ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ชี้แจงความจำเป็นในการบันทึกภาพและเสียงการพิจารณาคดีเพื่อสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม โดยอ้างอิงเหตุผลจากศาลยุติธรรมและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของประธานศาลฎีกาและไม่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ครับ ก็ขออนุญาตตอบข้อซักถามแล้วก็คําแนะนําจากหลาย ๆ คณะ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ซึ่งท่านตอบแทนไปจํานวนมากทีเดียว ว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็ถือเป็นการปฏิรูปใหญ่ ส่วนหนึ่ง ว่าไปแล้วเรื่องของการใช้บันทึกภาพและเสียงนี้เป็นความต้องการของศาลยุติธรรม จริง ๆ แล้วศาลยุติธรรมก็ได้ส่งผู้แทนมาร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการหลายครั้งมาก มีทั้งฝ่ายเทคนิคด้วย แล้วก็ทางตัวผู้พิพากษาซึ่งมาในนามของสํานักงานศาลยุติธรรม และมา ในนามของท่านประธานศาลฎีกาด้วย ก็มาให้ข้อแนะนํา เหตุผลหลัก ๆ ก็คือท่านเกรงว่า ถ้าไปลําพังจากศาลเอง เรื่องของงบประมาณที่จะได้รับการสนับสนุนเกรงว่าอาจจะไม่ทันการ แล้วก็มีไม่เพียงพอ อย่างเช่น ในปี ๒๕๖๐ ที่ว่าได้รับเพียง ๑๖๒ ล้านบาท ซึ่งตรงนั้น ตั้งไปกว่า แต่ว่าก็ได้รับการสนับสนุนในลักษณะเท่าที่แจ้งยอดให้ทราบนี้ ซึ่งศาลเองก็จะใช้วิธี โครงการนําร่องเฉพาะในแต่ละชั้นศาลเพียงห้องพิจารณาเดียวไปพลางก่อน อันนั้นก็เป็น แนวทาง แต่อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ทางศาลประสงค์ที่จะให้มีการบันทึก ก็เนื่องจากว่าบางคดี มันเป็นปัญหา แล้วถ้าเทียบเคียงในอดีตไม่ว่าจะเป็นคดีของเชอร์รี่แอน ดันแคน ซึ่งภายหลัง ก็มาทราบในภายหลังว่าผู้ที่จําคุกอยู่ก็ยังไม่ใช่ มีบางส่วนไม่ใช่ หรือคดีของครูแพะ ถ้าให้มี การย้อนหลังได้ ภาพเหล่านี้จะช่วยย้อนให้ว่าผู้ที่มาร่วมในกระบวนการพิจารณาในศาลชั้นต้น เป็นอย่างไร รวมถึงบรรยากาศ รวมถึงผู้ที่เข้ามาร่วมรับฟัง ซึ่งจะเป็นใครสามารถย้อนได้ เพราะฉะนั้นบางทีจะเป็นประโยชน์ให้กับทางผู้พิพากษาศาลสูง ไม่ว่าจะเป็นในชั้นอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา อันนั้นก็ประโยชน์ที่คิดว่าจะทําให้เกิดความยุติธรรมในทุกขั้นตอน เนื่องจากว่า เดิมทีทางศาลสูงไม่สามารถที่จะทราบถึงบรรยากาศพฤติกรรมการพูดหรือการให้ข้อมูล หรือการอธิบายในชั้นศาล อากัปกิริยาตรงนั้นไม่สามารถทราบได้ แต่ถ้ามีบันทึกภาพตรงนี้ ก็สามารถจะย้อนดูได้ แล้วบันทึกภาพตรงนี้ทางศาลจะเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ฉะนั้นก็จะ ย้อนกลับมาตรงที่ท่านสุรินทร์นะครับ ที่ข้อ ๗.๖ ทางคณะได้หารือกันแล้วก็โอเค (Okay) ตรงนี้จะนําออก เพราะว่าจริง ๆ เจตนาดีในการที่จะให้เป็นการแสดงออกซึ่งทุก ๆ ฝ่าย ตรงไปตรงมา แล้วสามารถเปิดเผยได้ แต่ในเมื่อความเห็นของท่านก็เป็นเหตุผลที่ดีครับ ทางคณะพร้อมจะนําข้อ ๗.