สยุมพร ชี้ปัญหาคดีสิ่งแวดล้อม หนุนจัดตั้งศาลเฉพาะทาง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

สยุมพร ลิ่มไทย หารือปัญหาการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่สอดคล้องกับกฎหมายสากลและมีความซับซ้อนจากการทับซ้อนของระบบศาลหลายช่องทาง พร้อมเสนอให้จัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมในสังกัดศาลยุติธรรมเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จ ครบวงจร และเป็นธรรม โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเฉพาะเพื่อเสริมสร้างนิติธรรมและการมีส่วนร่วมตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายสยุมพร ลิ่มไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ในชั้นการพิจารณา ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้วนะครับ เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในขณะนั้น ซึ่งมีท่านปราโมทย์ ไม้กลัด เป็นประธาน แล้วก็ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขึ้นมารับผิดชอบ อยู่ในชุดของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้กระผมได้เป็นหัวหน้าคณะในการศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจาก เห็นว่าตอนนั้นผมเพิ่งลุกมาจากผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง แล้วก็เพิ่งไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคดี มาบตาพุด ตั้งแต่ต้นจนจบนะครับ ก็พอจะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้อยู่พอสมควร ในการศึกษา เรื่องนี้ก็ได้มีการศึกษาทั้งจากเอกสารที่เป็นเอกสารผลการวิจัยทั้งภายในแล้วก็ต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องศาลสิ่งแวดล้อม ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือผู้แทนของสํานักงาน ศาลยุติธรรม แล้วก็ผู้แทนของศาลปกครองมาให้ความเห็นแล้วก็ให้ข้อมูลประกอบ การพิจารณา แล้วก็หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้เข้าไปรับฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องก็คือกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของ สปช. ในขณะนั้นนะครับ มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน แล้วก็ได้สรุปเป็นข้อเสนออันนี้ขึ้นมาแล้วก็ผ่านความเห็นชอบของสภา สปช. ในขณะนั้น แล้วก็ได้ส่งไปที่รัฐบาล สําหรับเนื้อหาสาระสําคัญของเอกสารที่สภาปฏิรูป แห่งชาติได้นําเสนอไว้ รายละเอียดจะอยู่ในภาคผนวกของเอกสารของ สปท. แล้วนะครับ ผมก็พยายามจะใช้เวลานําเสนอเฉพาะสาระสําคัญ ๔ ประเด็นหลัก ๆ

ประการแรก ก็คือจะนําเสนอให้เห็นว่าปัญหาการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ของไทยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้มีปัญหาอะไรบ้าง

ประการที่ ๒ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สมควรมีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหา

ประการที่ ๓ ก็คือหากมีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมควรจะอยู่ที่ศาลใด

แล้วก็ประการสุดท้าย ก็คือควรจะมีการกําหนดแนวทางพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไปด้วย

เพื่อให้การพิจาณาเรื่องนี้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนนะครับ ผมจะเริ่มตรง ประเด็นแรกก่อนนะครับว่า ปัญหาการพิจาณาคดีสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบันมีปัญหาหลัก ๆ อะไรบ้าง

เรื่องแรกก็คือ ในทางปฏิบัติการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมของไทย ยังไม่ สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล หลักสากลของกฎหมายที่ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมก็จะมีหลักที่เรียกว่าหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็หมายความว่าการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะใช้ทรัพยากรธรรมชาตินั้น จะต้องไม่มี ผลกระทบต่อคนรุ่นอนาคตหรือที่เรียกว่า เนกต์เจเนอเรชัน (Next Generation) ซึ่งก็จะต้อง มีการคํานึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ การที่จะต้องสร้างทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมา ทดแทนที่ได้ใช้ไป แล้วก็จะต้องมีการดําเนินการที่ไม่กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือถ้า ถือหลักการนี้แล้วจะเห็นว่าการดําเนินการเกี่ยวกับคดีสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยนั้น ยังไม่ได้เน้นการพัฒนาแบบยั่งยืนเท่าที่ควร มันจะมีปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย ด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีปัญหาการทําลายสิ่งแวดล้อม ยังมีปัญหาการที่ ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองเหล่านี้เป็นต้นนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือการปฏิบัติที่ผ่านมาของไทยเรายังไม่เป็นไปตามหลักที่ว่า ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ซึ่งเป็นหลักสากล ก็คือคนที่ทําให้เกิดมลพิษหรือมลภาวะขึ้นมา ต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนะครับ ของเมืองไทยเรานี้เนื่องจาก เราใช้ระบบศาลคู่ คําว่า ศาลคู่ ก็คือนอกจากมีศาลยุติธรรมแล้วก็จะมีศาลอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น ศาลปกครองนะครับ หรือว่าศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ในศาลยุติธรรมเองก็จะมี ศาลที่เป็นศาลชํานัญพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นหลายศาล คดีสิ่งแวดล้อมนี้เมื่อเมืองไทย ใช้ระบบศาลคู่ คดีก็จะถูกแยกส่วนออกมา อย่างน้อย ๓ ส่วน นั่นก็คือส่วนแรกถ้าเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับคดีแพ่งก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมตามกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง กฎหมายแพ่ง ถ้าเป็นคดีอาญาก็จะเข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่จะต้องให้มีการรับโทษในทางอาญา แต่ถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวกับคําสั่ง ทางปกครองก็จะเข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลปกครองนะครับ ซึ่งเรื่องที่เกี่ยวกับ คดีสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติเรื่องเดียวกันนี้จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมานี้มีการเข้าไปสู่ กระบวนการพิจารณาของทั้ง ๓ ศาล แม้ว่าข้อเท็จจริงจะเกิดจากข้อเท็จจริงเดียวกันนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะในส่วนที่เข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลปกครองนะครับ เนื่องจาก ศาลปกครองนั้นจะพิจารณาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับคําสั่งทางปกครองเท่านั้น อย่างเช่น คําสั่ง ในการอนุมัติ อนุญาตให้มีการตั้งโรงงาน ให้มีการประกอบกิจการ รวมไปถึงเรื่องของการที่ จะต้องเข้าไปกํากับดูแลไม่ให้มีการประกอบการที่ก่อให้เกิดปัญหากับประชาชนนี้ พอคดี ประเภทนี้เข้าไปสู่ศาลปกครอง เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นการพิจารณาคดีของศาลปกครอง นี้ก็จะจํากัดวงอยู่เฉพาะขอบเขตความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น ๆ มันก็กลายเป็นว่าคําพิพากษาส่วนใหญ่นี้จะพิพากษาให้รัฐต้องเป็น ผู้ชดใช้ค่าเสียหาย หรือเป็นผู้เยียวยา หรือเป็นผู้ฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ประชาชน แทนที่จะให้เอกชนที่เป็นผู้ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นผู้ต้องรับผิดชอบนะครับ มันก็ไม่เป็นไปตาม หลักที่ว่าผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย กลายเป็นว่ารัฐต้องเป็นผู้จ่ายแทน อันนี้คือปัญหาที่สําคัญ นะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการที่ยังไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการเฝ้าระวังไว้ก่อน ในต่างประเทศนั้นคดีที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเน้นในเรื่องของ การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมากกว่าการที่จะต้องไปเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาในภายหลัง นะครับ แต่ของเมืองไทยเรานี้ส่วนใหญ่จะเน้นการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ไม่เป็นไปตามหลักสากล อันนี้ก็คือปัญหาแรกที่บอกว่าการปฏิบัติตามกฎหมายของเรานั้นยัง ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากลที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับระบบศาล ผมเรียนว่าของเรานั้นใช้ระบบ ศาลคู่ เพราะฉะนั้นคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนี้ก็จะสามารถนําขึ้นสู่ศาลได้ทั้ง ๓ รูปแบบ ทั้งคดีแพ่ง ทั้งคดีอาญา แล้วก็ทั้งคดีปกครอง คดีแพ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกค่าเสียหาย ต่อชีวิต สุขภาพ อนามัย ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องของการฟ้องละเมิดตามกฎหมายแพ่ง เป็นหลัก คดีอาญาก็จะเป็นการดําเนินคดีในกรณีที่มีการกระทําผิดตามพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ได้กําหนดโทษทางอาญาไว้นะครับ ส่วนคดีปกครองก็ได้เรียนแล้วว่า เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคําสั่งทางปกครอง ซึ่งมีผลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนะครับ เรื่องที่สําคัญก็คือว่าในการพิจารณาคดีนี้จะมีลักษณะของการทับซ้อนกันในหลาย ๆ ส่วน เนื่องจากมาจากข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ว่าขอบเขตของศาลแนวทางการพิจารณานั้นจะมี ลักษณะที่ไม่เหมือนกันทีเดียว แล้วก็ขาดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในหลายเรื่องที่เป็น มาตรฐานเดียวกัน ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ กติกาของแต่ละศาล

