เด่นเดือน ชี้แจงการบันทึกภาพเสียงพยาน ย้ำคุ้มครองสิทธิ-เพิ่มประสิทธิภาพศาล

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เด่นเดือน กลั่นสอน ชี้แจงเหตุผลการบันทึกภาพและเสียงพยานผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยเฉพาะในคดีค้ามนุษย์ เด็ก และสตรี ย้ำว่ามาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่กระทบต่อดุลยพินิจของผู้พิพากษา และมีการรักษาความปลอดภัยข้อมูลอย่างเข้มงวดตามกฎหมายและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

นางเด่นเดือน กลั่นสอน ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานและที่ประชุมค่ะ ดิฉัน เด่นเดือน ขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ค่ะว่าในส่วนของ การบันทึกภาพและเสียงด้วยการถ่ายทอดทางวิดีโอภาพหรือว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ เรื่องใหม่นะคะ แล้วก็เป็นไปตามกฎหมายในส่วนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ในเรื่องการสืบพยานตามมาตรา ๑๗๒ บอกว่า ในการสืบพยานเมื่อพิจารณา พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ อนามัย ภาวะแห่งจิตของพยานหรือความเกรงกลัวที่พยาน มีต่อจําเลยแล้วจะดําเนินการโดยไม่ให้เผชิญหน้าโดยตรงกับจําเลยก็ได้ ซึ่งอาจกระทําโดยใช้โทรทัศน์วงจรปิด สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นตามที่กําหนด ในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา และจะให้สอบถามผ่านนักจิตวิทยา นักสังคมสังเคราะห์ หรือบุคคลอื่นที่พยานไว้วางใจด้วยก็ได้นะคะ ดังนั้นกฎหมายให้อํานาจในเรื่องของการบันทึก ผ่านสื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ค่ะ แล้วก็ในส่วนของการนําไปใช้กับทางศาลสูงก็จะอยู่ในวรรค ถัดไปในหน้า ๗ ก็คือการสืบพยานให้มีการบันทึกลงในวัสดุที่สามารถถ่ายทอดเป็นภาพ และเสียง แล้วก็สามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องในการบันทึกได้เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ใช้ในการพิจารณาประกอบการพิจารณาคดีด้วยค่ะ

ในส่วนของการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี จะอยู่ในมาตรา ๑๗๒ ตรี ก็คือในการเบิกความจะต้องจัดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมสําหรับเด็กและอาจปฏิบัติอย่างหนึ่ง อย่างใดต่อไปนี้ ก็คือศาลจะถามเองหรือจะผ่านทางนักจิตวิทยาก็ได้นะคะ แล้วก็ในการเบิกความ ของพยานวรรคหนึ่งให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณาด้วย แล้วก็เป็นหน้าที่ ที่ศาลที่จะต้องแจ้งให้นักจิตวิทยาทราบด้วยนะคะ