๖ ออกนะครับ ส่วนเรื่องของท่านกษิตได้กรุณาให้ความเห็นไว้ เนื่องจากว่าตรงนั้นกระทบสิทธิ และเรื่องของสิทธิเสรีภาพซึ่งอยู่ในหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญ ก็มีเขียนไว้ ตรงนั้นจะกระทบไม่ได้ เว้นแต่ว่าจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่ในกรณี จะมีเขียนรองรับไว้ ขออนุญาตอ่านนะครับ ในกรณีเรื่องนี้รัฐธรรมนูญก็จะมีเขียนรองรับไว้ อยู่ในมาตรา ๒๖ ขออนุญาตอ่านนิดเดียวครับ สองวรรคเท่านั้นครับ ในวรรคแรกก็คือ การตรากฎหมายที่มีผล เป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระ หรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจําเป็นในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย วรรคสุดท้ายคือวรรคสองบอกว่า กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ฉะนั้น เมื่อย้อนกลับมา โยงมาอยู่ในตัวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ ที่เขียนบัญญัติแล้วก็เปิดปลาย เปิดเพื่อเปิดให้ทางตัวประธานศาลฎีกาสามารถออกข้อบังคับ ของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะมีการพัฒนาไปในเรื่องของเทคโนโลยี หรือเรื่องพฤติกรรม หรือเรื่องของระบบดิจิทัล อะไรต่าง ๆ ตรงนี้ ก็เพื่อเปิดให้ประธานศาลฎีกาสามารถใช้ช่องทางในการที่จะออกกฎหมายรอง หรือกฎหมายลูก ก็คือข้อบังคับของประธานศาลฎีกาที่จะใช้บังคับเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณา ในชั้นศาล อันนั้นก็เป็นการเปิดช่องไว้นะครับ แล้วก็ตรงนี้ถามว่ามีกฎหมายรองรับไหม ก็มี ในเมื่อสิทธิที่มีอยู่เดิมก็มีกฎหมายรองรับ แต่ว่าในชั้นศาลนั้นก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ ทางศาลจะเป็นผู้กําหนด โดยเฉพาะทางศาลยุติธรรมนั้นทางประธานศาลฎีกาท่านจะเป็น ผู้กําหนดเงื่อนไขหรือวางหลักเกณฑ์วิธีการการพิจารณาคดีในชั้นศาลยุติธรรมว่าควรจะ ดําเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ส่วนเรื่องการบันทึกภาพและเสียงที่บันทึก ไว้นั้นศาลจะเป็นผู้เก็บ ในเมื่อเป็นผู้เก็บไม่สามารถที่จะให้ใครไปได้ในกรณีที่มีความจําเป็น เพราะเงื่อนไขตรงนี้ทางศาลยุติธรรมเองต้องการที่จะให้ศาลสูงสามารถนําไปใช้ประกอบ ในการที่จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งในกรณีที่เกิดความสงสัยว่าศาลล่าง ศาลชั้นต้นที่พิจารณา ขึ้นมานั้นพิจารณาถูกต้องตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมายหรือไม่ บรรยากาศเป็นอย่างไร ได้ดําเนินการสอดคล้องหรือไม่ อันนั้นก็สามารถนําขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ดูก็ได้นะครับ แต่ในกรณีที่เกิดความสงสัยหรือมีปัญหาขึ้นมาอย่างกรณีที่กระผมได้ยกตัวอย่างเบื้องต้น ตรงนั้นก็สามารถย้อนขึ้นมาดูได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ฉะนั้นจึงเรียนว่าโดยหลักแล้ว ใช่อย่างที่ท่านกษิตและท่านอนุสิษฐได้กล่าวนะครับว่าตรงนั้นกระทบหรือไม่เรื่องสิทธิ เสรีภาพ ตัวนั้นกระทบ แต่ว่ากฎหมายก็เปิดช่องว่าสามารถทําได้ในกรณีที่มีปัญหา ทีนี้ ถ้าถามว่าไปกระทบถึงบุคคลที่เขามาเป็นพยานหรือบุคคลที่เขามาใช้บริการในชั้นศาล ในกระบวนการพิจารณาหรือไม่ ตัวนั้นก็มี แต่ว่าทุกคนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการว่าตรงนี้จะมี การบันทึกเพื่ออะไร เพื่อว่าในอนาคตเกิดปัญหาจะได้ทราบด้วยว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการแล้วมารับฟังหรือมาให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุผลอะไร นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคตในกรณีที่เกิดความจําเป็น ส่วนในเรื่องของรายละเอียด ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของภายในประเทศหรือต่างประเทศที่มีเงื่อนไขอย่างไร กระผม จะขอให้ทางท่านเด่นเดือน ซึ่งท่านจะเป็นผู้ค้นคว้าในส่วนนี้ได้เสริมในส่วนนี้อีก ขออนุญาต ท่านประธานครับ