ส่วนปัญหาประการที่ ๓ ก็คือปัญหาเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาคดี คือบ้านเรา ยังขาดกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นแนวทางปฏิบัติ ของศาลส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นไปตามคําแนะนําของประธานศาลสูงสุดของแต่ละศาล ซึ่งจะออกประกาศ ออกเป็นคําแนะนําไว้นะครับว่าควรใช้แนวทางอย่างไร เรื่องนี้เนื่องจาก การขาดกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ มันก็ทําให้มีช่องว่างในหลายเรื่อง ที่ทําให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด ผมยกตัวอย่างบางเรื่อง อย่างเช่น เรื่องอํานาจฟ้องของประชาชนและผู้เสียหาย ซึ่งของเราเนื่องจากเราไปอิงการฟ้อง เรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นหลัก ซึ่งจะเน้นให้ผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องโดยตรง เพราะฉะนั้น อํานาจฟ้องของผู้เสียหายจะจํากัดวงอยู่เฉพาะส่วนบุคคล ก็คือคนที่ได้รับผลกระทบ ยังไม่คลุมไปถึงสิทธิของชุมชน สิทธิของประชาชนในการที่จะคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของชุมชน ไม่คลุมไปถึงสิทธิขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประการที่ ๒ ก็คือระบบการหาข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ ในส่วนของศาลยุติธรรม ก็ยังมีส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องของคดีสิ่งแวดล้อมก็คือยังใช้ระบบกล่าวหา ใช้ระบบ กล่าวหาก็หมายความว่าภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะตกเป็นภาระของโจทก์และจําเลย ส่วนผู้พิพากษาท่านก็จะรับฟังเฉพาะข้อเท็จจริงตามที่มีการนําเสนอ แล้วก็พิพากษาไปตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะให้ศาลในคดีสิ่งแวดล้อมสามารถใช้ระบบไต่สวนได้ คือให้ศาลมีบทบาทมากขึ้นในการค้นหาความจริง แล้วก็ถ้าหากใช้ระบบกล่าวหานั้น คนที่เป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม คนยากจน คนไร้โอกาส ก็จะเสียเปรียบคนที่ร่ํารวยกว่า สามารถจ้างทนายความดี ๆ ทนายความเก่ง ๆ เข้ามาช่วยเหลือได้ ในขณะที่ผู้ยากจนนั้น ต้องช่วยเหลือตัวเอง เรื่องของการขาดพยานผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างสลับซับซ้อน แล้วก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ มิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ สาธารณสุข การแพทย์ ซึ่งของไทยเรานั้นยังไม่ได้นําระบบผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการนําคดีขึ้นสู่ศาล การพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลมาก เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าคนจนก็ไม่อยากจะฟ้อง ต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความ การเดินทาง ทุกอย่างด้วยตัวเอง เรื่องอายุความก็เช่นเดียวกัน คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางประการต้องใช้เวลานาน กว่าจะเห็นผลกระทบของสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น กว่าจะรู้ว่าคนเป็นมะเร็งเนื่องจากได้รับสารปนเปื้อน บางที ๕ ปี ๑๐ ปี ถึงจะเห็นผล แต่ว่าพอถึงเวลาจะไปฟ้องร้องขาดอายุความแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เรื่องของ การกําหนดค่าเสียหายก็เช่นเดียวกัน ในเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นมีค่าเสียหายหลายอย่างที่ ในต่างประเทศเขามีการกําหนดไว้ แต่ของไทยเรายังไปไม่ถึง อย่างเช่น ค่าเสียหายทางจิตใจ ของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางด้านมลภาวะ มันมีเรื่องที่กระทบกระเทือนไปถึงทางจิตใจ กระทบไปถึงอนาคต ไม่สามารถทํางานทําการได้ ไร้ผู้อุปการะ รวมไปถึงค่าเสียหายในการที่ จะฟื้นฟูความเสียหายจากผลกระทบสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นประเด็นปัญหาที่ยังไม่ได้มีการ กําหนดไว้ชัดเจน เนื่องจากว่าไม่ได้มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีด้านสิ่งแวดล้อมไว้เป็นการเฉพาะ ผมจะลอง ยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพความชัดเจนยิ่งขึ้นจากสิ่งที่ได้พูดมาแล้วนะครับ โดยจะ ยกตัวอย่างคดีที่สําคัญ ๆ บางคดี ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นที่สนใจของสังคมในขณะหนึ่ง นะครับ ก็จะขอยกตัวอย่างสัก ๔ – ๕ คดี คดีแรก คดีที่ บริษัท ทเวนตีท์เซ็นจูรีฟอกซ์ มาสร้างหนังชื่อ เดอะบีช (The Beach) ที่อ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ โดยขออนุญาตเข้าไป สร้างในพื้นที่ของอุทยาน และพื้นที่ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์บางส่วนนะครับ เรื่องนี้ปรากฏว่าทาง อบต. ที่กระบี่กับกลุ่มประชาชนฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย แล้วก็ให้เพิกถอน คําสั่งอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวนะครับ ปรากฏว่าเมื่อไปถึงชั้นศาลฎีกา ในส่วนที่เกี่ยวกับกลุ่มประชาชนฟ้อง ศาลฎีกาบอกว่ากลุ่มประชาชนไม่มีสิทธิฟ้องเพราะว่า ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง อันนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ว่าอํานาจฟ้อง ของผู้เสียหายของเรายังจํากัดอยู่เฉพาะผู้เสียหายโดยตรง ไม่รวมไปถึงกลุ่มประชาชนด้วย หรือว่าคดีที่ ๒ คดีเหมืองโปแตชที่จังหวัดอุดรธานี เรื่องนี้ก็มีบริษัทเอกชนในประเทศไทย ฟ้องว่าราษฎร ๕ คนบุกรุกเข้าไปทําลายหมุดปักเขตที่ดินของบริษัทซึ่งกําลังเตรียมรังวัดเพื่อ ขอสัมปทานเหมืองแร่ ฟ้องข้อหาบุกรุกนะครับ ศาลจังหวัดอุดรธานีได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการของบริษัทดังกล่าวไม่ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้มีการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ถามความคิดเห็นของประชาชน เพราะฉะนั้นการที่กลุ่ม ประชาชนได้เข้าไปในพื้นที่เป็นการปกป้องสิทธิประโยชน์ของชุมชนนะครับ ไม่ผิดฐานบุกรุก อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าบางศาลก็เห็นว่าสิทธิของชุมชนทําได้ หรือว่าคดีใหญ่อีกคดีหนึ่งนะครับ คดีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลําห้วยคลิตี้ ลําห้วยคลิตี้ก็เป็นลําห้วยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัด กาญจนบุรี มีบริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งได้รับสัมปทานเหมือง ตะกั่วก็ปล่อยน้ําในบ่อกักเก็บแร่ลงไปในลําห้วยคลิตี้ก็ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพ ต่อประชาชน ต่อสัตว์เลี้ยง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากน้ําในลําห้วย คดีนี้มีการฟ้องที่ซ้ําซ้อน กันนะครับ มีการฟ้องคดีแพ่ง โดยประชาชนกลุ่มหนึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายแล้วก็ให้บริษัท ฟื้นฟู ในชั้นศาลอุทธรณ์ก็ให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายให้กับประชาชน แต่เรื่องของการฟื้นฟู ศาลอุทธรณ์บอกว่าสิทธิของชุมชนยังไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายรองรับ เพราะฉะนั้นก็ไม่รับ ฟ้องในประเด็นนี้นะครับ เรื่องไปเข้าคดีปกครองประชาชนก็ไปฟ้องกรมควบคุมมลพิษให้ทํา การฟื้นฟูลําห้วยคลิตี้ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชน ศาลปกครองสูงสุดก็พิพากษาให้ กรมควบคุมมลพิษทําการฟื้นฟูแล้วก็ชดใช้ค่าเสียหายให้กับประชาชน ตรงนี้จะเห็นได้ว่า เรื่องของการชดใช้ค่าเสียหายนี้กลายเป็นเรื่องรัฐต้องไปชดใช้แทน แทนที่เอกชนซึ่งเป็นผู้ ก่อมลพิษจะต้องเป็นผู้ชดใช้ เพราะว่าขอบเขตการพิจารณาคดีของศาลปกครองไม่สามารถ ที่จะครอบคลุมไปถึงเรื่องทางแพ่งได้ ก็จํากัดอยู่เฉพาะเรื่องของคําสั่งทางปกครอง หรือว่า เรื่องคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่จังหวัดลําปาง ทางโรงไฟฟ้าก็ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไป ไม่ได้มีการบําบัดให้ดี ทําให้ประชาชนประสบปัญหาต่อชีวิต สุขภาพ การดํารงชีวิต นะครับ คดีก็เข้าไปสู่ทั้งศาลแพ่งและศาลปกครองเช่นเดียวกัน ประชาชนฟ้องศาลแพ่ง ศาลจังหวัดลําปางก็ตัดสินให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตชดใช้ค่าเสียหาย นะครับ แล้วก็ไปฟ้องคดีปกครองขอให้โรงไฟฟ้าชดใช้ค่าเสียหาย ศาลปกครองสูงสุด ตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหาย จะเห็นได้ว่ามันมีความซ้ําซ้อนกัน เพราะว่าเรื่องของจํานวน ค่าเสียหายและเรื่องของหลักเกณฑ์ก็ไม่ได้มีแนวทางการพิจารณาที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เนื่องจากว่าเป็นลักษณะที่แต่ละศาลก็มีหลักเกณฑ์และกติกาที่เป็นไปตามระบบของตัวเอง หรือว่าคดีสุดท้ายนะครับ คดีที่เกี่ยวกับมาบตาพุด ตอนนั้นผมไปเป็นผู้ว่าจังหวัดระยอง ก็มีคําสั่งของศาลปกครองจังหวัดระยองขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเขต ของพื้นที่มาบตาพุดแล้วก็พื้นที่ข้างเคียงให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้อุทธรณ์ รัฐบาลขณะนั้นไม่ได้อุทธรณ์ ก็ถือว่าคําสั่งศาลเป็นที่สุดนะครับ ผลของการประกาศเขต ควบคุมมลพิษ ก็คือหน่วยงานภาครัฐต้องทําแผนลดและขจัดมลพิษขึ้นนะครับ โดยเสนอ โครงการ เสนอของบประมาณไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล และต้องใช้ งบประมาณจํานวนมากในการมาเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นนะครับ เฉพาะช่วงที่ ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจําได้ว่ามูลค่าของโครงการที่ได้รับอนุมัติมาตอนนั้นไม่น้อยกว่า ๘๐๐ ล้านบาท ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านถัดมา ท่านผู้ว่าฯ ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ซึ่งอยู่ใน สปท. นี้ด้วยครับ ก็ดําเนินการต่อ ก็มีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้มาทําการฟื้นฟูเยียวยา อีกจํานวนมาก รวมแล้วทั้ง ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้นไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท คือเป็นเรื่องที่รัฐต้องจ่ายนะครับ แทนที่เอกชนซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดมลภาวะต้องเป็นผู้จ่าย อันนี้ละครับที่ผมอยากจะนําตัวอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงมานําเรียนเพื่อให้เห็นว่ามันมีปัญหา นะครับ ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบถูกที่ถูกทางแล้ว ปัญหาพวกนี้นับวัน มันก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเมื่อชี้ให้เห็นแล้วว่าการดําเนินคดีด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่อง ที่มีปัญหาในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าสมควรจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาหรือไม่ ซึ่ง สปช. ในขณะนั้นก็พิจารณาด้วยความรอบคอบแล้ว ก็เห็นว่าควรจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นศาลชํานัญพิเศษนะครับ ด้วยเหตุผลอะไรครับ ด้วยเหตุผล หลายประการ