ประเด็นที่เป็นข้อกังวลของท่านสมาชิกนะคะ ในส่วนของว่าการกระทํา ดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดสิทธิหรือไม่นะคะ ขออนุญาตนะคะ ในระดับของสหประชาชาติ จะมีในเรื่องของเด็กจะเป็นไปตามอนุสัญญาเด็ก ข้อ ๑๒ ค่ะ ก็คือการสืบพยานเด็กจะต้อง กระทําโดยการอ่อนโยน ลดการเผชิญหน้าและลดการที่จะต้องสืบพยานซ้ํานะคะ ถึงเป็นที่มา ของการทําไมถึงต้องมีการบันทึกภาพและเสียง และการดําเนินการดังกล่าวก็ได้นําไปสู่ ยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการทางปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรง ต่อเด็กในการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ซึ่งส่วนนี้เป็นที่มาของ การตรากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการสืบพยานผ่านทางจอภาพและเสียงค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของมาตรา ๑๗๒ คํานึงถึงสตรีด้วยค่ะ ตรงนั้นจะเป็นไปตาม อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามการเลือกปฏิบัติต่อหญิงต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งก็ได้มีการจัดทํา เป็นอนุสัญญา ตัวนี้นะคะเป็นยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติ เป็นฉบับปรับปรุงนะคะ ในการขจัดความรุนแรงต่อสตรี ในการป้องกันอาชญากรรมและ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ถอดมาเป็นกฎหมายในหลายฉบับ ด้วยกันนะคะ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทําด้วยความรุนแรงในครอบครัว ขออนุญาต มองย้อนกลับไปนะคะว่าเราอาจจะมองว่าการบันทึกภาพและเสียงเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นการคุ้มครองสิทธิ ในการที่เขาจะไม่ต้องเบิกความซ้ํา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่จะเห็นได้ว่าคดีในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นการกระทําความผิดในลักษณะที่เป็นการ กระทําตัวต่อตัว แต่เป็นการกระทําในลักษณะที่เป็นกลุ่มหรือเป็นองค์กรอาชญากรรมมากขึ้น ในคดีค้ามนุษย์ถ้าพยานเป็นคนต่างด้าวแล้วเขาถูกตกเป็นเหยื่อ เป็นผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ เขาจะต้องมาเบิกความนะคะ พอเขามาเบิกความในการกระทําความผิดมีผู้ร่วมกระทํา ความผิดทั้งหมด ๑๐ คน ถ้าเรามีการบันทึกคําเบิกความของเขาไว้โดยชัดแจ้ง มีการ บันทึกภาพและเสียงถอดความออกมามีการชี้ภาพของผู้ร่วมกระทําความผิดทั้งหมดไว้ พยานหลักฐานเหล่านี้สามารถนํามาใช้ได้หลังจากที่เขาได้รับการส่งตัวกลับประเทศไปแล้ว แต่ถ้าไม่มีการบันทึกภาพและเสียงไว้ไม่มีการชี้ภาพให้เห็นชัดว่าในแต่ละคนเขาชี้ใครไว้บ้างว่า เป็นผู้ร่วมกระทําความผิด ถ้าเป็นผู้เสียหายที่ในประเทศเขาต้องมาเบิกความอีกหลายครั้ง จนกว่าจะครบ และท่านลองเปลี่ยนภาพนะคะ จากคดีค้ามนุษย์เป็นคดีโทรมเด็ก เด็กที่ท่าน บอกว่าเด็กคนนี้จะต้องถูกข่มขืนซ้ําแล้วซ้ําเล่าจากกระบวนการยุติธรรมในการสืบพยาน มันก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้ามีการบันทึกภาพและเสียงไว้โดยชัดแจ้งนะคะ มีการจับจําเลย ได้มาเพิ่มเมื่อไรเราสามารถเอาพยานหลักฐานเหล่านั้นเข้ามาดําเนินการได้โดยที่ไม่ต้อง มีการดําเนินการซ้ํานะคะ อย่างไรก็ตามในส่วนของการสืบพยานด้วยภาพและเสียง จะขอความกรุณาว่าต้องกราบขออภัยในเบื้องต้นที่ไม่ได้ชี้แจงโดยชัดแจ้งว่า โดยแท้จริงแล้ว การสืบพยานด้วยภาพและเสียงมิได้เป็นการก้าวล่วงในการใช้ดุลยพินิจของท่านผู้พิพากษา แต่เป็นการให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ท่านจะสามารถเข้าสู่ข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐาน ได้อย่างละเอียดรอบคอบ ตรงไปตรงมา รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกกระบวนการ ส่วนการใช้ดุลยพินิจของท่านนั้นเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยอิสระค่ะ ไม่ได้มาผูกมัด เราให้ เครื่องมือนะคะ เพื่อที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจได้อย่างสบายใจหรือว่าโปร่งใสยิ่งขึ้นนะคะ ในขณะเดียวกันกระบวนการในการได้มาซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมดโดยแท้จริงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องความลับอยู่แล้วนะคะ เรื่องของสํานวนการสอบสวนก็ดี เรื่องของ การสืบพยานก็ดี การบันทึกภาพเหล่านั้นไว้นะคะจะได้รับการเก็บรักษาในข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่จะมา ป้องกันการกระทําที่บุคคลที่จะเข้าถึงโดยไม่ชอบนะคะ แล้วก็มีมาตรการในการป้องกัน ที่จะต้องทําเป็นทั้งระบบกฎหมายก็คือการกําหนดเป็นความผิดทางอาญาไว้แล้วนะคะ แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องมีทางเทคนิคก็คือมีการกําหนดโปรแกรม ในการที่จะต้องระบุตัว บุคคลหรือที่เรียกว่า ระบบออเทนติเคชัน (Authentication) ในการเข้าถึงข้อมูลตรงนั้น ไว้ด้วย ผู้ที่จะเข้าถึงจะถูกจํากัดเฉพาะผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เท่านั้น แล้วข้อมูล เหล่านี้จะไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วในส่วนของโปรแกรมในการตรวจจับการแก้ไขก็เหมือน การตัดต่อภาพนะคะที่เราเจอกันในระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่มีการเผยแพร่ออกไป ถามว่าทําไมเราถึงตรวจสอบได้ว่าเป็นภาพตัดต่อ ซึ่งกระบวนการตรงนั้นก็จะต้องมีโปรแกรม ในการตรวจสอบการตัดต่อภาพด้วยนะคะ