เสรี สุวรรณภานนท์ หารือการบันทึกภาพและเสียงในการพิจารณาคดีในชั้นศาลเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีบันทึกข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน แทนการพึ่งพาย้อนหลักฐานจากเอกสารเพียงอย่างเดียว และยกตัวอย่างข้อยกเว้นในคดีเฉพาะ เช่น คดีข่มขืนหรือคดีที่เกี่ยวกับเด็ก เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าตามรายงานดังกล่าวนี้ต้องทําความเข้าใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงในการพิจารณาคดีในชั้นศาล นี่ในชั้นศาลนะครับ ตอนผมเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี่นะครับ สปช. อยู่ในกรรมาธิการ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็เคยเสนอในลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้ แต่ยังไม่สําเร็จ ซึ่งให้ความสําคัญเป็นเรื่องการบันทึกภาพและเสียง ไม่ใช่แค่ในชั้นศาล ตอนนั้นมีแนวคิด เสนอตั้งแต่ในชั้นตํารวจเลยครับ เนื่องจากว่าในการพิจารณาคดีหรือการรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูลในทางคดีในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจน กราบเรียน ท่านประธานครับว่าผมเป็นทนายความมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ตอนนี้น่าจะ ๓๘ – ๓๙ ปีแล้ว อยู่ในแวดวงการทําคดีความต่าง ๆ มากมาย เห็นการรวบรวมหลักฐาน พยานหลักฐาน การกล่าวหา การดําเนินคดีในชั้นศาลที่บันทึกกันด้วยตัวหนังสือเป็นเอกสารแล้วก็เอาข้อความ ในเอกสารมาอ่าน มาพิจารณาแล้วมาตัดสิน ชี้เป็นชี้ตายคน มองไม่เห็นนะครับว่าพฤติกรรมการกระทําความผิดจะพิสูจน์ความสุจริตหรือพฤติกรรมที่เห็น ได้ว่าสมัครใจ ถูกข่มขู่หรือไม่อย่างไร ช่วงหลัง ๆ กฎหมายพยายามพัฒนาครับท่านประธาน พัฒนาให้มีการบันทึก ให้มีพยาน ให้มีตัวแทนเด็ก ให้มีตัวแทนผู้เสียหาย ให้มีทนายความ ให้มีญาติ เข้าไปรับรู้รับเห็น มิฉะนั้นแล้วเวลาตํารวจจับใครมา ชั้นต้นรับสารภาพ ต่อมา ก็ปฏิเสธว่าถูกข่มขู่ เพราะฉะนั้นในชั้นศาลก็เช่นเดียวกันท่านประธานครับ แต่ตอนนี้ทาง กรรมาธิการไม่ได้เสนอในชั้นตํารวจ มาเสนอในชั้นศาล ในชั้นศาลก็จะมีประเด็นปัญหา อีกลักษณะหนึ่ง คือเราต้องเข้าใจอยู่ว่าเดิมทีกระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาลมันมีการบันทึก อยู่แล้ว ในยุคก่อนไม่มีเทป ไม่มีวิดีโอนี่นะครับ วิธีการบันทึกเขาใช้มือเขียนครับท่านประธาน ใช้ลายมือนี่เขียน ลายมือผู้พิพากษาเขียนอ่านออกบ้าง เขียนอ่านไม่ออกบ้าง พอเขียนเสร็จ ก็ให้ตัวความ เมื่อก่อนไม่มีเครื่องถ่ายเอกสารด้วยซ้ําไป ตามกฎหมายเขาจะต้องคัด ตอนหลัง ใช้ว่าถ่าย เพราะฉะนั้นการวิวัฒนาการในการสืบพยานมันก็ค่อย ๆ เจริญขึ้นมา เมื่อเดิมที ใช้มือเขียน ต่อมาก็ใช้พิมพ์ดีด แต่การพิมพ์ดีดการพัฒนาต่อมาก็มีการอัดเทปไหม มีการอัดเทป แต่เป็นเทปของผู้พิพากษาที่ฟังจากพยานเบิกความ ฟังจากคําถาม ฟังจากคําเบิกความ แล้วศาลก็สรุป แล้วก็อัดเทป แล้วก็ให้เสมียนหน้าบัลลังก์พิมพ์ดีด พฤติกรรมการกระทํา ทํามาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอากัปกิริยาการสืบพยานในศาลมองไม่เห็นนะครับ ถ้าหากว่าศาล ได้พิจารณาอากัปกิริยา คําเบิกความ ความสุจริต ไม่สุจริต ศาลชั้นต้นเห็นตัดสินไป ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามองไม่เห็น เมื่อมองไม่เห็นตัดสินก็คือตัดสินตามตัวหนังสือ เวลาบันทึกตาม ตัวหนังสือนี่ครับท่านประธาน คดีมันมี ๒ ฝ่าย มันมีฝ่ายผู้เสียหาย มีฝ่ายจําเลย ไม่ว่าจะ คดีแพ่ง คดีอาญา หรืออาจจะคดีฝ่ายเดียวผู้ร้อง แต่คดีเหล่านี้ถ้าเป็นความโต้แย้งกันขัดแย้งกัน แต่ละฝ่ายก็จะเอาพยานของตัวเองให้ศาลบันทึก ศาลก็จะใช้ดุลยพินิจบันทึกบ้างไม่บันทึกบ้าง สรุปเองบ้าง บางท่านขี้เกียจเถียงกับทนาย ขี้เกียจเถียงอัยการ พูดอะไรมาบันทึกหมด ก็มีแบบนี้ เพราะฉะนั้นความเป็นธรรมมันต้องอยู่ที่ข้อเท็จจริงกับความจริง มันไม่ใช่อยู่ที่ คนนั่งฟังแล้วก็สรุปเอง แล้วก็บันทึกลงในเอกสาร แล้วเอาไปตัดสิน แล้วก็ไปพิพากษาจําคุก เอาไปประหารชีวิต ผมว่าในกระบวนการเหล่านี้มันก็ค่อย ๆ พัฒนาครับท่านประธาน เพื่อให้ เห็นได้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ถูกต้องคืออะไร ดังนั้นการพัฒนาจากอดีตมาปัจจุบันซึ่งมี เทคโนโลยี มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจะบันทึกเสียง บันทึกเหตุการณ์ บันทึกภาพ บันทึกอากัปกิริยา ถูกบันทึกไว้ แล้วศาลชั้นต้นมองเห็น ศาลอุทธรณ์เห็น ศาลฎีกาก็ดูได้ นี่คือ ข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการกลั่นกรองตั้งแต่ศาลชั้นต้น กลั่นกรองศาลอุทธรณ์ กลั่นกรอง ศาลฎีกา แล้วตัดสินด้วยความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นพยานหลักฐานเหล่านี้มันเป็นปัญหา มาตลอด ทนายขอให้บันทึก ศาลไม่บันทึก ทะเลาะกัน โต้แย้งศาล มีเหตุการณ์แบบนี้ เพราะ แต่ละคนรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ทั้งของฝ่ายจําเลย ฝ่ายผู้เสียหาย ไม่ได้ความจริงครับ ท่านประธาน ดังนั้นเมื่อกรรมาธิการเสนอในเรื่องเหล่านี้มา เราต้องทําความเข้าใจปัญหาของ มันก่อน ปัญหาว่าสิ่งที่เรากําลังทํารายงานนี้ครับ คือบันทึกพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่ถูกต้องเพื่อจะนําไปสู่การวินิจฉัย การชี้ขาด การตัดสินคดี ที่เป็นธรรมนะครับ แต่ในส่วนข้อยกเว้นท่านประธานครับ อาจจะมีคดีประเภทข่มขืน กระทํา ชําเรา คดีที่เด็กได้รับการประทุษร้าย ตอนหลัง ๆ นี้กฎหมายก็มีการพัฒนาแล้วครับ ท่านประธาน ถ้าเป็นเรื่องเด็ก เป็นเรื่องผู้เสียหาย เป็นเรื่องที่อาจจะทําให้เสียหายได้นะครับ โดยหลักคดีนะครับกฎหมายเขาบอกให้พิจารณาโดยเปิดเผย แต่ถ้ามีคดีประเภทเหล่านี้ นะครับเขาให้พิจารณาลับได้ ก็เหมือนกับเราประชุมลับนะครับ คนไม่เกี่ยวข้องให้ออกไป แต่ถามว่าเมื่อประชุมลับแล้วเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับเด็ก เยาวชนผู้ถูก ประทุษร้ายทางเพศ สิ่งเหล่านี้ต้องมีการบันทึกไหม ก็ต้องมีการบันทึกเช่นเดียวกัน แต่อาจจะ เป็นความลับรู้กันไม่กี่คนในวงแคบ ๆ เพราะฉะนั้นอัดเทปก็ลักษณะเดียวกัน ไม่ใช่อัดเทป แล้วคนจะรู้หมดหรือเอาไปเปิดเผยที่ไหนก็ได้ก็ไม่ใช่นะครับ แล้ววิธีการก็มีการเลือกวิธีการใช้ ได้อีกนะครับว่าจะทํากันลักษณะไหน แบบไหน ดังนั้นต้องกราบเรียนครับ ผมไม่อยากให้ รายงานที่มีการพัฒนากระบวนการการทํางานที่มันเป็นสากล ชอบใช้กันครับ ที่เป็นสากล และมีการพัฒนาทําให้คนต่างประเทศเองเขายอมรับในกระบวนการนะครับ ในกระบวนการ ยุติธรรมของเราว่ามีการพิสูจน์พยานหลักฐาน มีพยานหลักฐานชัดเจน ขึ้นศาลแล้วสามารถ กลับมาย้อนดูได้นะครับ อันนี้มันจะทําให้การชี้เห็นผิดเห็นถูกได้ชัดเจนขึ้น บางครั้งนะครับ ท่านประธานการบันทึกของผู้พิพากษาบางท่านก็ใช้แต่ดุลพินิจของตัวเองสรุปเองในมุมมอง ของตัวเอง ซึ่งเป็นดุลยพินิจครับ ไม่ผิด แต่มีข้อโต้แย้งครับ เมื่อโต้แย้งก็ต้องไปบันทึกกันอีก แต่บางคนนะครับ ศาลบางคนเป็นอย่างนี้มานาน เห็นทนายใหม่ ๆ เดี๋ยวดุ เดี๋ยวว่า เดี๋ยวบ่น เดี๋ยวพูดเสียหายสารพัด ทนายความเองนะครับ เด็ก ๆ ทนายใหม่ ๆ เสียอนาคตไปก็เยอะ ถ้ามีเทปศาลก็จะระมัดระวังตัวขึ้นนะครับ พูดในสิ่งที่ควรพูด ไม่ไปก้าวล่วง ไม่ว่าใคร อยู่ในแต่กระบวนการการพิจารณาทางคดีทางกฎหมาย ดังนั้นพฤติกรรมการกระทําเหล่านี้ มันจะถูกบันทึกไว้หมดนะครับ ก็ต้องเรียนครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอมาผมอยากให้ กรรมาธิการค่อย ๆ อธิบายและทําความเข้าใจว่าข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ที่ได้รับจากเรื่อง เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ เพราะผมอยู่ในกระบวนการการพิจารณา คดีเหล่านี้มายาวนาน เห็นปัญหาเยอะแยะ ถ้าไม่บันทึกนะครับ ท่านประธานเคยเห็นไหมครับ บางคนก็ไม่ใช่ว่าจะสุจริต เวลาถาม เอาเอกสารเปิดถามพยาน ใช่ ไม่ใช่ พยานดูเอกสาร ตอบใช่ แต่ปรากฏว่าเอกสารที่เปิดนี้ครับท่านประธาน มันคนละเรื่องกับประเด็นที่กําลัง พิจารณา ทําให้พยานหลงก็มีอย่างนี้ครับ ความยุติธรรมมีไหม ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแล้ว ก็เทคนิคการว่าความนะครับ ถ้ามันถ่ายภาพ ถ่ายเทปมันก็จะเห็นนะครับว่าเอกสารที่มาถ่าย มาเก็บภาพไว้ นี่คือฉบับที่กําลังเถียงกัน ไม่ใช่เอาฉบับไหนมาถามเพื่อให้พยานตอบ ไปอีกอย่างหนึ่ง อย่างนี้ก็มีครับท่านประธาน ดังนั้นความยุติธรรมนะครับก็ต้องกราบเรียนว่า มันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและมันขึ้นอยู่กับปลายปากกา ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะเอา ข้อเท็จจริงให้ปรากฏอย่างชัดเจน ให้ปรากฏเพื่อที่จะนําไปพิสูจน์ ชั่งน้ําหนักพยาน ข้อดี ข้อเสีย แล้วจะได้ลงโทษ ๑. ไม่ผิดตัว ๒. ลงโทษตัวจริง ๓. ถ้ามีผลกระทบกับการที่จะไป ละเมิดสิทธิอย่างที่พูดถึงกัน อย่างที่กังวลกัน ก็มีกระบวนการในทางกฎหมายที่ปกป้อง คุ้มครองในส่วนนั้น แต่พอเราห่วงเรื่องนี้เราบอกถ้าอย่างนั้นไม่ทําเลย ไม่เอาเลยนะครับ มันก็ เสียประโยชน์โดยรวม ก็กราบเรียนนะครับ ผมอยากให้กระบวนการยุติธรรมของเราพัฒนา แล้วใช้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นประโยชน์ คนผิดจะได้ถูกลงโทษ ไม่ผิดก็ปล่อยตัวไป ตัดสินบนกระบวนการยุติธรรมที่เป็นที่ถูกต้อง แล้วก็ยอมรับเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณท่านประธานครับ