ประการที่ ๑ ก็คือเพื่อพัฒนาหลักนิติธรรมทางสิ่งแวดล้อมให้มีการคุ้มครอง สิทธิทางสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูงขึ้นนะครับ ดําเนินการหรือตรวจสอบโดยศาล ที่มีองค์ความรู้ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ประการแรกนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยทางสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชน ชุมชน องค์กรชุมชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมของชุมชนของตัวเองได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทาง ของรัฐธรรมนูญนะครับ

ประการที่ ๓ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ริโอเดคลาเรชัน (Rio Declaration) ขององค์การสหประชาชาติที่เน้นย้ํา ให้ศาลมีบทบาทในการสร้างหลักกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนนะครับ

ประการที่ ๔ ก็คือเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาระบบศาลสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันและในอนาคตนะครับ ซึ่งในขณะนี้หลายประเทศก็มีความพยายามพัฒนาให้มี ศาลสิ่งแวดล้อมของตัวเองขึ้นเป็นการเฉพาะ บางประเทศได้ทํามาแล้ว หลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ก็กําลังทําให้เป็นไปในแนวทางนี้นะครับ

ประการที่ ๕ ก็คือเพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมีลักษณะเบ็ดเสร็จ อยู่ที่จุดเดียวในลักษณะ วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ไม่แยกย้าย ไม่กระจัด กระจายกันไปตามศาลต่าง ๆ นะครับ

ประการที่ ๖ ก็เพื่ออํานวยความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่มากที่สุดให้แก่ ประชาชน ทั้งในด้านความรวดเร็ว ไม่สร้างภาระในเรื่องการนําคดีขึ้นสู่ศาล แล้วก็เพื่อให้ศาล มีการพิจารณาคดีที่เป็นเอกภาพและมาตรฐานเดียวกัน อันนี้เป็นข้อสรุปว่าทําไมสมควรจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นศาลชํานัญพิเศษ

