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องของวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมนี่เห็นว่าจะต้องมี มาตรการใหม่ที่จะต้องจัดการคดีสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางหรือว่าต้นน้ํายันปลายน้ํา ขออนุญาตขยายความค่ะ ต้นน้ําคือว่าตั้งแต่ขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ก็จะมีการเขียน ในส่วนของ วิ. อาญาสิ่งแวดล้อมว่าทําอย่างไรให้พนักงานสอบสวนสามารถจะทํางาน อย่างเป็นองค์รวม ผิดกฎหมายด้านทําให้น้ําเสียมันไม่ใช่แค่ พ.ร.บ. เจ้าท่า ๑ ฉบับนะคะ มันอาจจะผิด พ.ร.บ. ประมง พ.ร.บ. ชลประทาน หรือว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมทั่วไป เพราะฉะนั้นแต่ละเรื่องจะมีกฎหมายมากมายที่เกี่ยวข้อง มีองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ แต่ในทางปฏิบัตินี่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ก็อาจจะมองแค่ ๑ เรื่อง หรือ ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้น วิ. อาญา ก็จะบอกว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องกวาดให้ทุกกฎหมาย ให้ทํางานให้รอบคอบ ยิ่งไปกว่านั้นมาตรการทางแพ่งและอาญาและปกครองในขั้นต้นก็จะส่งกันเลยนะคะว่าทันที ที่มีใครทําผิดอาญาปุ๊บเจ้าหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบเลยว่าเกี่ยวกับคดีปกครองมันจะมีปัญหา ในเรื่องการละเมิดใบอนุญาตอะไรต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นว่าไปแล้ว วิ. สิ่งแวดล้อม ที่ได้ยกร่างกันมาก็จะเป็นการให้รัฐสามารถใช้ดาบให้ครบถ้วนทั้งในส่วน ๓ ประการ ดังที่ว่าไว้แล้วค่ะ แต่คราวนี้ในทางปฏิบัติมันไม่ใช่แค่เรื่องต้นน้ํานะคะ แต่พอเรื่องขึ้นมาถึง ที่ศาล แล้ววันนี้คดีก็จะแยกไปอยู่ ๒ ส่วน ก็คือส่วนของศาลยุติธรรมแล้วก็ศาลปกครอง จริง ๆ ในหลายประเทศก็แยกกันได้นะคะ ไม่จําเป็นต้องรวมกัน แต่ว่าในหลายประเทศ ก็บอกว่ามีความจําเป็น ถ้ารวมกันในที่เดียวศาลอาจจะมองภาพรวมแล้วก็ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในศาลเดียวให้ครบถ้วน อันนี้ก็เป็นแล้วแต่วัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ทีนี้ปัญหาที่ท่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดสยุมพรได้ยกตัวอย่างคร่าว ๆ นะคะ ยกตัวอย่างเช่น คดีคลิตี้ซึ่งน่าจะ เป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง คือคดีเหมืองแร่แล้วก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านที่จังหวัด กาญจนบุรี คดีนี้ตัวอย่างคือ ชาวบ้านก็ต้องไป ๒ ศาล แล้วก็คดีต้นน้ําก็อาจจะไปคนละทาง แต่ในที่สุดเมื่อจบที่ศาล ๒ ศาล ทั้ง ๒ ศาลคือศาลสูงสุดนะคะ ทั้งศาลปกครองสูงสุด แล้วก็ศาลฎีกาก็ให้ชาวบ้านชนะคดี ทีนี้ถามว่าแค่บังคับคดีกรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ ต้องบังคับคดีตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมา ในขณะเดียวกันบริษัทก็ต้องชําระล้าง คลีนอัป (Clean up) พื้นที่ตรงนั้น ทั้ง ๒ หน่วยก็จะต้องดําเนินการคู่กันไป ก็ปรากฏว่ามันก็ ไม่มีกระบวนการที่จะทํางานในเชิงปลายน้ํานะคะ ดังนั้นในเชิงของการบังคับคดี โดยเฉพาะ เรื่องของการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมอะไรต่าง ๆ มันก็ยังถูกละเลย แล้วมันเหมือนขาด เจ้าภาพค่ะ เพราะฉะนั้นการนําเสนอเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่พูดถึงว่าจะมีศาลพิเศษนะคะ มี พ.ร.บ. ที่ตั้ง ศาลพิเศษเยอะแยะหลายฉบับ ส่วนใหญ่จะเน้นตรงที่ศาลเป็นหลัก แต่กฎหมายฉบับนี้ น่าจะเน้นตั้งแต่ต้นน้ํายันปลายน้ํานะคะ เพราะฉะนั้นจะพูดถึงมาตรการในส่วนของ การบังคับคดีทางสิ่งแวดล้อมหรือว่ามาตรการบังคับโทษทางอาญานะคะ การออกมาตรการ ในเชิงการคุมประพฤติ หรือว่ากระทั่งการระงับข้อพิพาททางเลือกต่าง ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้น อันนี้น่าจะเป็นแนวทางที่อยากจะทําให้กระบวนการนี้ทําสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ แล้วก็ให้สามารถตอบโจทย์ถึงการแก้ปัญหาของ พี่น้องประชาชนที่ทุกข์ยาก แล้วก็ส่วนใหญ่จะเป็นคนด้อยโอกาสที่ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ที่ยากไปกว่านั้นก็คือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติแล้วก็สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ค่ะ ก็คงจะเป็นภาพรวมที่อยากจะกราบเรียนให้ที่ประชุมสภาได้ทราบค่ะ สุดท้ายคือว่า การออกแบบในครั้งนี้สิ่งที่ได้ยกร่างมาและพยายามจะทําเพื่อเหมือนว่าแก้ปัญหา อาจจะศาลพิเศษที่ผ่านมาในอดีตนะคะ ก็คือว่าอย่างเช่นหลายศาลก็จะมีศาลพิเศษ แล้วก็มีผู้พิพากษาสมทบซึ่งอาจจะมานั่งเป็นหลายคดีเป็นครั้งคราว อาจจะได้ค่าตอบแทน เป็นรายครั้ง ครั้งละ ๑,๒๐๐ บาทอะไรแบบนี้นะคะ แต่ว่าศาลสิ่งแวดล้อมได้ไปดูงาน คือทีมงานที่เกี่ยวข้องก็มีโอกาสไปศึกษาแล้วก็ไปดูงานจริง หรือว่าได้นั่งทํางาน หรือทํางาน อย่างต่อเนื่อง อย่างศาลสิ่งแวดล้อมออสเตรเลียอะไรอย่างนี้นะคะก็จะทํางานร่วมกันเป็น ๑๐ ปีแล้ว เราเรียนรู้ร่วมกันแล้วก็ได้เห็นว่าเราต้องมีผู้พิพากษาพิเศษซึ่งอาจจะเป็น ทางด้านเทคนิคเป็นการเฉพาะแล้วมานั่งประจํา เพราะฉะนั้นจะไม่มีการแบบแค่ชั่วคราวไป มาค่ะ นอกจากนั้นเราอาจจะมีที่ปรึกษาในเชิงของการทํางานหรือเจ้าหน้าที่ในด้านเทคนิค อันนี้ก็น่าจะเป็นการออกแบบที่จะเป็นการอุดช่องว่างของศาลพิเศษที่เคยมีมาในอดีตค่ะ ก็ต้องขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ กราบเรียนเบื้องต้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