อีกประการหนึ่ง ก็คือถ้าหากจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเป็นศาลชํานัญพิเศษแล้ว ศาลสิ่งแวดล้อมนี้ควรอยู่ที่ไหน ควรขึ้นอยู่กับศาลใด ซึ่งสภา สปช. ในขณะนั้นก็เห็นว่า ควรเป็นศาลชํานัญพิเศษในศาลยุติธรรม ด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก ก็คือการดําเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ครบถ้วน ต้องดําเนินคดีได้ทั้ง ๓ รูปแบบ ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง ถึงจะ ครบวงจร ทําให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุด ปัจจุบันการดําเนินคดีแพ่งและอาญา อยู่ในกระบวนการของศาลยุติธรรม มีเพียงคดีปกครองที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในขอบเขต อํานาจของศาลปกครอง เพราะฉะนั้นถ้าหากจะเอาเรื่องนี้ไปอยู่ที่ศาลปกครอง ก็คงเป็นไป โดยยาก เพราะจะต้องดึงเอาเรื่องแพ่ง เรื่องอาญาตามไปด้วย แต่ถ้าจะเอาเรื่องคดีปกครอง ไปรวมในระบบของศาลยุติธรรมรวมกับคดีแพ่ง คดีอาญานั้นเป็นเรื่องที่ทําได้ เพราะว่า ในศาลชํานัญพิเศษของศาลยุติธรรมที่ผ่านมาในบางศาลก็ได้ดําเนินการครอบคลุมไปถึง คดีปกครองด้วยอยู่แล้ว เช่น ศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ศาลภาษีอากรกลาง เวลามีคดีที่เกี่ยวพันไปถึงคําสั่งทางปกครอง ก็สามารถดึงคดีที่เกี่ยวกับคดีปกครองเข้าไป พิจารณาด้วยได้ มีตัวอย่างที่ได้ดําเนินการมาแล้วนะครับ ที่สําคัญก็คือว่าจะทําให้คดี สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามหลักที่ว่าผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่รัฐเป็นผู้จ่ายแทนนะครับ ซึ่งถ้าหากไปอยู่ที่ศาลยุติธรรมนั้นก็จะไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่ง ซึ่งจะสามารถดําเนินการ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อหรือภาคเอกชนได้โดยตรง ในขณะเดียวกันการดําเนินคดี ทางอาญาก็จะเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการกระทําความผิดซ้ําได้อีก ศาลยุติธรรมเองที่ผ่านมา มีประสบการณ์ในการจัดตั้งศาลชํานัญพิเศษมาแล้วจํานวนมากหลาย ๆ ศาลอย่างที่ผมเรียนแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญา การค้าระหว่างประเทศ ทํามาแล้วนะครับ โดยเฉพาะโครงสร้างระบบและกลไกที่มีอยู่ของศาลยุติธรรมในปัจจุบัน ที่มีอยู่แล้ว สามารถที่จะเข้าไปปรับแต่ง เข้าไปพัฒนาต่อยอดเพื่อนําไปสู่การจัดตั้งศาล คดีสิ่งแวดล้อมได้ง่าย เพราะว่าปัจจุบันศาลยุติธรรมมีแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา มีแล้ว นะครับ มีในชั้นของในระดับภาคก็มีอยู่แล้ว ในจังหวัดต่าง ๆ ทุกจังหวัดก็สามารถใช้กลไก ของศาลจังหวัด แล้วก็ศาลจังหวัดในระดับอําเภออีกหลายอําเภอในการที่จะอํานวย ความสะดวกให้กับประชาชนได้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นทางคณะ สปช. ในขณะนั้นจึงเห็นว่าเรื่องนี้ถ้าจะทําให้ระบบศาลในเรื่องคดีสิ่งแวดล้อมนี้ให้ประชาชนได้รับ ประโยชน์สูงสุด ก็จะต้องทําให้มีกลไกที่รับผิดชอบโดยตรงในลักษณะที่เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) และสามารถทําได้อย่างเบ็ดเสร็จในทุกรูปแบบของคดี แล้วก็ มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โดยเราไม่ได้คํานึงถึงนะครับว่าจะมีผลกระทบไปที่หน่วยงาน ใดบ้าง เพราะว่าจะถือว่าถ้าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดแล้วมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนโดยสรุป เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ สปช. ได้นําเสนอไปนั้นมีเหตุผล มีความเป็นมาอย่างไรนะครับ เพื่อประกอบการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศแล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ขอบคุณครับ